สรุปหนังสือ ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย

สรุปหนังสือ The Asshole Survival Guide : ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย

#สวนหนังสือพันเล่ม เล่มที่ 20

ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย (The Asshole Survival Guide)

หนังสือศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย (The Asshole Survival Guide) เป็นหนังสือที่ซิสพากลับบ้านมาด้วยหลังจากได้เจอกับหัวหน้าทีมอื่นที่โยนงานของเขามาให้เราทำด้วยเหตุผลว่า “น้องทำงานเก่งและเร็วกว่า” คำชมนี้ทำให้ซิสบ้าจี้ทำงานที่ไม่ใช่ของตัวเองไป 1 ควอเตอร์ ขณะที่เจ้าของงานร่อนไปมาและได้รับเครดิตไปทั้งหมด… โอ้ว! นี่คือคนเฮงซวยในที่ทำงานที่เคยอ่านเจอในกระทู้พันทิปสินะ เรานี่ช่างอ่อนหัด

หนังสือเล่มนี้ช่วยเปิดโลกว่า โหว! โลกนี้มีคนเฮงซวยมากมายหลายสปีชีส์ ทั้งทำร้ายกันด้วยคำพูด ทำร้ายร่างกาย หน้าไหว้หลังหลอก พูดจาแอปเปิ้ลอาบยาพิษ น่ากลัวซะจนทำเอาหัวหน้าทีมคนนั้นเป็นแค่มินเนียนไปเลย 

ปัญหาคนเฮงซวยร้ายแรงกว่าที่คิดนะ เราเสียเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์ไปกับการหงุดหงิดคนเหล่านี้ ความทุ่มเทและประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แถมยังลามไปถึงความสัมพันธ์อื่นๆ เช่น หงุดหงิดจากคนที่ทำงานแล้วเอามาลงกับคนที่บ้าน ส่วนที่ร้ายที่สุดคือ ความเฮงซวยยังเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ด้วย!

ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวยเป็นคู่มือการเอาตัวรอดชั้นยอดจากคนบ้าบอไม่รู้จักจบสิ้น โดยอิงข้อมูลมาจากเรื่องเล่าในอีเมลแปดพันฉบับที่ โรเบิร์ต ไอ. ซัตตัน (Robert I. Sutton) ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้รับจากคนที่กำลังเผชิญหน้ากับคนเฮงซวยทั่วโลก วิธีที่กล่าวถึงในเล่มนี้จึงมีกรณีศึกษามากมายให้เลือกปรับใช้ รวมถึงมีงานวิจัยเบื้องหลังด้วย มาดูสรุป 7 ขั้นตอนรับมือกับคนเฮงซวยกัน

1. เขาหรือเรา ที่เป็นคนเฮงซวย?

เริ่มต้นที่คำถามสำคัญ ความเฮงซวยที่คุณเจอเกิดจากคนอื่นหรือตัวเอง? ขอให้ถอดอคติทิ้งไปก่อนจะตอบ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้กำลังเป็นตัวปัญหาโดยไม่รู้ตัว เพราะถ้าแก้ปัญหาไม่ถูกคน คุณก็จะเจอแต่ความเฮงซวยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ลองคุยกับคนรอบข้างว่า คนที่คุณคิดว่าเฮงซวยทำตัวร้ายกาจใส่คนอื่นด้วยหรือเปล่า? ถ้าใช่ ก็เบาใจลงได้ว่าคุณไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่ถ้าคุณเป็นเหยื่อคนเดียว ให้นึกดูว่าอะไรเป็นสาเหตุ ถ้านึกไม่ออก ลองเล่าสถานการณ์แบบไม่ใส่อคติลงไปให้คนรอบข้างฟัง หรือเล่าให้คนไม่รู้จักอย่างการตั้งกระทู้พันทิปก็ดี เพราะบางเรื่องคนนอกมองมาอาจจะเห็นภาพชัดและกล้าพูดตรงๆ มากกว่า

บนโลกนี้มีคนเฮงซวยที่ไร้เหตุผลอยู่จริง เหมือนนักเรียนที่บูลลี่เพื่อนด้วยเหตุผลว่า “ฉันแค่ไม่ชอบหน้าเธอ” หรือ “ก็แค่บังเอิญนายอยู่ตรงนั้น” ดังนั้นถ้าหาสาเหตุไม่เจอจริงๆ ก็อย่าโทษตัวเอง คุณไม่ได้เฮงซวย คุณแค่ซวย 🥺

