20220730_สรุปหนังสือพลังภายในคำพูด

สรุปหนังสือพลังภายในคำพูด : เลือกใช้ถ้อยคำให้ผู้ฟังประทับใจ #BTSอ่าน

#ReadersGarden เล่มที่ 50

พลังภายในคำพูด

“I PURPLE YOU! วี BTS อ่าน” เป็นคำโปรยหนังสือที่ถูกใจอาร์มี่อย่างซิสที่สุด ซื้อทันทีโดยไม่อ่านเรื่องย่อ เอาเงินไปเลยค่ะ! หลังจากอ่านหนังสือพลังภายในคำพูด (The Power of Language) จบแล้ว รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ลึกซึ้งเหมาะกับคนพูดน้อยและมีความคิดล้ำลึกแบบน้องวีจริงๆ

“ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณพูดมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณเลือกใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหน”

หนังสือพลังภายในคำพูดเขียนโดยคุณชินโดฮยอนและคุณยุนนารู ซึ่งพาเราไปพบกับศาสตร์และศิลป์ของการเลือกใช้ถ้อยที่จะทำให้คำพูดของเรามีอิทธิพลและสร้างความประทับใจแก่ผู้ฟังมากยิ่งขึ้น โดยเรียนรู้ผ่านถ้อยคำของนักปราชญ์จากหลากหลายเชื้อชาติและยุคสมัย เช่น เล่าจื๊อและขงจื๊อ นักปราชญ์จีนช่วงก่อนคริสต์ศักราช, โสกราติส นักปราชญ์ชาวกรีกช่วงก่อนคริสต์ศักราช, ฟรานซิส เบคอน นักปรัชญาและนักการเมืองชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 16 เป็นต้น

นี่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการพูดที่ไม่ได้สอนเรื่องคำพูด ไม่มีชุดคำพูดสำเร็จรูป ไม่ได้บอกว่าเราควรพูดอะไร ใช้น้ำเสียงอย่างไร หรือโต้ตอบอย่างไร แต่ชี้แนะโดยเริ่มขัดเกลาจากความคิดของผู้อ่าน เพราะว่า “ถ้าคุณอยากพูดถ้อยคำที่ล้ำลึก คุณต้องเป็นคนล้ำลึก ถ้าคุณอยากพูดถ้อยคำที่น่าเชื่อถือ คุณต้องเป็นคนน่าเชื่อถือ”

พลังภายในคำพูดไม่ได้บอกว่าเราต้องพูดว่าอะไรถึงจะล้ำลึก แต่ชวนให้เราขบคิดเอาเองและขัดเกลาตัวตนให้กลายเป็นคนล้ำลึกโดยแท้จริง

ขั้นตอนการสร้างพลังภายในคำพูดมีทั้งหมด 8 ขั้นตอนดังนี้

1. การฝึกฝน: สร้างภาชนะใส่คำพูด

ระดับการเจริญเติบโตของมนุษย์เปรียบเสมือนกับขนาดภาชนะ ยิ่งเราเติบโต ภาชนะก็ยิ่งกว้าง ยิ่งบรรจุคำพูดได้มากมาย จึงควรเริ่มต้นจากการฝึกฝนเพื่อเพิ่มขนาดของภาชนะ โดยหัวใจหลักของการฝึกคือ สร้างความมั่นใจในตัวเอง รักตัวเองและรู้วิธีจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะใช้ภาษาได้อย่างแข็งแรงโดยไม่ปกปิดตัวเองมากเกินไปและไม่โอ้อวดจนเกินไป

ลองสังเกตจากคนที่พูดเก่งรอบตัวคุณดูค่ะ (พูดเก่งไม่ใช่พูดมากนะ) คนเหล่านี้มักจะมีลักษณะร่วมกันคือมีความมั่นใจ โดยพวกเขาจะพูดจาฉะฉาน เป็นตัวของตัวเองและน่าจดจำ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการจะพูดให้ดีได้ต้องเริ่มจากการรักและมั่นใจในตัวเอง

