สรุปหนังสือ สุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น

สรุปหนังสือสุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น : ประสบการณ์สร้างธุรกิจให้สำเร็จจากอดีตมนุษย์เงินเดือน

#สวนหนังสือพันเล่ม เล่มที่ 31

สุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น

“พลิกชีวิตจากมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร ไม่มีเงินทุนก้อนโต แต่สร้างธุรกิจเกษตรที่ประสบความสำเร็จ จนกลายเป็นสวนบลูเบอร์รี่ที่ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น”

หากคุณกำลังสวมบทบาทมนุษย์เงินเดือนที่ใฝ่ฝันอยากจะทำธุรกิจ แต่ยังลังเลใจ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ซิสขอแนะนำหนังสือสุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่นค่ะ แม้ว่าคุณจะไม่สนใจการเกษตรเลยก็ตาม หนังสือเล่มนี้จะมอบความกล้าให้คุณลงมือทำ รวมถึงเทคนิคที่ใช้ได้จริงในการลงมือสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ตาม

คุณคุโรยานางิ ชิเงคิ (Kuroyanagi Shigeki) ผู้เขียน เป็นอดีตพนักงานบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น มีรายได้และการงานมั่นคง เขาตัดสินใจลาออกในวัย 45 ปี แล้วมาเริ่มต้นทำธุรกิจเกษตรโดยไม่มีประสบการณ์แม้แต่น้อย จนกระทั่ง 10 ปีถัดมา เขากลายเป็นเจ้าของสวนบลูเบอร์รี่ที่ทำรายได้สูงสุดในญี่ปุ่น ยังช่วยผู้คนสร้างสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่นอีกมากมาย

ฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2008 (credit: blueberryokazaki.com)

คุณคุโรยานางิถ่ายทอดประสบการณ์เกือบ 10 ปีในการทำธุรกิจด้วยตัวเองให้ประสบความสำเร็จออกมาอย่างหมดเปลือก จริงใจ เรื่องใดเป็นความลับทางธุรกิจก็บอกกันตรงๆ เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจลาออก วางแผนธุรกิจ คิดค้นกลยุทธ์ ลงมือทำ อุปสรรคที่เจอ วิธีแก้ปัญหา เทคนิคดึงดูดลูกค้า และวิธีสร้างสวนเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สิ่งที่ชอบในเล่มนี้คือ ทุกบรรทัดอัดแน่นไปด้วยเนื้อล้วนๆ ไม่มีน้ำ อะไรได้ผล อะไรพลาด บอกมาทั้งหมด เช่น ปลูกต้นบลูเบอร์รี่พันธุ์อะไรบ้าง, ต้นทุนเท่าไหร่, เพาะปลูกโดยไม่ใช้แรงงานทำอย่างไร, แม้กระทั่งวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับนักข่าวเพื่อให้ได้ประชาสัมพันธ์ฟรี เป็นต้น

ซิสเลือกหยิบเล่มนี้มาอ่านเพราะสนใจในเรื่องราวของคุณคุโรยานางิมากกว่าธุรกิจเกษตร หลังอ่านจบก็พบว่า วิธีทำธุรกิจของเขาสามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจอื่นๆ ได้ด้วย ไม่เฉพาะแค่การเกษตรเท่านั้น

ขอสรุปออกเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมก่อนลาออก, วางแผนและลงมือสร้างธุรกิจ, เทคนิคการตลาดดึงดูดลูกค้า, และการพัฒนาธุรกิจต่อไปค่ะ โดยพูดถึงหลักการที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกธุรกิจ จะไม่โฟกัสเฉพาะการทำเกษตรค่ะ

คุณพร้อมที่จะลาออกมาทำตามฝันหรือยัง?

“คนเราเกิดมามีชีวิตแค่ครั้งเดียว จึงควรทำงานที่ชอบ” นี่คือคำแนะนำจากคุณคุโรยานางิถึงคนที่กำลังลังเลว่าจะลาออกไปทำงานที่ชอบดีมั้ย

ถ้าคุณค้นพบสิ่งที่ชอบแล้ว มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ แต่ก่อนจะยื่นใบลาออกเพื่อพุ่งเข้าชนเป้าหมาย ลองเช็คดูก่อนว่าคุณพร้อมลาออกจริงๆ แล้วหรือยัง

ความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์

ร่างกาย : ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจออนไลน์ที่ใช้เวลาท่องโลกดิจิทัลเป็นหลัก หรืองานออฟไลน์ที่ต้องพบปะผู้คนตัวเป็นๆ หรือธุรกิจไฮบริดที่ทำทั้งออนไลน์ออฟไลน์ แรงกายถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นธุรกิจที่มีเรื่องไม่คาดฝันโผล่มาท้าทายตลอดเวลา 

คุณอาจต้องตื่นขึ้นมาตอนตีสองเพื่อแก้ไขปัญหาระบบล่ม หรือเพิ่งประชุมเสร็จก็ต้องรีบขึ้นเครื่องไปหาพาร์ทเนอร์อีกคนต่อ หากฝืนร่างกายหรือเครียดเกินไปจนล้มป่วย อาจจะพลาดโอกาสสำคัญไปเลยก็ได้ ดังนั้นต่อให้ทำงานหนัก ก็อย่าลืมดูสุขภาพ ควรฟิตร่างกายให้พร้อมเสมอ

จิตใจ : เตรียมใจที่จะไม่ยอมแพ้ ทนรับคำวิจารณ์ กล้าที่จะออกจากคอมฟอร์ทโซน และฝึกวินัยในการทำงานด้วยตัวเอง

เทคนิคหนึ่งที่คุณคุโรยานางิแนะนำคือ สร้างนิสัยในการทำสิ่งที่ชอบอย่างต่อเนื่อง เริ่มทำสิ่งที่ชอบวันละ 5 นาทีหรือมากกว่านั้น ขอให้ทำต่อเนื่องทุกวัน แล้วมันจะกลายเป็นวินัยหรือนิสัยซึ่งจำเป็นต่อการทำธุรกิจมาก เพราะต่อให้เป็นสิ่งที่ชอบมากแค่ไหน ก็ต้องมีวันที่รู้สึกเบื่อหรือเหนื่อย ดังนั้นการสร้างนิสัยจะช่วยให้เราทำงานที่ชอบได้อย่างต่อเนื่องในวันที่ไม่มีกฏระเบียบของบริษัทมาบังคับ

การเงิน : เมื่อลาออกแล้ว คุณมีเงินเก็บหรือมีแหล่งรายได้อื่นเพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองไปจนกว่าจะทำธุรกิจให้เป็นจริงได้หรือไม่? คุณมีเงินทุนเพียงพอหรือมีช่องทางหาเงินทุนสำหรับเริ่มต้นธุรกิจแล้วหรือยัง?

กรณีของคุณคุโรยานางิ เขาลาออกในปี 2006 และเปิดให้บริการสวนบลูเบอร์รี่ในปี 2008 ในช่วงเวลา 2 ปีระหว่างนั้น เขาไม่ได้ทำงานอย่างอื่นนอกเหนือจากการสร้างสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยวเลย โดยเขามีที่ดินที่บ้านเกิดอยู่แล้ว เลือกทำสวนที่ขนาดพอเหมาะกับเงินทุนที่ตัวเองมี ไม่พึ่งพารัฐหรือกู้ยืม จะเห็นว่าก่อนลาออก เขาเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินไว้เพียงพอที่จะดูแลครอบครัว รวมถึงสร้างธุรกิจของตัวเอง

ความสัมพันธ์ : การลาออกจะไม่ใช่เรื่องของคุณเพียงคนเดียวอีกต่อไปเมื่อมีครอบครัวให้รับผิดชอบ พวกเขาเป็นกำลังใจที่สำคัญ ดังนั้นควรเปิดอกคุยกับสามี ภรรยา หรือแฟนก่อนตัดสินใจ รับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกังวล แล้วแก้ไขไปทีละเรื่อง ความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ถือเป็นสิ่งล้ำค่า

เพื่อนฝูงก็สำคัญ คุณสามารถเปิดอกเล่าถึงความฝันให้เพื่อนๆ ฟังได้ พวกเขาอาจชักนำสิ่งดีๆ มาให้คุณก็ได้ ส่วนคนที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่มีประโยชน์หรือล้อเลียน ตัดกำลังใจ อย่าสนใจเลย ถือว่าเป็นการคัดกรองความสัมพันธ์ในชีวิต



วางแผนและลงมือสร้างธุรกิจ

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ คุณคุโรยานางิลาออกจากบริษัทในปี 2006 และเปิดให้บริการฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิในปี 2008 มาดูกันว่าช่วง 2 ปีกว่าๆ ระหว่างนั้น เขาทำอะไรบ้าง