2. ประเมินระดับความเฮงซวย

อย่าประเมินตอนที่คุณกำลังหัวร้อน เพราะอาจจะทำให้มองสถานการณ์เลวร้ายกว่าความเป็นจริงจนเสียโอกาสดีๆ ไป แต่ก็อย่าฝืนมองสถานการณ์ดีกว่าความเป็นจริงจนไม่รู้ว่าเรากำลังสูญเสียหลายสิ่งไปเพราะคนเฮงซวย การประเมินอย่างนี้เพื่อให้คุณรู้ 2 สิ่งเพื่อนำไปคิดต่อว่าควรเลือกรับมือคนเฮงซวยแต่ละระดับอย่างไร

ส่ิงแรก เขาเป็นคนเฮงซวยชั่วคราว หรือเป็นคนเฮงซวยที่แท้จริง?

✦ คนเฮงซวยชั่วคราวคือใคร? ลองคิดดูว่าปกติแล้วเขาดีกับคุณหรือเปล่า เขาเพิ่งจะหลุดเฮงซวยเป็นครั้งแรกในรอบปีมั้ย ถ้าเป็นแบบนั้น เขาคงเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวที่อาจกำลังเจอวันแย่ๆ อย่าลืมว่า…

“เราทุกคนกลายเป็นคนเฮงซวยชั่วคราวได้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิด”

ดังนั้นถ้าเจอคนเฮงซวยชั่วคราว จงเห็นอกเห็นใจเขา หลายครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือ การไม่พูดอะไรและเดินออกมา รอให้เขาใจเย็นลงเอง

✦ แล้วคนเฮงซวยที่แท้จริงล่ะ? พวกเขาคือความบ้าบอที่ไม่จบไม่สิ้น อาจจะเฮงซวยตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน เสมอต้นเสมอปลาย หรือเขาอาจจะทำดีกับคุณ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ทำให้คุณทนทุกข์ตลอด 51 สัปดาห์ที่เหลือของปี นี่คือคนเฮงซวยที่โรเบิร์ตได้รวบรวมสารพัดวิธีรับมือไว้ในหนังสือเล่มนี้

สิ่งที่สอง มันแย่มากแค่ไหน?

✦ มาวัดระดับความเลวร้ายโดยตอบตัวเองว่า คนเฮงซวยกำลังทำเหมือนว่าคุณและคนอื่นๆ ไร้ค่าน่าชิงชังหรือเปล่า? ถ้าเขาแค่ทำให้คุณรำคาญใจ หงุดหงิดเบาๆ เหมือนมีมดมากัด พอเดินผ่านไปแล้วก็ลืม ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลย แต่ถ้าเขาทำให้คุณคับแค้นใจ ต่ำต้อย หมดแรง เป็นสัญญาณว่าคุณต้องวางแผนเอาตัวรอดแล้ว

✦ เรื่องน่าเกลียดเหล่านี้จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน? ถ้าคุณต้องเจอแค่ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น คนที่มาทำโปรเจคร่วมกันชั่วคราว คุณก็อาจจะลืมเขาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเขาตามหลอกหลอนคุณแทบทุกวันทุกคืน ก็ต้องคิดวางแผนหาวิธีป้องกันตัว

✦ คุณมีอำนาจมากกว่าคนเฮงซวยแค่ไหน?​ ถ้าคุณมีอำนาจมากกว่า หมายความว่าคุณมีทางเลือกหลากหลายกว่า เช่น หลบหนี ตอบโต้ หรือกำจัดเขาออกไปจากชีวิต แต่หากคุณมีอำนาจน้อยกว่า คุณก็มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า จึงต้องวางแผนให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

✦ ปัญหาอยู่คนหรือระบบ? ถ้าคุณรับมือกับคนเฮงซวยไม่กี่คนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีอารยธรรมแล้ว คุณน่าจะขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ แต่ถ้าคุณอยู่ในเมืองแห่งคนงี่เง่า การเดินหนีออกมาก่อนที่คุณจะติดเชื้องี่เง่ามาโดยไม่รู้ตัวอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด

เมื่อคุณตอบคำถามทั้งหมดได้แล้ว ก็จะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญคนเฮงซวยในระดับไหน และควรจะรับมืออย่างไรต่อไป โรเบิร์ตแบ่งวิธีรับมือคนเฮงซวยเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี, หลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง และตอบโต้ 



