รีวิวหนังสือ นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ

สรุปหนังสือ นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ : ปลดล็อกความคาดหวังจากสังคม แล้วใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ

#สวนหนังสือพันเล่ม เล่มที่ 26

นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ (하마터면 열심히 살 뻔했다)

“ทั้งที่ฉันออกจะขยัน ทำไมชีวิตถึงยังเป็นแบบนี้”

เราอาจเคยมีความคิดนี้แวบขึ้นมา ทำไมผลลัพธ์ไม่เท่ากับความพยายามที่ใส่ลงไป คุณฮาวัน (하완) นักวาดภาพประกอบและผู้เขียนหนังสือ นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ เล่มนี้ก็คิดเช่นกัน 

เอาล่ะ! ในเมื่อขยันทำงาน พากเพียรใช้ชีวิตมาตั้งหลายปี แต่ชีวิตก็ยังไม่เป็นไปตามที่วาดฝันไว้ ขอมอบของขวัญวันเกิดอายุครบรอบ 40 ปีให้ตัวเอง ด้วยการลาออกจากงานประจำที่มั่นคง แล้วเลิกตั้งใจกับชีวิตแล้วกัน

ลาออกจากงานประจำในวัย 40 ปี? ไม่มีแผนการ? มีเงินเก็บอยู่ได้ 1 ปี? อยู่บ้านเช่า? ไม่แต่งงาน?

‘ชีวิตหมอนี่ถึงคราวพังพินาศแล้วสินะ’ นั่นเป็นรีแอคชั่นปกติจากคนในสังคมกำหนดคำตอบอย่างเกาหลีใต้ แต่หากมองในมุมของคุณฮาวัน เขากำลังมอบโอกาสให้ตัวเองลองใช้ชีวิตให้แตกต่าง… 

“มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่ทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ใช่แล้ว คุณฮาวันแค่ต้องการผลลัพธ์ที่แตกต่าง ถึงได้เริ่มทดลองใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่ตรงข้ามจากเดิม นั้นคือ ‘ใช้ชีวิตอย่างไม่ตั้งใจ’ สิ่งหนึ่งที่ซิสชอบคือ การที่คุณฮาวันกล้าที่เดินออกจากคอมฟอร์ทโซนในวัย 40 ปี โดยให้เหตุผลว่า “หากผมมีอายุขัย 80 ปี อายุสี่สิบคือครึ่งทางชีวิต ผมถึงได้ครุ่นคิดถึงอดีตกับอนาคต หากเดินทางผิดก็ควรแก้ไขเสียเดี๋ยวนี้ จะได้ใช้ชีวิตที่เหลือให้ถูกควร” ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากเป็น

หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไดอารี่ของคุณฮาวันที่ได้ตกตะกอนชีวิตหลังจากลาออกจากงานประจำและดื่มด่ำกับอิสรภาพ โดยเปิดอกเล่าถึงความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ชีวิตและความสุขจากการเป็นเจ้าของเวลาตัวเอง

✦ ความทุกข์ใจที่เกิดมาใน ‘ชนชั้นช้อนดิน’ 
✦ ความผิดหวังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่อยากเรียนไม่ติดถึง 3 ปีซ้อน 
✦ ความเหนื่อยล้าจากการทำงานประจำและงานฟรีแลนซ์ควบคู่เพื่อดำรงชีพ แต่ก็ยังไม่รวยสักที 
✦ วันที่มีงานเข้ามา ก็ขี้เกียจทำงานเหลือเกิน 
✦ ความหดหู่จากการเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่นบนโลกโซเชียล
✦ ความสงบสุขจากอิสรภาพหลังลาออก ตื่นนอนกี่โมงก็ได้ ได้นั่งดื่มเบียร์ในคาเฟ่ตอนกลางวัน
✦ ความกลัวกับเงินในบัญชีที่ลดลงทุกวัน

สไตล์การเล่าเรื่องและภาพประกอบทำให้รู้สึกเหมือนว่า เราได้มานั่งจิบเบียร์ตอนกลางวันกับเพื่อนเก่า พลางฟังเพื่อนบ่นถึงชีวิตแบบแรนดอม นึกอะไรได้ก็บ่นขึ้นมา ซึ่งชีวิตของเพื่อนคนนี้ก็คล้ายกับเราเหลือเกิน เหนื่อยกับการทำงานบริษัท โหยหาอิสรภาพ มีวันที่ขี้เกียจ อยากเล่นสนุกไปพร้อมกับทำงานที่เลี้ยงตัวเองได้