สำหรับบทนี้ ซิสชอบถ้อยคำที่ถูกหยิบยกมาของมีแชล ฟูโก นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 20 ที่ว่า

“ชีวิตของแต่ละคนไม่สามารถเป็นผลงานศิลปะได้หรือ แม้แต่บ้านพักอาศัยยังถือว่าเป็นศิลปะได้ แล้วทำไมชีวิตของคนเราจึงเป็นเช่นนั้นไม่ได้เล่า” 

Michel Foucault, นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส (1926-1984)

ถ้อยคำนี้ตั้งใจจะบอกว่า เราทุกคนล้วนเป็นผลงานศิลปะ ถ้าชีวิตคนเราถูกออกแบบมาให้เหมือนกันทั้งหมด เมื่อไม่มีเราอยู่ก็หาคนอื่นมาแทนที่ได้อย่างไร้ปัญหา มันคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมาก

ดังนั้นจงมองชีวิตให้เป็นผลงานศิลปะ กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง โอบกอดความไม่สมบูรณ์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเรา สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นสู่การยอมรับและรักตัวเอง แล้วเราจะสามารถพูดได้อย่างมีเอกลักษณ์แทนที่จะพูดแบบมีคำตอบตายตัว

ซื้อหนังสือพลังภายในคำพูด : นายอินทร์ | SE-ED | Kinokuniya

2. ทัศนคติ: ปรับเปลี่ยนทัศนคติ

“คนที่สภาพจิตใจไม่สมบูรณ์จะพูดจาสับสน คนที่ไม่มีทัศนคติจะพูดจาว่างเปล่า”

ซองแดจุง, นักปราชญ์ขงจื๊อใหม่ในยุคโชซอน (1732 – 1890)

คุณเคยเจอคนที่เวลาถามอะไรไปแล้วเขาตอบกลับมาแบบก้ำๆ กึ่งๆ จนจนจับใจความไม่ได้หรือเปล่า? หรืออาจเป็นตัวคุณเองในเวลาที่มีคนมาถามบางเรื่องที่คุณไม่มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่ก็พยายามตอบออกไปกลางๆ หรือสับสนจนแม้แต่ตัวเองก็จำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไป นั่นคือการไม่มีทัศนคติ

การไม่ใส่ทัศนคติลงไปจะทำให้คำพูดของเราว่างเปล่า ยิ่งเราพูดคำพูดที่ว่างเปล่าออกไปบ่อยๆ พลังของคำพูดและความน่าเชื่อถือจะยิ่งลดลง ดังนั้นหากอยากให้คำพูดของคุณมีพลังและมีเสน่ห์น่าจดจำ อย่ากลัวที่จะแสดงทัศนคติออกไปอย่างถูกกาลเทศะ

3. สติปัญญา: หากอยากให้คำพูดลึกซึ้ง

การพูดได้อย่างลึกซึ้งต้องอาศัยสติปัญญา ดังนั้นการหมั่นสะสมความรู้ ไม่ว่าจะผ่านการอ่าน การพูดคุย หรือออกเดินทางก็จะช่วยขัดเกลาให้เรามีสติปัญญาเพิ่มขึ้นและพูดได้อย่างลึกซึ้งขึ้น ซึ่งการรับเอาความรู้มาเฉยๆ หรือเพียงท่องจำไม่สามารถเพิ่มพูนสติปัญญา เราต้องรู้จักตีความและวิเคราะห์ความรู้ที่ได้รับมา จึงจะเปลี่ยนเป็นไหวพริบและสติปัญญาได้

แล้วหากต้องพูดในเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อนล่ะ? ขงจื้อ นักปราชญ์ชาวจีนชื่อดังเองก็ได้รับคำถามมากมายที่เขาไม่มีความรู้มาก่อน สิ่งที่เขาทำคือ

“ข้าพเจ้าเชี่ยวชาญอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เลย หากมีคนถามในสิ่งที่ไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ข้าพเจ้าเคาะทั้งสองด้านอย่างเท่าๆ กัน และตอบอย่างสุดความสามารถเท่านั้น”

