You are currently viewing คริสต์มาสนี้ที่ ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เที่ยวครึ่งวันตามสถานีรถไฟ

คริสต์มาสนี้ที่ ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เที่ยวครึ่งวันตามสถานีรถไฟ

ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองที่สองในทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง แม้จะบินมาลงสนามบินฟุกุโอกะก่อน แต่ช่วงเช้าเราไปเที่ยวเมืองน้ำพุร้อนเพื่อนบ้านอย่างยูฟุอินก่อน ส่วนครึ่งวันที่เหลือก็กลับมาเที่ยวตามสถานีรถไฟในเมืองฟุกุโอกะ

เดิมทีตั้งใจจะไปเที่ยว 5 สถานีรถไฟใต้ดินของเมืองฟุกุโอกะ ได้แก่ เดินชมสวนสาธารณะและปราสาทฟุกุโอกะที่สถานีโอโฮริ (Ohori Koen), ไหว้พระที่ศาลเจ้าคุชิดะที่สถานีกิอง (Gion), ขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวทะเลที่สถานีเมโนะฮามะ (Meinohama), ทานข้าวเย็นในย่านร้านรถเข็นที่สถานีเทนจิน (Tenjin), จบค่ำคืนด้วยการชมบรรยากาศคริสต์มาสใจกลางเมืองและกลับโฮสเทลที่สถานีฮากาตะ (Hakata)

แต่เนื่องจากเป็นวันแรกในญี่ปุ่น ครั้งแรกกับอุณหภูมิ 9 องศา หนาวที่สุดในชีวิต ขาสั่นงันงก เหมือนจะล้มทุกครั้งที่ก้าว สุดท้ายเลยได้ไปเพียงแค่ 3 สถานี อดไปไหว้พระกับอดนั่งชิงช้าสวรรค์ริมทะเล 🥺 ฝากถึงคนขี้หนาว ติดเสื้อผ้าอุ่นๆ ไปเยอะๆ นะ ไม่ต้องงกพื้นที่กระเป๋าแบบเรา ร้อนจนเหงื่อตกดีกว่าหนาวจนก้าวขาไม่ออก 🥶

1
IC Card บัตรสารพัดประโยชน์

เริ่มต้นที่สถานีฮากาตะ เราแวะมารับบัตร JR Sanyo-San’in Pass ที่ซื้อออนไลน์ล่วงหน้าผ่าน Klook ซึ่งเป็นบัตรช่วยชีวิตในทริปนี้เลย JR Pass ไว้ใช้สำหรับนั่งรถไฟธรรมดาและชินคันเซนข้ามเมือง ส่วนรถไฟใต้ดินเที่ยวภายในเมืองจะใช้ IC Card อารมณ์เหมือนบัตร MRT/BTS บ้านเรา แต่จ่ายค่ารถเมล์และซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้ด้วย

IC Card มีหลายประเภทตามภูมิภาคที่ใช้งาน สามารถดูรายละเอียดได้ที่ Chill Chill Japan สำหรับเมืองฟุกุโอกะจะใช้การ์ด HAYAKAKEN สีฟ้าสดใส ซื้อเองได้ที่ตู้ขายอัตโนมัติของสถานีรถไฟใต้ดิน ในเครื่องมีวิธีการซื้อบัตรเป็นภาษาไทยให้ด้วย สะดวกและง่ายมาก

ค่าออกบัตรเริ่มต้นที่ 2,000 เยน (~580 บาท) เป็นค่ามัดจำ 500 เยน ใช้จ่ายได้จริง 1,500 เยน เงินมัดจำจะได้คืนตอนคืนบัตร หรือยอมเสียมัดจำแบบเราแล้วเก็บบัตรไว้เป็นที่ระลึกก็ได้เช่นกัน บนบัตรสามารถสลักชื่อ-นามสกุลเราไว้ได้ด้วย!