✦ อยากทำอะไร? เพราะเหตุใด? : ไม่เป็นไรหากคุณยังคิดโมเดลธุรกิจที่อยากทำไม่ออก ให้ลองเริ่มสำรวจก่อนว่าคุณอยากทำอะไร เพราะเหตุใด

ตัวคุณคุโรยานางิเองก็ไม่ได้คิดที่จะปลูกต้นบลูเบอร์รี่ตั้งแต่แรก หลังจากเขาลาออก เขาเริ่มต้นคิดถึงสิ่งที่อยากทำ 3 อย่าง ได้แก่ 1.) ธุรกิจที่สื่อสารกับลูกค้าโดยตรง (B2C) 2.) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน 3.) บุกเบิกเส้นทางธุรกิจเกษตรรูปแบบใหม่

ด้วยสิ่งที่อยากทำทั้ง 3 อย่าง ทำให้เขาได้คำตอบออกมาเป็น ‘สวนเกษตรเชิงท่องเที่ยว’ ซึ่งเน้น ‘ขายประสบการณ์’ มากกว่าขายผลผลิตในสวน

✦ ลงทุนด้วยการเรียนรู้ : ธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณ จึงควรลงทุนกับตัวเองและขัดเกลาความสามารถก่อน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เข้าร่วมสัมมนา หรือขอคำปรึกษาจากคนอื่น

หลังจากคุณคุโรยานางิเห็นภาพแล้วว่าจะทำธุรกิจสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยว แต่เขายังไม่รู้ว่าจะทำสวนอะไรดี ทั้งยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อนเลย เขาใช้เวลา 6 เดือนแรกไปกับการเรียนวิธีเพาะปลูกพืชผักผลไม้จากโรงเรียนสอนการเกษตร ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ไปดูงานทั่วญี่ปุ่นและประเทศภูฏาน จนได้คำตอบออกมาว่า สวนของเขาต้องเป็น ‘บลูเบอร์รี่’ เท่านั้น

บลูเบอร์รี่จากฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิ (credit: blueberryokazaki.com)

✦ ชูจุดเด่น แก้จุดด้อย 

ทำไมต้องบลูเบอร์รี่?

  • ปลอดภัย : ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ช่วงแรกคุณคุโรยานางิลองปลูกเชอร์รี่ควบคู่กันไปด้วย พบว่าแมลงเกาะแต่ลูกเชอร์รี่ แต่ไม่เกาะบลูเบอร์รี่เลย จึงถือว่าเป็นผลไม้ที่แข็งแกร่งทีเดียว
  • ลดมลภาวะที่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม : เดิมทีญี่ปุ่นไม่นิยมปลูกบลูเบอร์รี่เพราะสภาพดินไม่เหมาะสม จึงนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การขนส่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล ดังนั้นการปลูกบลูเบอร์รี่ในประเทศจะช่วยลดมลภาวะจากการขนส่งได้
  • บลูเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
  • กินสดๆ หรือนำมาแปรรูปได้ : นอกจากจะให้ลูกค้าเก็บบลูเบอร์รี่กินสดๆ ได้แล้ว ยังมีการนำมาแปรรูปขายเป็นของหวานอยู่ในคาเฟ่ของสวนอีกด้วย
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ : นอกจากบลูเบอร์รี่จะทนต่อแมลงแล้ว ยังเป็นพืชยืนต้น จึงไม่ต้องปลูกต้นใหม่เสมอ ช่วยลดเวลาทำงานอย่างมาก
  • ลงทุนไม่มาก : ปลูกกลางแจ้งได้ ทนฝน จึงไม่ต้องสร้างโรงเรือน
  • ดึงดูดลูกค้า : บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี แถมยังออกผลในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยว ลูกค้าจึงได้เพลิดเพลินกับการเก็บเกี่ยวบลูเบอร์รี่ได้อย่างเต็มที่

ถึงจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน

  • ต้นทุนในการเก็บเกี่ยวสูง : บลูเบอร์รี่มีขนาดเล็กและสุกไม่พร้อมกัน จึงต้องเลือกเก็บทีละลูกอย่างประณีต คุณคุโรยานางิแก้ปัญหานี้โดยให้ลูกค้าสามารถเก็บบลูเบอร์รี่สดๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวลงไปได้ แถมยังเป็นจุดขายของสวนด้วย
  • ปลูกยากและใช้เวลานาน : แม้สภาพอากาศของญี่ปุ่นจะคล้ายคลึงกับอเมริกาเหนือซึ่งเป็นถิ่นของบลูเบอร์รี่ แต่สภาพดินแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้บลูเบอร์รี่ในญี่ปุ่นปลูกยากและมีรสเปรี้ยว คุณคุโรยานางิแก้ปัญหาโดยการ ‘ปลูกพืชแบบไร้ดิน’ ผลลัพธ์คือ ต้นบลูเบอร์รี่ของเขาออกผลได้ภายใน 2 ปี จากปกติต้องใช้เวลา 3-4 ปี แถมยังลูกใหญ่และรสชาติหวานดีอีกด้วย ซึ่งเขาเขียนวิธีปลูกพืชไร้ดินไว้อย่างละเอียดในหนังสือแล้ว หากสนใจสามารถอ่านต่อในหนังสือได้ค่ะ

✦ สร้างแบรนด์และวางตำแหน่ง ก็มองเห็นถึงสิ่งที่ควรทำ : ฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิของคุณคุโรยานางิไม่เน้นขายบลูเบอร์รี่ แต่ขาย ‘ประสบการณ์’ และเขาไม่ต้องการลงไปแข่งขันกับคู่แข่งเจ้าอื่นๆ

ปัจจัยในการวางตำแหน่งของแบรนด์ (brand positioning) มี 3 อย่างหลักๆ คือ จุดเด่นของสินค้า, ราคา, และประเภทของลูกค้า โดยคุณคุโรยานางิวางตำแหน่งไว้ในทางตรงกันข้ามกับสวนอื่นๆ โดยรับเฉพาะลูกค้ากลุ่มเล็ก, ลูกบลูเบอร์รี่มีขนาดใหญ่และรสหวาน และมีราคาแพงกว่าที่อื่น นอกจากจะไม่ต้องแข่งขันแล้ว ยังเป็นการวางตำแหน่งที่เหมาะกับการบริหารของตัวเองด้วย

สิ่งต่อไปคือ สร้างธุรกิจให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่กำหนด สวนนี้มีราคาแพงกว่าที่อื่นๆ เพราะคุณภาพของบลูเบอร์รี่นั้นยอดเยี่ยม แต่นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกคุณภาพดี รวมถึงการบริการอย่างใส่ใจของพนักงานต่อลูกค้าทุกคน ให้พวกเขารู้สึกว่าราคาที่จ่ายไปนั้นไม่แพงเลย

การออกแบบสถานที่แตกต่างจากสวนเกษตรอื่นๆ ทางเดินถูกออกแบบมาให้ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูง ครอบครัวที่มีรถเข็นเด็ก หรือผู้ที่ต้องใช้รถเข็นเพลิดเพลินกับการเก็บลูกบลูเบอร์รี่ได้สบาย คาเฟ่และบรรยากาศรอบๆ ก็เหมาะกับการมาพักผ่อนของครอบครัว การออกเดทของคู่รัก สถานที่ถ่ายรูปทำกิจกรรมร่วมกันของเพื่อนฝูง การรับเฉพาะลูกค้ากลุ่มเล็กทำให้บรรยากาศไม่วุ่นวาย พนักงานดูแลได้อย่างทั่วถึง



เปิดให้บริการ! เทคนิคดึงดูดลูกค้า

หลังจากใช้เวลาเตรียมตัว 2 ปีกว่าๆ ก็ถึงเวลาเปิดฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิแล้ว! 

มาดูกันว่าคุณคุโรยานางิใช้เทคนิคอะไรในการดึงดูดลูกค้า เปิดให้ชมสวนเพียงปีละ 60 วัน แต่มีคนมาเที่ยวถึง 10,000 คน และทำเงินได้ถึง 20 ล้านเยน

✦ ทำเว็บไซต์ถ่ายทอดความรู้สึกของเจ้าของ : เว็บไซต์ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกค้าและนักข่าวจะเข้ามาหาข้อมูล คุณคุโรยานางิลองนั่งสำรวจเว็บไซต์มากมายหลากหลายประเภท แล้วพบว่าจุดร่วมสำคัญของเว็บที่ดึงดูดใจเขาได้คือ เว็บที่ถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้สึกของเจ้าของธุรกิจ 

เขาเรียนวิธีทำเว็บและลงมือสร้างด้วยตัวเอง เพื่อถ่ายทอดความตั้งใจจริงของตัวเองออกมา อีกอย่างการทำเว็บด้วยตัวเองจะสะดวกรวดเร็วในการอัพเดตข้อมูลมากกว่าด้วย เขายอมรับว่าดีไซน์ของเว็บเวอร์ชั่นแรกดูเชยมาก แต่หลังจากนั้นก็ปรับปรุงเรื่อยมา จนตอนนี้เว็บไซต์ฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิติดอันดับต้นๆ ในการค้นหาข้อมูลเรื่องสวนบลูเบอร์รี่แล้ว