ขงจื๊อ, นักปราชญ์ยุคชุนชิวของจีน (551 – 479 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

หมายความว่า เมื่อมีคนมาถามความคิดเห็นในเรื่องที่เราไม่รู้มาก่อน อย่าเพิ่งทู่ซี้ตอบออกไป ให้ศึกษาและฟังความคิดเห็นรอบด้านก่อน คำว่า ‘เคาะทั้งสองด้าน’ หมายถึง จำแนกความเป็นไปได้และจุดยืนต่างๆ ออกมาให้ครบ ฟังความคิดเห็นจากฝ่ายที่เห็นด้วยและเห็นต่าง แล้วค่อยสรุปความคิดเห็นของตัวเอง



4. ความคิดสร้างสรรค์: วิธีการพูดให้แปลกใหม่

ถ้อยคำที่มีความคิดสร้างสรรค์จะดึงดูดใจผู้คนได้ง่าย ส่วนคำพูดที่น่าเบื่อหน่ายจะส่งต่อความหมายและความจริงใจได้ยาก ถ้าอยากให้คำพูดมีพลังสื่อถึงใจคนฟัง จึงควรสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะกับคนฟังมากกว่าการกำหนดคำตอบตายตัว

วิธีหนึ่งที่ช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในคำพูดได้คือ หมั่นแลกเปลี่ยนความเห็น ยอมรับและพัฒนาความคิดอยู่เสมอ เหมือนอย่างที่อีฮวาง นักปราชญ์ลัทธิขงจื๊อในยุคโชซอนเขียนจดหมายถึงคนที่โต้แย้งทฤษฎีของเขาว่า

“เมื่อทราบว่าท่านโต้แย้งก็ยิ่งตระหนักได้ถึงความผิดพลาด ดังนั้นข้าพเจ้าจึงลองแก้ไขมาตามนี้”

อีฮวาง, นักปราชญ์ลัทธิขงจื๊อ (1501 – 1507)

อีฮวางยอมรับคำวิจารณ์บางส่วนอย่างอ่อนน้อมและขอบคุณผู้ที่โต้แย้งทฤษฎีของเขา จากนั้นก็นำมาขบคิดและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่คิดต่างจากเราจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

ทางผู้เขียนแนะนำว่าหากอยากพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ควรเริ่มจากจดบันทึกความคิดตัวเอง การจัดระเบียบความคิดด้วยตัวหนังสือจะทำให้เราเข้าใจและพิจารณาเพิ่มเติมได้เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปเราอาจเปลี่ยนความคิดได้ และถ้าได้แก้ไขความคิดนั้น จะยิ่งขัดเกลาให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ที่ดียิ่งขึ้น

5. การฟัง: วิธีรับฟังในการปฏิบัติจริง

สำหรับคนพูดน้อย คุณก็สามารถเป็นคู่สนทนาที่ดีโดยเริ่มจากเป็นผู้ฟังที่ดีได้ เราทุกคนต้องฟังก่อนถึงจะพูดได้ดี เพราะการตั้งใจฟังจะทำให้เราเข้าใจคู่สนทนาว่าเขาเป็นคนแบบไหน เขาต้องการสื่ออะไร เจตนาที่แท้จริงคืออะไร แล้วเราจะสามารถเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมในการโต้ตอบกลับไปได้

การพูดที่ดีไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว คำพูดที่สร้างความประทับใจให้คนหนึ่ง อาจเฉยๆ หรือน่างงงวยสำหรับอีกคนก็ได้ เราจึงควรปรับคำพูดไปตามคู่สนทนา โดยการฟังเพียงผิวเผินไม่อาจเปิดใจคู่สนทนาได้ เหมือนคำพูดบทหนึ่งในตำราต้าเสวียที่ว่า “ถ้าไม่ใส่ใจลงไปแม้จะมองก็ไม่เห็น แม้จะฟังก็ไม่ได้ยินด้วย” หมายความว่า ถ้าเราไม่ตั้งใจฟัง ถึงจะได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อาจจับใจความหรือเจตนาที่แท้จริงได้ว่าเขาต้องการอะไร