2
สถานีที่ 1 โอโฮริ โคเอน (Ohori Koen)

เมื่อโผล่พ้นสถานีรถไฟใต้ดิน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ อากาศเย็นสดชื่นปะทะเต็มหน้า อ่า~ ถ้าได้อยู่ในอากาศแบบนี้ทุกวัน ผิวหน้าคงไม่มีรูขุมขนเลย ใบไม้จากต้นไม้สองข้างทางเริ่มร่วงโรย บรรยากาศชวนโรแมนติกแบบที่มาคนเดียวก็ไม่เหงา

คนขี่จักรยานเยอะพอๆ กับขับรถยนต์ แม้ถนนจะโล่งและเป็นทางตรง แต่รถส่วนใหญ่ก็แล่นด้วยความเร็วพอๆ กับรถไฟเหาะของดิสนีย์แลนด์ บริเวณทางม้าลายที่ไม่มีสัญญาณไฟ เราแทบจะข้ามถนนได้ทันที ไม่ต้องคอยหันซ้ายหันขวาหันดูรถหลายรอบจนคอเคล็ด เพราะรถที่ขับมาจะหยุดให้ตลอดเลย

สถานีโอโฮริโคเอนมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลากหลาย สัมผัสประวัติศาสตร์ที่ปราสาทฟุกุโอกะ หลงเข้าไปในงานศิลปะที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะฟุกุโอกะ เติมพลังจากธรรมชาติและใบไม้ร่วงที่สวนสาธารณะโอโฮริ และเดินเล่นในงานไฟประดับสุดโรแมนติก ซึ่งจัดหลังหกโมงเย็นเป็นต้นไปตลอดฤดูหนาว

ความงามของสวนดอกไม้และไม้ผลัดใบสามารถคลายความเหนื่อยจากการนั่งเครื่องบินห้าชั่วโมงให้หายเป็นปลิดทิ้ง น่าเสียดายที่ตอนนั้นปราสาทฟุกุโอกะปิดซ่อมบำรุงอยู่ เลยทำได้เพียงแค่เกาะขอบรั้วดู

ที่นี่เงียบสงบ แทบไม่มีคน อาจเพราะเป็นวันธรรมดา เจอแมวเยอะกว่าคนอีก เหมียว~ ทั้งสวนเราเจอคุณป้าชาวญี่ปุ่นมาเดินเล่นคนเดียว สงสัยจะยังเช้าเกินไปสำหรับคนท้องถิ่นสินะ

ขณะที่เรากำลังเดินเล่น เซลฟี ไล่จับแมว คุณป้าคนนั้นก็เข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม พร้อมถามว่า “Me photo for you?” เราก็ตอบแบบไม่ลังเล “Yes, please!” ดีใจมาก เป็นครั้งแรกที่มีคนเสนอตัวถ่ายรูปให้ก่อน แถมคุณป้ายังจัดแจงหามุมถ่ายรูป หาแสง พร้อมแนะนำท่าโพสให้เสร็จสรรพ

วินาทีนั้นเราตกหลุมรักเมืองฟุกุโอกะทันที ❤️


3
สถานีที่ 2 เทนชิน (Tenshin)

เมื่อพระจันทร์ออกมาต้อนรับ ค่ำคืนแรกในญี่ปุ่น เรามาหาไฮไลท์เด็ดของเมืองฟุกุโอกะคือ ตะลุยกินร้านยะไต (ร้านรถเข็น) ย่านเทนชิน ตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำบนเกาะนาคาสึ (Nakasu Island)

ปกติแล้วร้านรถเข็นจุได้ 4-10 คน เราไปถึงหนึ่งทุ่มกว่าๆ พบว่าร้านส่วนมากถูกจับจองที่นั่งจนเต็ม มีทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่มาสังสรรค์กับเพื่อนหลังเลิกงาน โชคดีที่เรามาคนเดียวเลยหาที่นั่งได้ไม่ยาก ถ้าใครมาเป็นหมู่คณะอาจจะต้องมารอตั้งแต่ร้านเปิดตอนหกโมง หรือมาดึกๆ เลย ร้านปิดตอนตีสอง