การบ่นอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่อย่างน้อยก็รู้สึกดีขึ้นว่า ฉันไม่ได้คิดแบบนี้อยู่คนเดียว แล้วระหว่างที่บ่นก็ได้ตกตะกอนความคิดตามเพื่อนไปด้วย ซิสขอเลือกมา 5 เรื่องราวที่ชอบที่สุดจากหนังสือมาแบ่งปันกันค่ะ

หมดยุคแห่งความพยายามอย่างเดียว

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะผ่านความพยายามมาเสมอ แต่คนที่พยายามไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกันทุกคน

ความจริงข้อนี้อาจชวนหดหู่ เพราะเราถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” สมัยเรียนมันอาจจะจริง ยิ่งขยันตั้งใจเรียน พากเพียรอ่านหนังสือ ก็พบกับความสำเร็จได้คือ สอบได้เกรด 4 ถูกชื่นชม ได้เป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียน นั่นเพราะว่าการสอบในโรงเรียนมีคำตอบที่ตายตัวอยู่

แต่ในโลกวัยทำงาน มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว วิธีที่คนคนหนึ่งทำแล้วสำเร็จ มันอาจไม่ได้ผลกับอีกคนก็ได้ ยุคนี้เป็นยุคที่ความพยายามอย่างเดียวไม่พอ ในเมื่อทุกคนก็พยายามกันหมด มาตรฐานก็สูงขึ้นให้เรายิ่งเหนื่อยกว่าเดิม

ซิสได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจากการทำงานว่า work hard ไม่สามารถสู้ work smart ได้ รวมถึงความพยายาม ไม่เท่ากับผลตอบแทน บางครั้งความพยายามอาจไร้ผล ผลลัพธ์ไม่คุ้มกับความพยายาม หรือผลลัพธ์ดีเลิศเกินความพยายามก็มี 

ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาเชิญชวนทุกคนเลิกพยายามกันเถอะ แต่การยอมรับความจริงข้อนี้จะช่วยลดความทุกข์ใจเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความพยายาม แล้วอย่าทุกข์ใจด้วยความอิจฉาเลย เมื่อเห็นคนอื่นทำน้อยกว่า แต่ได้ผลลัพธ์ดีเลิศกว่า เพราะวันหนึ่งเราเองก็อาจได้ดิบได้ดีเกินความพยายามเหมือนกัน

ลองใช้ชีวิตอิสระดูสิ

บ่อยครั้งที่เราเห็นกระทู้มนุษย์เงินเดือนอยากลาออกเพื่ออิสรภาพ ลองมาดูกันว่าหลังจากคุณฮาวันลาออกแล้วเป็นยังไงบ้าง

“รสชาติของการลาออกช่างหอมหวาน อธิบายได้เท่านี้แหละ พอกันทีกับการตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกเพื่อลุกไปทำงานให้ทันทุกวัน… ไม่ต้องคอยส่องปฏิทินว่าอีกกี่วันจะเห็นวันหยุด… เจอตั๋วเครื่องบินถูกๆ กดซื้อเลยสิ พร้อมเที่ยวตลอด… พวกมนุษย์ที่ชังน้ำหน้าน่ะหรือ ไม่ต้องเจออีกแล้ว จากนี้จะได้พบแค่คนที่อยากพบ… ไปไหนมาไหนวันธรรมดาตอนกลางวันก็เจ๋งมาก คนโล่งดี” นี่คือรสชาติหอมหวานของอิสรภาพ

แต่! อิสระก็มีค่าใช้จ่ายของมันอยู่ ซึ่งก็คือเงินในบัญชีของเรานั่นเอง เราไม่อาจใช้ชีวิตด้วยรสชาติหอมหวานเพียงอย่างเดียว อิสรภาพไม่ช่วยให้เราอิ่มท้อง