3. ลาขาด! หนีออกมาแบบสวยๆ

ถ้าคุณกำลังเผชิญกับคนเฮงซวยที่แท้จริง วิธีที่ดีที่สุดคือ หนีไป!!! เพราะความเฮงซวยเป็นนิสัยเสียที่ติดต่อกันได้ ซ้ำร้ายคุณอาจจะติดมันมาโดยไม่รู้ตัว จนเผลอกลายเป็นคนเฮงซวยสำหรับคนอื่นต่อ

“It is easier to resist at the beginning than at the end.”
การขัดขืนในตอนแรกนั้นง่ายกว่าขัดขืนในตอนท้าย

Leonardo da Vinci

✦ หนีไปตั้งแต่แรก – ถ้าคุณได้กลิ่นอายของความเฮงซวยลอยมาตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ผู้สัมภาษณ์งานซึ่งจะมาเป็นหัวหน้าของคุณมีพฤติกรรมไม่ฟัง พูดขัดตลอด คนรอบข้างดูพยายามหลีกเลี่ยงคนๆ นี้ แล้วคุณพบว่าตำแหน่งนี้มีประวัติหาคนใหม่บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้กำลังขยายทีม มันก็มีแนวโน้มแล้วว่าคุณอาจจะได้ทำงานกับคนงี่เง่า การปฏิเสธงานไปตั้งแต่แรก ย่อมดีกว่ามานั่งทุกข์ใจแล้วหาวิธีลาออกสวยๆ ทีหลัง

การจะมองคนให้ออกขึ้นอยู่ที่ประสบการณ์ จึงอย่าเสียใจไปถ้าคุณพลาดเข้ามาติดแหง่กกับคนเฮงซวยแล้ว คุณแค่ชั่วโมงบินยังน้อย ถ้าเป็นแบบนั้นให้หาวิธีหนีออกมาแบบสวยๆ

✦ หนีทีหลังแบบสวยๆ – ไม่ว่าเขาจะเฮงซวยใส่คุณแค่ไหน อย่าหนีมาแบบไร้ความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เพราะคุณดีกว่าเขา แต่ต้องยอมรับว่าโลกนี้มันแคบกว่าที่คิด 

จากประสบการณ์ของซิสที่ทำงานมา 4 บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจแตกต่างกันทั้งหมด เวลาเจอเพื่อนร่วมงานใหม่จะต้องเจอคนที่เป็นเพื่อนของเพื่อน, หัวหน้าของเพื่อนร่วมงานเก่า, รุ่นพี่มหาวิทยาลัย, หรือคนที่เคยทำงานที่เดียวกันแต่ไม่เคยเจอกัน​ สุดท้ายจะต้องมีคนที่ทำให้เราพูดขึ้นว่า “โหว! โลกแคบจัง”

ดังนั้นการจากลาที่มีความรับผิดชอบ สวยงาม หรืออย่างน้อยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน จะทำให้คุณสบายใจและส่งผลดีในอนาคต

✦ เมื่อไหร่ที่ควรหนี? – ในที่ทำงานซิสเจอมาหลายรูปแบบ ลาออกในหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งวัน หรือมาตอนเช้าแล้วบ่ายหายไปเลยก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายชีวิตและระยะเวลาที่ยอมเสียได้ของแต่ละคน 

เร่ิมจากระยะเวลาที่ยอมเสียได้ ถ้าคุณรู้ว่าประสบการณ์มองคนยังน้อย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจหนีเพราะอาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไป จงให้เวลาตัวเองได้มองโลกให้ชัดเจนขึ้น ในแง่ของการทำงานคือ ช่วงทดลองงาน 3-6 เดือน ถ้ามั่นใจแล้วว่า คนเฮงซวยกำลังกัดกินพลังชีวิตของคุณ และอยู่ต่อไปไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ก็เดินออกมาเถอะ

บางคนมองในแง่ดีว่า “ฉันกำลังฝึกความอดทน” หรือ “มันกำลังดีขึ้นแล้ว” คำพูดนี้เป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องมโน เอาอคติออกไปแล้วนึกดูดีๆ ว่า ความอดทนที่คุณฝึกอยู่มีประโยชน์จริงๆ หรือเปล่า หรือมันกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ หรือแค่กำลังหวังลมๆ แล้งๆ กันแน่ 

