33_สรุปหนังสือ กฏการสนทนาของคนคุยสนุก

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก อินโทรเวิร์ตต้องแอบมี!

เป็นสาวอินโทรเวิร์ตไม่ง่ายเลย เวลาไปทานข้าวกับคนที่ทำงาน พบปะลูกค้า ไปงานเลี้ยงรุ่น หรือไปอีเว้นท์ ทำจิตอาสาเจอเพื่อนใหม่ เราก็อยากพูดคุยสนุกๆ ทำให้บรรยากาศครึกครื้นบ้าง แต่ดันนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไรดี ยิ่งตอนเกิดเดดแอร์ จู่ๆ วงสนทนาก็เงียบกริบ เห็นทีต้องพูดอะไรสักอย่าง แต่ฝืนไปก็ต่อบทสนทนาไปได้ไม่ไกล

วันนี้ซิสมี 7 เคล็ดลับการคุยสนุกจากหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก (The Rules of The Fascinating Talk) จากคุณเทรุยูกิ โยชิดะ (Teruyuki Yoshida) โปรดิวเซอร์รายการวาไรตี้มือหนึ่งของญี่ปุ่นมาฝากกันค่ะ

1. ฟัง 80% พูด 20%

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

วิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับคนพูดไม่ค่อยเก่งคือ การรับฟังอย่างใส่ใจ คนคุยสนุกไม่จำเป็นต้องพูดเยอะเสมอไป ลองนึกถึงพิธีกรเก่งๆ ในรายการวาไรตี้ พวกเขาจะไม่เอาตัวเองเป็นตัวเอกในการสนทนา แต่จะตั้งใจฟังเรื่องที่แขกรับเชิญเล่า และคอยถามกลับอย่างให้ความสนใจ

ลองเริ่มจากสอบถามเรื่องงาน งานอดิเรก หรือสิ่งที่อีกฝ่ายถนัด เช่น เพิ่งไปดูหนัง ooo มาหรอคะ เป็นยังไงบ้าง?​ เห็นใส่รองเท้าวิ่งบ่อยๆ ชอบออกกำลังกายหรอคะ? เมื่อเป็นเรื่องที่เขาสนใจ อีกฝ่ายจะรู้สึกสนุกและเล่าให้ฟังด้วยความยินดี คุณโยชิดะกล่าวว่า “คนเราจะสนุกที่สุดก็เมื่อมีคนฟังเรื่องที่ตัวเองเล่า”

2. ใช้คำถามประเภท “ทำไม” หรือ “อย่างไร”

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

คำถามประเภท “ทำไม” หรือ “อย่างไร” จะช่วยให้เราได้คำตอบที่บ่งบอกถึงนิสัยใจคอ หรือความคิดของคู่สนทนามากกว่าคำถามประเภท “ใคร” “ที่ไหน” “เมื่อไหร่” ซึ่งจะทำให้ต่อประเด็นการสนทนาไหลลื่นมากกว่า ตัวอย่างเช่น

A: ช่วงนี้ฉันไปเรียนทำขนมมาล่ะ
B: เรียนที่ไหนหรอคะ?

A: ช่วงนี้ฉันไปเรียนทำขนมมาล่ะ
B:
ทำไมถึงได้เริ่มเรียนทำขนมล่ะ?

หากลองเปรียบเทียบการสนทนาทั้งสองแบบ จะเห็นว่าแบบหลังจะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเล่าได้ยาวกว่า แต่หากเขาตอบอย่างคลุมเครืออย่าง “ไม่รู้สิ อยากลองเฉยๆ” ในสถานการณ์นี้เราก็สามารถใช้คำถามประเภท “ทำไม” “อย่างไร” ช่วยต่อชีวิตบทสนทนาได้ เช่น “อยากลองหรอ​ อยากลองทำไปให้ใครทานเป็นพิเศษหรือเปล่า? (ยิ้ม) มันต้องมีแรงจูงใจบ้างอย่างสิถึงได้เริ่มลองตอนนี้”

3. ย้อนถามเรื่องเดียวกับที่อีกฝ่ายถามมา

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

ปกติแล้วคนเรามักจะถามเรื่องที่ตัวเองสนใจ ในขณะเดียวกันก็อยากตอบคำถามเรื่องที่ตัวเองสนใจด้วย ดังนั้นหลังจากเราตอบคำถามแล้ว ให้ลองถามกลับไป เช่น แล้วคุณชอบฟังเพลงแนวไหน?​ แล้วคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? เป็นต้น