ซิสก็เป็นคนหนึ่งที่เคยลาออกมาเพราะโหยหาอิสรภาพหลังจากทำงานไปแล้ว 3 ปี โดยตั้งใจว่าจะหยุดพัก 1 ปี ช่วงเดือนแรกเหมือนกับคุณฮาวันเลย ฟีลกู้ด มีความสุขสุดๆ ฉันเป็นเจ้าของเวลาอย่างแท้จริง ได้ดูหนังในโรงหนังตอนกลางวัน ทำงานจิตอาสาที่อยากไปมานานแล้ว เข้าคอร์สเรียนทำขนม จัดดอกไม้ นอนดูการ์ตูนสมัยเด็กมาราธอน หรือบางวันแค่นั่งเหม่อฟังเพลง ไม่ทำอะไรเลยก็มี

หลังจากผ่านไปเพียงเดือนเดียว ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรแล้ว น่าตลกที่สมัยทำงานมีเรื่องอยากทำมากมาย แต่ไม่มีเวลา พอมีเวลาว่างจริงๆ ดันไม่มีเรื่องอยากทำ ซึ่งคุณฮาวันเองก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน แถมเริ่มซึม เหงา อยากกลับไปเจอเรื่องท้าท้ายในออฟฟิศซะงั้น สุดท้ายแล้วซิสก็พักแค่ 4 เดือนแล้วกลับไปทำงานบริษัทใหม่

ถึงแม้การลาออกครั้งนั้นจะทำให้เสียงานดีๆ แต่รู้สึกว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ได้ทดลองลาออก เราได้สัมผัสประสบการณ์ตรงของอิสรภาพแล้ว มันทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า เราเป็นคนแบบไหน ต้องการอะไรในชีวิต

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ยังสงสัยว่าจะลาออกดีมั้ยนะ? รสชาติของอิสรภาพเป็นยังไง? แนะนำให้ลองลิ้มรสดูเองค่ะ สิ่งที่คนอื่นว่าหอมหวาน มันอาจไม่ใช่รสชาติที่ใช่สำหรับเราก็ได้ ขอแค่ให้อยู่ในขอบเขตที่เราสามารถดำรงชีวิตได้แบบไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ

ชนร่อนเร่ดิจิทัล โลกทั้งใบคือบ้าน

หนึ่งในศัพท์น่าสนใจที่ซิสได้จากหนังสือเล่มนี้คือ ชนร่อนเร่ดิจิทัล (Digital Nomad) คนที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีไฟฟ้า อินเตอร์เน็ตไวไฟ และอุปกรณ์ดิจิทัล

ไม่จำเป็นต้องลาออกเพื่อหาอิสรภาพหรือหาสมดุลชีวิตเลย สามารถทำงานควบคู่ไปกับท่องเที่ยวได้ จะนั่งทำงานอยู่บ้าน เชียงใหม่ บาหลี ญี่ปุ่น ปารีส… สวรรค์เลย ขอแค่มีระเบียบวินัย ใช้เงินให้เป็น และทักษะภาษาอังกฤษ (สำหรับนั่งทำงานในต่างประเทศ) ก็ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาที่อยากทำ

ช่วงก่อนโควิด-19 บาหลี ประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทย เป็นเมืองที่ได้รับความสนใจในฐานะสวรรค์ของชนร่อนเร่ของต่างชาติ ทั้งอากาศดี สภาพแวดล้อมสวย และยังค่าครองชีพถูก(สำหรับชาวต่างชาติ)อีกด้วย

อ่านบทนี้แล้วเหมือนได้จุดประกาย เอาล่ะ! ลดสัมภาระให้ตัวเบา ทำใจให้กล้าหาญ 

ต้วมเตี้ยมบ้างก็ได้

“คงมีแค่ฉันที่รั้งท้าย” หลายคนคงจะเคยวิตกกังวลว่า ขณะที่คนอื่นๆ ต่างลงหลักปักฐาน ทำบางสิ่งสำเร็จและวิ่งรุดสู่เบื้องหน้าแล้ว ทำไมฉันยังจมจ่อมอยู่ที่เดิม