ในบรรดาอีเมลถึงโรเบิร์ต หลายคนบอกว่าพวกเขาเสียดายเวลาที่อดทนอยู่กับคนเฮงซวยตั้งหลายปี แทนที่จะใช้พลังงานไปทำเรื่องที่อยากทำ กลับต้องหมดแรงไปเพราะสู้รบตบมือกับคนงี่เง่าซึ่งสุดท้ายก็ยังงี่เง่าอยู่วันยังค่ำ

นอกจากนี้ ลองนึกถึงเป้าหมายชีวิตของคุณ ถ้าการอดทนอยู่ต่อมันช่วยเติมเต็มเป้าหมายชีวิตได้ และผลลัพธ์มันคุ้มค่ากับการที่คุณต้องต่อสู้กับคนเฮงซวย ให้ลองใช้วิธีรับมืออื่นๆ อย่างการหลบเลี่ยง, ปรับมุมมอง, และตอบโต้

4. หลบเลี่ยงจากคนเฮงซวย

ถ้าคุณไม่สามารถหนีจากคนเฮงซวยได้ เพราะเขาเป็นคนในครอบครัว, เพื่อนร่วมงานในบริษัทคุณใฝ่ฝัน, หรืออาจารย์ที่ปรึกษาที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ หลบเลี่ยงเพื่อลดการปะทะ ดังต่อไปนี้

✦ เว้นระยะห่าง ยิ่งห่างมาก ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง อาจเลือกนั่งให้ห่างกันสักหน่อย ปลีกตัวไปทำงานที่อื่น ออกไปประชุมข้างนอกบ้าง หรือขอ work from home บ้างก็ได้

✦ หาโล่มนุษย์ หมายถึง คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งพร้อมปกป้องคุณจากคนเฮงซวย อย่างเช่น หัวหน้างานที่พึ่งพาได้และพร้อมจะปกป้องลูกทีมจากคนเฮงซวย

วิธีนี้ได้ผลจริงสำหรับซิส เรื่องของหัวหน้าทีมอื่นที่โยนงานมาให้ซิสที่เล่าไปเมื่อตอนเกริ่นนำ ทีแรกหัวหน้าของซิสไม่ได้เข้ามาแทรกแซง เพราะคนเฮงซวยนั้นโยนงานมาข้ามหน้าข้ามตาเขา และซิสบอกหัวหน้าเองว่า “น้องเอาอยู่และอยากลองจัดการด้วยตัวเอง” แล้วก็ได้บทเรียนว่า “อย่าใช้เหตุผลกับคนบ้า” 😂 สุดท้ายหัวหน้าของซิสก็เข้ามาจัดการให้ จบความเฮงซวยตลอดสามเดือนให้ภายในวันเดียว เรื่องนี้สอนให้เรารู้จักพึ่งพาอำนาจของคนอื่นในเวลาที่จำเป็น

✦ ชะลอจังหวะ ในหนังสือ Disneyland ทำอะไร ทำไมใครๆ ก็หลงรัก บอกไว้ว่า “คนเราจะโกรธปรี๊ดสุดๆ ได้เพียง 6 วินาทีเท่านั้น” ดังนั้นเมื่อคุณรู้ตัวว่าจะระเบิดลง ให้นับ 1-6 ช้าๆ ในใจ หรือขอผละขอตัวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อน การรับมือกับคนเฮงซวยในสภาพที่ไม่พร้อม อาจจะเผลอสติหลุดจนทำให้เรื่องเลวร้ายลงได้

ตัวอย่างวิธีชะลอจังหวะ เช่น มีนักศึกษาปริญญาเอกที่เจอคนเฮงซวยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาจอมคลั่ง มักจะโทรมาต่อว่าอย่างไร้เหตุผลในเวลาที่ไม่ควร (เช่น ตอนตีสอง) หรือส่งอีเมลยาวเหยียดหลายฉบับที่เต็มไปด้วยข้อความกวนโมโห นักศึกษาคนนั้นรับมือด้วยวิธีชะลอจังหวะในการตอบกลับ อย่างการไม่รับโทรศัพท์และไม่ตอบข้อความนอกเวลา เว้นระยะเวลา 2-3 วันในการตอบกลับอีเมลที่ไม่สำคัญ วิธีนี้ช่วยให้เธอมีระยะเวลาสงบใจ ตั้งสติในการตอบข้อความ และกลั่นกรองคำตอบที่ดีที่สุดได้



