คริสต์มาสนี้ที่ยูฟุอิน (Yufuin) เมืองเวทมนตร์ในหุบเขา

เมืองที่ 1 : ยูฟุอิน (Yufuin) เมืองเริ่มต้นของทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง เป็นเมืองเดียวที่อยู่นอกเส้นทางตั๋ว JR Sanyo-San’in Pass ของเรา ด้วยมนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านวินเทจที่เหมือนหลุดออกมาจากอนิเมะ ตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา ใบไม้สีเหลืองและแดง เลยขอแวบออกนอกเส้นทางเพื่อชื่นชมความงามและเติมพลังจากธรรมชาติ

ออกเดินทางด้วยรถบัสใจดี

หลังจากลงเครื่องที่สนามบินฟุกุโอกะ เรามาเริ่มต้นที่สถานีฮากาตะ (Hakata) ศูนย์รวมการเดินทางใจกลางเมืองฟุกุโอกะค่ะ มีให้เลือกสรรทั้งรถไฟธรรมดา รถไฟฟ้า ชินคันเซน รถบัส แท็กซี่ รถยนต์และจักรยานให้เช่า

เมืองแรกที่เราจะไปเที่ยวคือเมืองยูฟุที่มีชื่อเสียงด้านบ่อน้ำพุร้อน, หุบเขา, ทุ่งหญ้า และรถไฟสายธรรมชาติ

สำหรับขาไป เรานั่งรถบัสจากสถานีฮากาตะไปลงสถานียูฟุอิน ค่ารถ 2,930 เยน (~850 บาท) ใช้เวลา 2 ชั่วโมง พอๆ กับรถไฟ แอบเสียดายที่ขาไปอดขึ้นรถไฟ Yufuin no mori รถไฟสีเขียวสายธรรมชาติชื่อดัง เพราะจองเต็มแล้วตามคาด ส่วนรถบัสมีที่ว่างเหลือเฟือ แต่การเดินทางด้วยรถบัสก็เต็มไปด้วยความประทับใจที่หาที่ไหนไม่ได้ ☺️

ภายในรถกว้างขวาง สะอาด มีผู้โดยสารไม่ถึง 10 คน เลยเอนนอนได้ตามสบาย เบาะนุ่ม Wi-Fi ฟรี เน็ตเร็วด้วย มีช่อง USB ให้ชาร์จแบต นี่มันสวรรค์แห่งการเดินทาง! ที่ประทับใจที่สุดคือ คุณลุงคนขับรถผู้ใจดี

ก่อนออกเดินทาง เราไปกดน้ำที่ตู้หยอดเหรียญแล้วแจ็กพอต ตู้กินเหรียญ! ทีแรกนึกว่าเราทำผิดวิธี เลยหันไปส่งสายตาปริบๆ ขอความช่วยเหลือจากคุณลุงคนขับรถที่ยืนรอผู้โดยสารอยู่ ลุงทำหน้าตาตื่นรีบมาดูให้ทันที ทั้งลองกดรัวๆ เคาะเบาๆ ก็ไร้วี่แววเจ้าขวดน้ำจอมเล่นตัว พอเห็นว่าใกล้เวลารถออกแล้ว เลยบอกคุณลุงว่า “It’s ok. Daijobu” หนูตัดใจแล้ว

คุณลุงรีบลากเราวิ่งเลยค่ะ วิ่งไปขึ้นรถ? เปล่า! วิ่งไปหาพนักงานขายตั๋วพร้อมแรปภาษาญี่ปุ่น น้องพนักงานสาวทำหน้าตาตื่นประหนึ่งเพิ่งได้ยินปัญหาระดับชาติ พากันวิ่งสี่คูณร้อยกลับมายังตู้น้ำ เธอลองทำสเต็ปเดียวกับลุงเลยค่ะ กดรัวๆ เคาะเบาๆ ก่อนจะจบด้วยฝ่ามือพิฆาตตบตู้ พั่วะ! เจ้าขวดน้ำทนไม่ไหวจนกลิ้งหลุนๆ ออกมา