พวกเราต่างมีจุดสตาร์ทที่ไม่เท่ากัน มีเส้นทางและเส้นชัยที่แตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตโดยปรับอัตราความเร็วของเราให้เท่ากับคนอื่น จะก้าวเร็ว ก้าวช้า ก้าวหน้า หยุดบ้าง ถอยบ้าง ก็เป็นเส้นทางที่เราสามารถเลือกได้ด้วยตัวเอง

การไปถึงเป้าหมายทำให้เรามีความสุขก็จริง แต่การสัมผัสกระบวนการระหว่างนั้นก็เป็นความสุขอีกแบบ เหมือนกับเวลาที่เราคุยกับเพื่อนเรื่องการวิ่งมาราธอน เดินทางท่องเที่ยว หรือทำของแฮนด์เมดด้วยความยากลำบาก ส่วนใหญ่มักจะตื่นเต้นยินดีกับเรื่องราวการผจญภัย ฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างทางมากกว่าผลลัพธ์ซะอีก

ใช้ชีวิตอย่างรื่นรมย์

“อัจฉริยะพ่ายแพ้แก่ผู้พากเพียร ผู้พากเพียรพ่ายแพ้แก่ผู้ที่ทำด้วยความรื่นรมย์” คำพูดนี้ไม่ได้ต้องการดูหมิ่นอัจฉริยะหรือผู้พากเพียร แต่อยากให้เลือกทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรื่นรมย์

นึกถึงเวลาที่เราต้องฝืนทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ เช่น เรียนในสิ่งที่พ่อแม่บอกให้เรียน หรือทำงานที่ไม่อยากทำ ต่อให้เราพากเพียรทำมันจนสำเร็จ ก็อาจจะไม่มีความสุขเพราะฝืนใจตัวเอง

คำว่า ‘รื่นรมย์’ หมายถึง ความสบายใจ สำหรับคุณฮาวันคือ ความสนุกเพลิดเพลินในสิ่งที่ทำ แทนการเร่งหาทางกระโดดข้ามขั้นตอนไปสู่ผลลัพธ์ 

สำหรับซิสมันยังรวมถึงการใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือก ซึ่งเส้นทางที่เราเลือกอาจจะต้องพบเจอกับอุปสรรคบ้าง ชีวิตก็เหมือนกับการเล่นเกม ได้เจอเควสง่ายบ้าง เจอบอสตัวเป้งโผล่มาโดยไม่ทันตั้งตัวบ้าง แพ้แล้วก็กลับไปอัพสกิล แล้วค่อยมาปราบบอสใหม่ หรือถ้าเราไม่จำเป็นต้องปราบบอสตัวนี้เพื่อไปด่านต่อไป ก็เลี่ยงมันไปก็ได้ ถ้าเกมนั้นราบเรียบโรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดทางก็น่าเบื่อแย่สิ! ชีวิตก็เช่นกัน

สุดท้ายนี้หากถามว่าการลาออกของคุณฮาวันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่? ชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่มั่นคง vs ชีวิตที่มีอิสรภาพ แบบไหนดีกว่ากัน? การพากเพียรใช้ชีวิต vs การไม่ตั้งใจใช้ชีวิต เส้นทางไหนที่ถูกต้อง? แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจตอบได้ แล้วมั่นใจว่าคำตอบของแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน ขนาดบางครั้งเราคิดมาอย่างดีแล้ว ชีวิตยังเล่นตลกออกจะบ่อยเลย

ไม่ว่าคุณจะเลือกเส้นทางไหน ขอแค่ให้มันเป็นชีวิตที่คุณเลือกเอง แล้วจะไม่มานั่งเสียดายในภายหลัง


ซื้อหนังสือ The French Revolution ปฏิวัติฝรั่งเศส

นี่เราใช้ชีวิตยากเกินไปหรือเปล่านะ

จะเป็นอย่างไร หากเราได้ออกเดินทางและเลือกใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ทำสิ่งที่ชอบให้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายและไม่ยึดติดจนเกินไป จะเป็นอย่างไร หากเราได้ลองใช้ชีวิตในเส้นทางที่ต่างออกไป สุดท้ายแล้วไม่มีใครบอกได้หรอกว่าเลือกแบบไหนถึงจะถูก ขนาดบางครั้งที่เราคิดมาอย่างดีแล้ว ชีวิตยังเล่นตลกออกจะบ่อยเลย…



Leave a Reply