6. คำถาม: หากต้องการถามและตอบให้ดี

การถามคำถามที่ดีและหาคำตอบที่ดีจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนา โดยคำถามที่ดีเป็นการแสดงออกว่าเราใส่ใจและยังเป็นการเพิ่มพูนสติปัญญาด้วย

โดยผู้เขียนเปรียบคำถามเป็นเหมือนเมล็ดพันธ์ุแห่งการเปลี่ยนแปลงและรักษาความเข้าใจซึ่งกันและกันเอาไว้ เพราะมีคำถามและความพยายามในการขวนขวายหาคำตอบ จึงทำให้โลกพัฒนามาได้แบบนี้ รวมถึงเวลาที่เกิดความไม่เข้าใจกัน สิ่งแรกที่ควรทำคือถามคำถามเพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน หากไม่เรียนรู้ก็จะไม่มีอะไรให้ถาม เหมือนที่หวังหยางหมิงตำหนิลูกศิษย์ตัวเองที่ไม่ถามคำถามว่า

“หมู่นี้ที่พวกเจ้าถามคำถามน้อยลง เป็นเพราะอะไรกัน ถ้าคนเราไม่เรียนรู้ก็ง่ายที่จะคิดว่าตัวเองนั้นเข้าใจวิชาการทั้งหมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะคิดว่าทำตามแค่ที่ตัวเองรู้อย่างไม่รู้ตัวก็เป็นได้”

หวังหยางหมิง, นักปรัชญาสมัยราชวงศ์หมิงของจีน (1472 – 1528)

7. วาทศิลป์: ศิลปะในการพูด

ขั้นตอนที่ 1-6 ที่ผ่านมาเป็นเหมือนรากฐานในการพัฒนาคำพูดที่จะละเลยไม่ได้ ซึ่งเมื่อรากฐานแข็งแรงแล้ว ต่อมาคือการพัฒนาวาทศิลป์ให้คำพูดมีพลังและเสน่ห์มากยิ่งขึ้น สำหรับบทนี้ซิสชอบถ้อยคำของฟรานซิส เบคอนที่กล่าวว่า

“วิธีการที่ชัดเจนที่สุดที่จะมีอำนาจนำทางในบทสนทนาได้ คือการรับหน้าที่เป็นผู้ให้โอกาสอีกฝ่ายพูด ปรับบทสนทนาและพาข้ามไปยังประเด็นอื่นๆ ได้ แล้วคนคนนั้นจะสามารถนำบทสนทนาได้”

Francis Bacon, นักปรัชญาและนักการเมืองชาวอังกฤษ (1561 – 1626)

หากอยากมีอำนาจนำทาง จงเป็นพิธีกร พิธีกรในที่นี้คือคำเปรียบเปรย ในทุกวงสนทนา คนที่ทำหน้าเป็นพิธีกรคือคนที่มีอำนาจชักจูงคนพูด โดยพิธีกรที่ดีจะมีวาทศิลป์เป็นเลิศ ฟังมากกว่าพูด ถามตามความเหมาะสม คอยจัดระเบียบให้เรียบร้อย และเป็นผู้เปลี่ยนประเด็นต่างๆ เป็นผู้ที่ทำให้บทสนทนาและคำพูดมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ใครหลายๆ คนชอบสนทนาอย่างเปิดใจกับคนที่เป็นพิธีกร

8. ความเป็นอิสระ: คำพูดที่นำไปปฏิบัติจริง คำพูดที่ต้องละทิ้ง

ขั้นตอนสุดท้ายคือจงใช้คำพูดอย่างอิสระ อย่ากลัวที่จะใช้ถ้อยคำที่เรากลั้นกรองมาดีแล้ว เช่น บางคนอาจยึดติดว่าเราเติบโตมาในสังคมที่ใช้คำพูดแบบหนึ่ง ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนไปใช้คำพูดแบบอื่น ก็กังวลว่าจะโดนล้อเลียน อย่าให้ความกลัวตรงนั้นมารั้งเราไว้จากการพัฒนาการพูด เมื่อนั้นเราจึงจะเป็นอิสระจากคำพูด