5. ปรับมุมมองเพื่อพิทักษ์จิตวิญญาณของคุณ

ถ้าคุณหนีไม่ได้ จะหลีกเลี่ยงก็ยาก วิธีถัดมาคือ ปรับทัศนคติของตัวเอง เพราะมันง่ายกว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่น วิธีนี้เป็นเหมือนเกราะป้องกันจิตวิญญาณของคุณให้ไม่ถูกฉุดลงไปต่ำตมกับคนเฮงซวย หรือป้องกันเชื้อเฮงซวยมาติดคุณ

เช่น นักเรียนเตรียมทหารคนหนึ่งเจอกลุ่มรุ่นพี่รับน้องด้วยวิธีที่งี่เง่า อย่างการลงโทษเธอเพราะไม่สามารถท่องเนื้อข่าวบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ฉบับวันนั้นได้ทั้งหมด พวกเขาด่าว่าเธอว่าล้มเหลวในฐานะทหารและบุคคล (หืมมม?) เธอไม่อยากหนีเพราะการเป็นทหารคือความฝันของเธอ จะหลีกเลี่ยงหลบหน้าก็ไม่ได้ เธอจึงเริ่มปรับมุมมอง เลือกมองที่ความสร้างสรรค์และน่าขบขันของรุ่นพี่แทน เธอประทับใจใน “ไหวพริบและทักษะ” ของพวกเขา ทำให้เธอมองการรับน้องเป็นเรื่องที่น่ากลัวน้อยลง

✦ การเลือกมองสิ่งดีๆ คิดในแง่บวก ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นและมีพฤติกรรมที่ดีต่อตัวเอง

✦ ไม่ถือเอาเป็นเรื่องส่วนตัว คนเฮงซวยมักจะปฏิบัติตัวแย่ๆ ใส่คนรอบข้าง ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว ดังนั้นอย่าโทษตัวเองว่าเราทำผิดอะไร คุณก็แค่ดวงซวยเท่านั้น

“When they go low, we go high.”
เมื่อเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง

Michelle Obama

✦ Kill them with kindness ฆ่าพวกเขาด้วยความใจดี หมายถึง การรับมือคนเฮงซวยด้วยความสุภาพอ่อนโยน วิธีนี้ช่วยลดความรุนแรง และถ้าคนเฮงซวยยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ท้ายที่สุดเขาจะรู้ตัวและเป็นฝ่ายขอโทษหรือถอยห่างออกไปเอง

ในหนังสือ BECOMING ของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มิเชลล์ โอบามา ได้พูดถึงวิธีนี้ในการรับมือกับถ้อยคำเกลียดชังที่โจมตีครอบครัวของเธอ เราจะต้องไม่ลดตัวลงไปอยู่ระดับเดียวกับพวกเขา เมื่อพวกเขาลงต่ำ เราต้องขึ้นสูง นั้นทำให้เรายังภาคภูมิใจในตัวเองอยู่ได้

✦ มองย้อนกลับมาจากอนาคต ลองนึกถึงคนเฮงซวยที่คุณเคยเจอสมัยเด็กๆ ดู หรือคนที่คุณเจอเมื่อสองปีก่อน คุณยังจำพวกเขาได้มั้ย? พวกเขายังทำให้คุณโกรธเคือง ต่ำต้อย หมดแรงอยู่หรือเปล่า? นี่คือนิยามของคำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” มีพบก็ต้องมีจาก คำๆ นี้มักใช้กับคนที่รัก แต่จริงๆ มันใช้กับคนเฮงซวยได้ด้วยนะ คนเฮงซวยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ เดี๋ยวก็ต้องมีวันที่จากกันไป

6. ตอบโต้

วิธีสุดท้ายและท้ายสุดที่แนะนำในการรับมือกับคนเฮงซวย เพราะมีความเสี่ยงหลายอย่าง และคุณอาจลงเอยด้วยการสร้างวงจรอุบาทว์ แก้แค้นกันไม่รู้จบ จนเหนื่อยกว่าเดิมได้

การตอบโต้ที่ประสบความสำเร็จคือ ตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา และถูกวัตถุประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ทำเพื่อให้คุณสบายใจหรือสะใจเท่านั้น แต่ต้องช่วยยุติวงจรความเฮงซวย หรืออย่างน้อยก็ให้คนเฮงซวยเลิกยุ่งกับคุณ