เรื่องบางเรื่อง… ก็ต้องใช้กำลังในการแก้ปัญหาสินะ! พนักงานสาวยื่นน้ำให้อย่างสุภาพพร้อมโค้งขอโทษขอโพยใหญ่ เราก็โค้งจนแทบจะก้มลงกราบทั้งคุณเธอและคุณลุงที่ช่วยเต็มที่ไม่ให้เราต้องคอแห้งผากไปอีกสองชั่วโมง

คุณลุงและน้องพนักงานทำให้เรานึกถึงโอโมเตนาชิ การบริการอย่างใส่ใจของญี่ปุ่น ดูแลลูกค้าดั่งญาติมิตรสหาย ประทับใจไม่ลืมจริงๆ

ในที่สุดรถบัสก็ออกโดยสวัสดิภาพ ระหว่างเดินทางสังเกตเห็นว่า รถญี่ปุ่นทุกคันเป็นกระจกใส ไม่ติดฟิล์มดำ เห็นหน้าคนขับ มารู้ทีหลังว่าเป็นกฏหมายของประเทศญี่ปุ่นที่ว่า กระจกครึ่งคันหน้าต้องใสจนมองเห็นภายในรถ ส่วนครึ่งคันหลังติดฟิล์มดำได้ นอกจากประเทศญี่ปุ่นแล้ว สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมถึงเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ใช้กฏหมายนี้

ตั้งแต่ออกจากตัวเมืองฟุกุโอกะ วิวสองข้างเป็นภูเขาสลับกับหุบเขา ต้นไม้เขียวขจีดูสบายตาตลอดทางไปจนถึงยูฟุอิน



ยูฟุอิน มีอะไร?

ยูฟุอิน แม้จะมาคนเดียวก็ไม่เหงา เพราะมีเขาอยู่ข้างๆ ☺️ หมอกขาวหนาปกคลุมจนมองไม่เห็นยอดเขา อากาศสดชื่น คนเป็นภูมิแพ้อากาศอย่างเรายังหายใจได้สบาย ในบรรดาเขาที่ล้อมรอบมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ จึงมีบ่อน้ำพุร้อนซึ่งของขึ้นชื่อ พร้อมให้ทุกคนได้เติมพลังจากธรรมชาติและบ่อออนเซน

นักท่องเที่ยวส่วนมากเป็นชาวเกาหลีจนเราประหลาดใจ มารู้ทีหลังว่าที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังของชาวเกาหลีใต้ เพราะเดินทางสะดวก นั่งเรือเฟอร์รีจากเมืองปูซานของเกาหลีใต้มาลงที่ท่าเรือฟุกุโอกะของญี่ปุ่น แล้วต่อรถไฟมายังยูฟุอิน ใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งวัน

ที่นี่ยังเป็นเมืองตากอากาศของชาวญี่ปุ่น จึงพบคนญี่ปุ่นมาเที่ยวเยอะเช่นกัน ที่เหลือคือคนจีน คนไทย ชาวเอเชีย น่าแปลกใจที่ที่นี่เป็นเมืองเดียวที่เราไม่พบฝรั่งชาวยุโรปหรืออเมริกาเลย

ถนนคนเดิน (Main Walking Route)

เราเดินเที่ยวตามเส้นทางถนนคนเดินที่เรียกว่า เส้นทางยูโนะสึโบ หรือน่าจะเหมาะกับชื่อ ‘ถนนละลายทรัพย์’ มากกว่า โดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟยูฟุอินไปจนถึงทะเลสาบคิรินโกะ

ถ้าหลับหูหลับตาเดิน เมินทุกร้าน เพียง 20 นาทีก็ถึงทะเลสาบตรงตีนเขายูฟุ แต่แทบจะเป็นมิชชันอิมพอสซิเบิล เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านขายของที่ระลึกกว่า 70 ร้านให้เลือกชม เลือกชิมอิ่มหน่ำ แวะไปแวะมา กว่าเราจะถึงทะเลสาบใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง

หากใครไม่สะดวกเดิน สามารถใช้บริการรถแท็กซี่ รถม้า หรือรถลากบริเวณหน้าสถานีรถไฟยูฟุอินได้

รถม้า สัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยก่อนด้วยการนั่งรถม้าชมเมือง ใช้เวลา 50 นาทีในระยะทาง 4 กิโลเมตร แอบสงสารน้องม้า จังหวะที่หันไปเห็นน้องอึแตกกลางถนนพอดี 🐴 หากใครไม่อยากใช้แรงงานน้องม้า สามารถนั่งรถลากพลังแรงคนได้ หนึ่งคันนั่งได้สองคนกระหนุงกระหนิง

หากต้องเช่าชุดกิโมโนใส่ถ่ายรูปสวยๆ ขอเชิญที่ร้าน Kimono Rental เช่าได้ทั้งวัน มีบริการแต่งหน้าทำผมพร้อม เดินตรงจากสถานียูฟุอินประมาณ 10 นาที ร้านตั้งอยู่ตรงหัวมุมห้าแยกโทริอิค่ะ

ร้านไฮไลท์สำหรับเรา เข้าแล้วออกมา(มือเปล่า)ไม่ได้คือ Dog house และ Cat house ร้านของที่ระลึกสำหรับทาสหมาและทาสเหมียว ทั้งสองร้านตั้งอยู่ตรงข้ามกันเลยค่ะ ขายทุกอย่างที่เป็นรูปสุนัขและแมว เช่น โปสการ์ด รูปปั้น ผ้าเช็ดหน้า หมากวัก แมวกวัก เป็นต้น

อีกร้านแนะนำสำหรับคนชอบของน่ารักคือ ร้านโตโตโร่ (Totoro’ Ghibli House) น่ารักจนปวดใจ กระเป๋าตังค์สั่น ต้องคอยท่องไว้ว่าอย่าเพิ่งล้มละลายตั้งแต่วันแรก 😭 ที่จริงสินค้าราคาไม่แพงเลย ราคา 50-500 บาท มีโตโตโร่และพ้องเพื่อนให้เลือกจนตาลาย แฟนกิบิต้องเตรียมกระเป๋าลากใบใหญ่ๆ มาขนน้องกลับไปแล้ว

ท่ามกลางอากาศหนาว 5 องศา ทานราเมนอุ่นๆ เป็นข้าวกลางวันช่วยให้หายหนาวขึ้นเยอะ



หมู่บ้านยูฟุอินฟลอรัล (Yufuin Floral Village)

หมู่บ้านยูฟุอินฟลอรัลเป็นหมู่บ้านอนิเมะสไตล์ยุโรป ศูนย์รวมแห่งความน่ารัก มีคาแรคเตอร์สุดคิวท์จากทั่วโลกอย่าง The Sheep, Peter Rabbit, แม่มดน้อย Kiki, Alice in Wonderland และตัวการ์ตูนวินเทจมากมาย เข้าชมและถ่ายรูปฟรี

ข้างในหมู่บ้านมีโรงแรมด้วย ราคาประมาณ 3,500 บาทต่อคืน เป็นห้องพักแบบญี่ปุ่น มีบ่อออนเซน ฮอตจนใครๆ ก็อยากมาพัก ควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน

ทะเลสาบคินรินโกะ (Kinrinko Lake)

หลังจากแวะชิมแวะช้อปจนอิ่มท้องอิ่มใจ ก็มาถึงปลายทางคือทะเลสาบคินรินโกะ บรรยากาศสดชื่นมาก น้ำใสแจ๋ว บริเวณรอบๆ ล้อมรอบด้วยใบไม้เปลี่ยนสีเหลืองทองและแดง มีที่นั่งให้พักผ่อนหย่อนใจ

ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

พอดูแผนที่เมืองยูฟุแล้ว เราเดินเที่ยวไปเพียง 5% ของเมืองเท่านั้นเอง ยังมีกิจกรรมอีกมากมาย เช่น แช่ออนเซน, ทำงานฝีมือไม้,​ เก็บลูกแพร์, ปีนเขา, ทัวร์ศาลเจ้า, เที่ยวน้ำตก มีครบทุกแบบที่คนรักธรรมชาติจะต้องตกหลุมรัก

สิ่งที่เสียดายที่สุดในทริปนี้คือ หนาวจนก้าวขาไม่ออก 🥶 ตอนนั้นเป็นเดือนธันวาคม ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูใบไม้ร่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิ 5 องศา เพราะเป็นครั้งแรกที่เจออากาศหนาวขนาดนี้เลยยังปรับสภาพไม่ถูก จนขอมาหลบหนาวในศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวข้างสถานีรถไฟแทน

แนะนำให้คนขี้หนาวเตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อเลยค่ะ เหลือดีกว่าขาด ร้อนจนเหงื่อตกยังดีกว่าหนาวจนเดินไม่ไหว

เดินทางกลับด้วยรถไฟสายธรรมชาติ

เวลาสี่โมงเย็นกว่าๆ เราจำต้องโบกมือลาหุบเขาเวทมนตร์เพื่อกลับสู่เส้นทางเที่ยวหลักที่เมืองฟุกุโอกะ โชคดีที่ขากลับได้นั่งรถไฟสายธรรมชาติ Yufuin no mori รถไฟสีเขียววินเทจชื่อดัง ดังถึงขนาดควรจองที่นั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ไม่งั้นแทบไม่มีโอกาสได้นั่งเลย

วิธีจองที่นั่งรถไฟ Yufuin no mori : จองออนไลน์ได้ที่เว็บ JR Kyushu จำเป็นต้องใช้หมายเลข JR Kyushu Rail Pass ของคุณในการจอง ถ้าไม่มีก็ไม่สามารถจองได้ ต้องไปซื้อที่หน้าสถานีรถไฟค่ะ อย่างเราถือตั๋ว JR Sanyo-San’in Pass ก็ไม่สามารถจองออนไลน์ได้

ถ้าซื้อตั๋วที่หน้าสถานีในวันเดินทางเลย มีโอกาสสูงที่รถไฟจะเต็มค่ะ ไม่ใช่แค่ขบวน Yufuin no mori แต่รวมถึงขบวนธรรมดาด้วย

เราซื้อตั๋วในวันเดินทาง พบว่าขาไปเต็มทุกขบวนจึงต้องนั่งรถบัส แต่โชคดีที่ขากลับยังได้นั่ง Yufuin no mori แต่ในแต่! นั่นเป็นขบวนสุดท้ายของวัน รถไฟออกประมาณ 5 โมงเย็น ซึ่งเวลานั้นตะวันของญี่ปุ่นก็ลาลับขอบฟ้าแล้ว แทนที่จะได้ชมวิวทิวทัศน์ราคาแพง กลับได้เห็นแต่ความมืดและใบหน้าบวมเป่งจากการซดราเมนมากเกินไปสะท้อนกลับมาแทน

ถึงจะไม่ได้ชมวิวก็เดินเล่นในตัวรถไฟได้ มีบริการถ่ายรูป สั่งอาหาร ไอศกรีม ของหวาน แจกโปสการ์ด ซื้อของที่ระลึก มีพนักงานคอยดูแลเหมือนแอร์โฮสเตสเลยค่ะ แต่เป็นบนรถไฟแทน ทุกคนน่ารักและสุภาพมาก 💚 อยากจะลองนั่งตอนกลางดูบ้างจัง


🎄อ่านต่อเมืองที่ 2 คริสต์มาสนี้ที่ฟุกุโอกะ (FUKUOKA) เที่ยวครึ่งวันตามสถานีรถไฟ