4. ตอบคำถามด้วยรายละเอียดที่ชัดเจน

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

เรียกง่ายๆ ว่า อย่าถามคำตอบคำ เราอาจจะไม่อยากพูดมากเพราะเกรงใจ แต่ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนถาม แล้วอีกฝ่ายตอบมาสั้นๆ อย่าง ใช่ค่ะ ไม่ใช่ค่ะ เห็นด้วยค่ะ ก็ดีนะคะ แล้วจบไม่ได้อธิบายอะไรเสริม ก็จะเผลอคิดได้ว่าเขาไม่อยากคุยกับเราหรือเปล่า ดังนั้นควรตอบคำถามโดยมีคำอธิบายและรายละเอียดชัดเจน ตัวอย่างเช่น

A: คุณชอบหนังแนวไหนหรอ?
B: ฉันไม่ชอบดูหนังค่ะ

A: คุณชอบหนังแนวไหนหรอ?
B: ฉันไม่ค่อยได้ดูหนังเท่าไหร่ แต่ตอนเด็กๆ ชอบเรื่อง Harry Potter มากเลยค่ะ สนุกจนเก็บเอาไปฝันว่าฉันขี่ไม้กวาดลอยได้เลย

สถานการณ์นี้คือเมื่ออีกฝ่ายถามเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสนใจของเรา คำตอบอันแรกใช้ได้ดีกับคนที่คุณไม่อยากคุยด้วย แต่ถ้าคุณอยากรักษาความสนุกและต่อบทสนทนา คำตอบที่สองซึ่งลงรายละเอียดให้เห็นภาพจะช่วยให้อีกฝ่ายนึกเรื่องคุยต่อได้

5. เป็นคนที่ได้รับการเอ็นดูด้วยการ เออออ + แต่…

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

“ช่วงนี้ฉันอ้วนขึ้นหรือเปล่านะ” “เหนื่อยกับการทำงานจัง ผมคงแก่แล้ว” เราคงเคยได้ยินคำบ่นเหล่านี้จากเพื่อน หัวหน้า หรือบางครั้งก็มาจากคนไม่สนิท ซึ่งทำเอาเราทำตัวไม่ถูก เลยตอบกลับไปได้แค่ “ไม่หรอก (ยิ้ม)” แต่ว่าเราสามารถพลิกสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ให้เป็นการได้รับความเอ็นดูด้วยสูตรการตอบกลับ เออออ + แต่… ตัวอย่างเช่น

หัวหน้า: เหนื่อยกับการทำงานจัง ผมคงแก่แล้ว
ลูกน้อง:
ไม่หรอกครับ หัวหน้าเก่งจะตายไป

หัวหน้า: เหนื่อยกับการทำงานจัง ผมคงแก่แล้ว
ลูกน้อง:
ผมเข้าใจความรู้สึกนะครับ แต่ผมก็ยังเห็นหัวหน้าทำงานโต้รุ่งอยู่เลย

หัวหน้า: เหนื่อยกับการทำงานจัง ผมคงแก่แล้ว
ลูกน้อง:
นั้นสินะครับ แต่ตอนกลางคืนยังแข็งแรงดีใช่มั้ยครับ

ตัวอย่างนี้เป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยๆ เวลาที่มีคนบ่นให้เราฟัง เขาอยากได้ความมั่นใจกลับไป การตอบแบบแรกคือคำตอบทั่วไป ไม่ค่อยน่าสนใจและอาจจะดูพูดไปส่งๆ คำตอบที่สองเป็นการคัดค้านด้วยรายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้ดูใส่ใจ ส่วนอันสุดท้ายเป็นการให้กำลังใจแบบตบมุก + เบี่ยงประเด็น ทำให้คำตอบยิ่งน่าสนใจ แต่แน่นอนว่า อย่าลืมดูคู่สนทนาเราด้วยนะว่าเขาเป็นคนแบบไหน

6. ไม่พูดเข้าประเด็นทันที ชวนคุยเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจก่อน

สรุปหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก

ในกรณีที่เราต้องการความช่วยเหลือจากอีกฝ่าย เช่น ขายของให้ลูกค้า ให้หัวหน้าอนุมัติโครงการ อย่าเพิ่งรีบร้อนเข้าประเด็นทันที ถ้าจู่ๆ พบหน้ากันปุ๊บ แล้วคุณพูดว่า “ถ้างั้นขออธิบายรายละเอียดสินค้าเลยนะคะ” หากเป็นเราก็คงไม่อยากฟังเท่าไหร่ เราจึงต้องสร้างบรรยากาศให้อีกฝ่ายอยากฟังเราขึ้นมาก่อน

ให้สังเกตรอบตัว เช่น ในห้องทำงานของหัวหน้ามีเหรียญรางวัลวิ่งมาราธอนอยู่ น่าจะลองถามว่า “ไปวิ่งมาราธอนบ่อยมั้ยคะ? แบบนี้ต้องซ้อมวิ่งทุกวิ่งเลยหรือเปล่า?” การชวนคุยในเรื่องที่อีกฝ่ายสนใจเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว แต่อย่าลืมดูสถานการณ์ หากหัวหน้างานยุ่งมาก มีเวลาน้อย ก็อย่าชวนคุยนอกเรื่องเพลินจนลืมเข้าประเด็นนะ

7. แก้ไขสถานการณ์ด้วยความรู้สึกแปลกใจ

สรุปหนังสือกฎการสนทนาของคนคุยสนุก

บางครั้งการนัดเที่ยวก็ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เช่น นัดไปคาเฟ่กับเพื่อนๆ ปรากฏว่าต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง หรือนัดไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง แต่ดันปิดปรับปรุง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ คนที่วางแผนเที่ยวมักจะรู้สึกผิด หากมีเพื่อนร่วมทริปไม่พอใจขึ้นมา ยิ่งทำให้บรรยากาศแย่ลง ควรแก้ไขสถานการณ์ด้วยความประหลาดใจ ตัวอย่างเช่น

“ไม่อยากจะเชื่อ วันธรรมดายังหาที่สิงสถิตไม่ได้ ร้านนี้สุดยอดเลย!” (ไปคาเฟ่แต่โต๊ะเต็ม)

“ไม่คิดเลยว่าจะได้มาดูหนังตั้งแต่เช้า เรื่องนี้ดูน่าสนุกดีนะ” (ตั้งใจไปเที่ยว แต่กลับปิดปรับปรุง เลยเปลี่ยนมาทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน)

จะเห็นว่าการพูดแก้ไขสถานการณ์ด้วยความรู้สึกแปลกใจจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ผู้รับผิดชอบทริปก็จะไม่รู้สึกแย่ ช่วยรักษาบรรยากาศไม่ให้กร่อยและกลับมาสนุกได้


เป็นยังไงกันบ้างคะ ไม่ยากเลยเนอะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการลองลงสนามจริงค่ะ คุณโยชิดะก็บอกไว้ว่า กฎพวกนี้เป็นเพียงแนวทาง เป็นเคล็ดลับที่ช่วยให้บทสนทนาไหลลื่นและอีกฝ่ายรู้สึกดีกับเรา แต่จะให้ได้ผลดีจริงๆ นั้นเราต้องลองลงสนามจริง พบปะผู้คนบ่อยๆ ฝึกอ่านสถานการณ์ เก็บสะสมประสบการณ์ แล้วเราจะคุยสนุกได้โดยธรรมชาติค่ะ

นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากหนังสือ กฎการสนทนาของคนคุยสนุก ในหนังสือยังมีเคล็ดลับให้ถึง 55 ข้อพร้อมตัวอย่างบทสนทนาในสถานการณ์จริง เป็นคัมภีร์ที่ชาวอินโทรเวิร์ตควรแอบมีไว้ติดบ้านเลย

หนังสือกฎการสนทนาของคนคุยสนุก

หนังสือกฎการสนทนาของคนคุยสนุก (The Rules of The Fascinating Talk)

ผู้เขียน: Teruyuki Yoshida
สำนักพิมพ์: WE LEARN
เรื่องย่อ: ไม่ต้องพูดเก่ง แต่พูดแล้วน่าสนใจจนใครๆ ก็อยากฟังด้วยเคล็ดลับจากโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์มือหนึ่งของญี่ปุ่น

Leave a Reply