3 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตัดสินใจว่าควรตอบโต้หรือไม่คือ อำนาจ • ข้อมูลหลักฐาน • ความร่วมมือจากคนอื่น ถ้าคุณมีอำนาจเหนือคนเฮงซวย มันก็ไม่ยากเลยที่จะตอบโต้กลับ เพียงแต่ต้องทำให้ถูกเวลา แต่การที่คุณมีอำนาจน้อยกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะโต้กลับไม่ได้

ตัวอย่างเช่น กรณีของผู้ประกาศข่าวสาวช่องฟ็อกซ์นิวส์ เกรตเช่น คาร์ลสัน ฟ้องร้อง โรเจอร์ เอลส์ ผู้ก่อตั้งและประธานสถานีของช่อง หลังจากเธอถูกบังคับให้ลาออกเพราะปฏิเสธการเข้าหาที่ส่อไปในทางเพศของเขา เธอยังร้องเรียนเรื่องการเหยียดเพศจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในฟ็อกซ์ด้วย เอลส์เป็นผู้มีอิทธิพลทางสื่อมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมยังมีคำให้การยืนยันชั้นเยี่ยมจากเหล่าผู้ประกาศแม่เหล็กของช่อง 

แต่ปรากฏว่าภายในสองเดือน เอลส์ถูกไล่ออก ฟ็อกซ์จ่ายเงินทดแทนให้คาร์ลสัน 20 ล้านดอลล่าร์ รวมถึงบริษัทออกแถลงการขอโทษต่อสาธารณะชน เพราะคาร์ลสันมีหลักฐานเป็นเทปบันทึกเสียงตอนที่เอลส์กำลังคุกคามเธอ รวมถึงมีเหยื่ออีกมากมายออกมาร่วมเปิดเผยพฤติกรรมแย่ๆ ของเอลส์ด้วย

ตัวอย่างนี้อยากให้เห็นว่า ถึงคุณมีอำนาจน้อยกว่า แต่ถ้ามีข้อมูลหลักฐาน มีความร่วมมือจากคนอื่น วางแผนอย่างรัดกุมเพื่อตอบโต้ถูกคน ถูกเวลา ถูกวัตถุประสงค์ ตามหลักที่กล่าวไปทั้งหมด ก็ประสบความสำเร็จในการตอบโต้ได้

7. จงมีส่วนร่วมในการแก้ไข

เราอาจจะหนีจากคนเฮงซวยได้ แต่สุดท้ายถ้าไม่มีใครแก้ไขเลย ความเฮงซวยก็จะแพร่กระจายจนยากที่จะหยุด เหมือนกับโรคติดต่อที่ไม่มีวัคซีน เราทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข หรืออย่างน้อยก็อย่างสร้างปัญหาเอง

การชมคนอื่นบ่อยๆ จะทำให้เขาอ่อนโยน แล้วเขาก็จะส่งต่อความอ่อนโยนนั้นให้กับคนอื่น

Jimin, BTS

ขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดดีๆ จากไอดอลของซิส จีมิน วง BTS ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ซิสชอบมากแล้วก็ได้ผลดีด้วย ไม่มีใครที่เกลียดคำชมที่จริงใจหรอก คำพูดดีๆ ช่วยให้คนอ่อนโยนลงได้ ไม่ใช่แค่ความเฮงซวยที่ติดต่อกันได้ แต่ความอ่อนโยนก็เป็นนิสัยดีที่ติดต่อกันได้เช่นกัน เพียงแต่อาจจะใช้เวลาและความพยายามมากกว่า


ซื้อหนังสือ You are a badass อยากทำก็ทำ! อย่าให้คำพูดคนฆ่าคุณ

ศิลปะการอยู่ร่วมกับคนเฮงซวย

เป้าหมายหลักของหนังสือไม่ใช่เรื่องของการท้าตีท้าต่อย ขจัดเหล่าร้ายในโลกใบนี้ แต่เป้าหมายคือการช่วยคุณรักษาชีวิตอันแสนสงบสุขในแต่ละวันอย่างดีที่สุด ด้วยการตัด “ปัญหาคนเฮงซวย” ทั้งแบบชั่วคราวและเรื้อรังอย่างชาญฉลาด บาดเจ็บน้อยที่สุด ในสังคม โดยเฉพาะในชีวิตการทำงานที่ต่อให้ดีแค่ไหนก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเจอแต่คนดี