ร้านส่วนมากมีผ้าใบปิดไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว บนผ้าใบมีชื่อร้านเขียนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น เลยไม่ทราบเลยว่าแต่ละร้านมีเมนูอะไรบ้าง เราเลือกสุ่มเข้าไปนั่งในร้านที่มีป้ายสีแดงสด สั่งราเมงมาทานคู่กับทาโกะยากิ แม้รสชาติจะอร่อยเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นตามห้าง แต่ด้วยบรรยากาศร้านรถเข็นริมน้ำ ซดราเมงอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ช่วยทำให้มื้อนี้เป็นมื้อที่น่าจดจำ


4
สถานีที่ 3 ฮากาตะ (Hakata)

หลังจากตะลุยกินอิ่มหน่ำที่ย่านเทนชิน เรากลับมาเดินเล่นที่สถานีฮากาตะอีกครั้ง ฮากาตะให้ความรู้สึกเหมือนสยาม รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าใหญ่โต มีผู้คนเดินคึกคักตลอดทั้งวันทั้งคืน ผู้คนแต่งตัวแฟชั่นสวยงามเหมือนมาเดินเที่ยวเล่น ต่างกับย่านเทนชินที่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ใส่สูท ชุดทำงานซะส่วนมาก

การได้มาเที่ยวในเดือนธันวาคมทำให้ได้เห็นสองข้างทางประดับประดาไปด้วยไฟคริสต์มาส แทบทุกร้านมีต้นคริสต์มาสของตัวเองตั้งอยู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความสุข อยากเห็นหิมะตกจัง

สามสาวทรีโอเติมความอบอุ่นให้คนที่ผ่านไปผ่านมาด้วยเสียงเพลงไพเราะ พวกเขาร้องเพลงอย่างสนุกสนาน ผู้คนที่หยุดยืนดูก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม ปรบมือตาม ช่วยร้องเพลงและโยกตามจังหวะ ทำให้เมืองดูมีชีวิตชีวาและเป็นมิตร


5
The Aries Inn โฮสเทลสุดประหยัดใจกลางเมือง

คืนแรกขอฝากกายไว้ในโฮสเทล The Aries Inn เราเลือกที่นี่เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟและราคาถูก เดินจากสถานีฮากาตะเพียง 15 นาที ตอนนั้นราคาคืนละ 548 บาท ถือว่าถูกมากสำหรับที่พักใจกลางเมือง

ที่พักสะอาด เตียงนุ่มนอนสบาย ภายในห้องพักมีฮีตเตอร์อบอุ่น แต่ข้างนอกห้องนอนไม่ได้เปิดฮีตเตอร์ รวมถึงไม่มีน้ำอุ่น น้ำเย็นเจี๊ยบเหมือนล้างหน้าด้วยน้ำแข็ง 🥶 เรื่องทำความสะอาดตัวเลยต้องพึ่งทิชชู่เปียกแทน 😂


ผ่านพ้นวันแรกที่ญี่ปุ่นไปด้วยความสุข ถึงเวลาโบกมือลาฟุกุโอกะแล้วไปตามรอยโคนันที่เกาะมิยาจิม่า เกาะแห่งกวางและวัดโบราณ ความจริงฟุกุโอกะยังมีอะไรให้เที่ยวอีกเยอะ เรามารู้ทีหลังว่าเมืองฟุกุโอกะอยู่ใกล้กับเกาหลีใต้มาก ถึงขนาดมีเรือเฟอร์รีไปกลับเมืองฟุกุโอกะ – เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ มีหลายคนเลือกเที่ยวทีเดียวสองประเทศ คุ้มวันหยุดสุดๆ ใช้เวลาเดินทาง 5.30 ชั่วโมง ค่าตั๋วเพียง 1,690 บาทใน KKDay เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเที่ยวที่น่าสนใจ

Leave a Reply