“คำพูดมีหลักการอยู่สามอย่างคือ มีการตรวจพิจารณา มีเหตุมีผล มีการปฏิบัติจริง”

ม่อจื๊อ, นักปราชญ์ในยุคสงครามการเมืองของจีน (479 – 381 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

ในความเป็นอิสระเองก็ควรเป็นไปตามหลักการเพื่อป้องกันภัยที่จะย้อนกลับมาสู่ตัวเราเอง ซึ่งหลักการพูด 3 ประการของม่อจื๊อหมายความว่า ก่อนพูดออกไปให้คิดให้ลึกซึ้งก่อน เพราะคำพูดที่ไม่กลั้นกรองจะทำร้ายทั้งตัวเราและผู้อื่น เมื่อพิจารณาแล้วต้องมีเหตุผลอิงตามความจริง และสุดท้ายต้องปฏิบัติได้จริง หากเราไม่สามารถทำตามถ้อยคำที่ประดิษฐ์อย่างสวยหรูได้ เราจะกลายเป็นคนน่าขันและไร้ความน่าเชื่อถือ

การพูดตามที่คิดอย่างอิสระออกไปทันทีเป็นเรื่องดีก็จริง แต่อย่าลืมว่าคำพูดนั้นย้อนกลับมาหาตัวเราได้เสมอ

ซื้อหนังสือพลังภายในคำพูด : นายอินทร์ | SE-ED | Kinokuniya


ในสรุปของ 8 ขั้นตอนสร้างพลังให้คำพูดนี้ ซิสหยิบยกเอาถ้อยคำของนักปราชญ์ที่ชอบมาเพียง 1 ถ้อยคำต่อบท ซึ่งภายในหนังสือยังมีถ้อยคำและคำสอนดีๆ อีกมากมายที่ช่วยขัดเกลาความคิดเราค่ะ

พลังภายในคำพูดเป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่ใช้เวลาอ่านซ้ำแต่ละบทหลายรอบมาก เพราะอ่านแล้วไม่เข้าใจ 😵‍💫 บางปรัชญาลึกซึ้งเกินไปจนไม่เข้าใจว่าจะช่วยขัดเกลาคำพูดได้อย่างไร

แม้จะอ่านไปอย่างงงๆ แต่ให้ผลลัพธ์ดีอย่างน่าประหลาดเลยค่ะ เตือนใจให้เราคิดก่อนพูด โดยเฉพาะเวลาที่ประหม่า ตื่นเต้น หรือกลัวจนเราลนลานพูดไม่รู้เรื่อง เพราะแค่รู้สึกว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ซิสรู้สึกว่าใจเย็นมากขึ้นเวลาพูด เพราะไม่อยากพูดคำพูดว่างเปล่าหรือไร้ความหมายออกไปเหมือนที่ซองแดจุงว่า “คนที่สภาพจิตใจไม่สมบูรณ์จะพูดจาสับสน คนที่ไม่มีทัศนคติจะพูดจาว่างเปล่า” เวลาซิสประหม่าเป็นแบบนั้นเลยค่ะ 😂

มาถึงตอนนี้ เวลาคิดไม่ทันก็จะพูดตรงๆ ว่า “ขอเวลาคิดสักครู่นะคะ” สูดหายใจเฮือกใหญ่ ค่อยๆ ใช้เวลาจัดระเบียบความคิดและเรียบเรียงคำพูดออกมาให้สื่อสารได้ดีที่สุด แม้จะใช้เวลาในการโต้ตอบนานขึ้นบ้าง แต่รู้สึกดีกว่ารีบพูดออกไปโดยคิดไม่ทันค่ะ