✦ ประชาสัมพันธ์ฟรีบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก : เมื่อปี 2008 การเปิดเพจธุรกิจบนโซเชียลมีเดียยังค่อนข้างใหม่อยู่ แต่สำหรับสมัยนี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นทีเดียว สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ เมื่อมีช่องทางหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา โดยเฉพาะช่องทางที่ผู้คนไปรวมตัวกันอยู่ เราควรจะลองเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากมัน แม้มันจะดูยุ่งยากในทีแรกก็ตาม

✦ เขียนบล็อกเกือบทุกวัน จนมีผู้ติดตามประจำ : คุณคุโรยานางิลงมือเขียนบล็อกเกือบทุกวัน โดยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสวนเกษตร อ่านง่าย ไม่ยาวจนเกินไป เรื่องไหนที่เนื้อหายาวก็แบ่งออกเป็นพาร์ทๆ เพื่อให้ผู้คนได้ติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง

✦ กล้าเข้าหานักข่าว : สร้างความสัมพันธ์กับคนในวงการสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์โดยเข้าร่วมสัมมนา เวิร์คช้อปที่เกี่ยวกับการ PR หรือเข้าไปแนะนำตัวกับนักข่าว

คุณคุโรยานางิเริ่มต้นจากแวะไปแนะนำตัวเองกับนักข่าวที่ห้องนักข่าวของที่ว่าการอำเภอ เขายังได้ลองถามผู้หญิงที่อยู่ที่เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ดูว่า “ทำอย่างไรถึงจะมีนักข่าวมาขอสัมภาษณ์เยอะๆ” โชคดีที่เธอคนนั้นเคยทำงานในวงการสื่อมาก่อน จึงบอกว่า “ถ้าได้กำหนดจัดงานเปิดตัวแล้ว ฉันจะเชิญชวนนักข่าวไปให้มากที่สุดเองค่ะ” 

ด้วยความช่วยเหลือจากเธอคนนี้ ทำให้วันเปิดตัวรอบสื่อมีสื่อมาร่วมงานถึง 11 สื่อ และได้ลงข่าวหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ และถูกนำไปเผยแพร่ต่อทางสื่อบนอินเตอร์เน็ตอีก ส่งผลให้วันเปิดให้บริการจริงมีลูกค้ามาต่อแถวยาวเหยียด รถจอดเต็มลานจอดรถ รวมถึงมีคนที่รู้จักและไม่รู้จักมากมายมาให้ความช่วยเหลือเพราะเห็นจากข่าว

ความกล้าที่จะเข้าหานักข่าว กล้าที่จะขอความช่วยเหลือจากคนไม่รู้จัก ทำให้งานเปิดตัวประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

นอกจากนี้คุณคุโรยานางิยังไปร่วมงานเวิร์คช้อปที่เกี่ยวกับ PR เพื่อเพิ่มทักษะการประชาสัมพันธ์และสร้างสัมพันธ์กับคนในวงการสื่อ เขายังได้มีโอกาสเล่าเรื่องธุรกิจของตัวเองด้วย หลายครั้งมีคนสนใจจนนำไปลงข่าวหนังสือพิมพ์หรือพูดถึงในรายการโทรทัศน์

เขายังแนะนำว่าควรลงข่าวประชาสัมพันธ์และอัพเดตข้อมูลบนเว็บไซต์สม่ำเสมอ เพราะนักข่าวมักจะหาข้อมูลจากช่องทางนั้น ถ้าเราไม่อัพเดตอะไรเลย ก็อาจจะพลาดโอกาสที่นักข่าวจะมาเจอธุรกิจของเราได้

✦ ทำสื่อวิดีโอ : ปัจจุบันรูปแบบคอนเทนต์ที่คนชอบและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมากที่สุดคือ วิดีโอ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ก็มีแพลตฟอร์มที่เหมาะสมให้เลือกมากมาย เช่น ถ้าเป็นวิดีโอยาวๆ หลายนาทีก็เหมาะกับลง YouTube หรือไลฟ์บน Facebook, Twitch หากเป็นวิดีโอสั้นๆ ไม่ถึงนาทีก็เหมาะกับ TikTok, Instagram เป็นต้น

✦ แจ้งข้อมูลข่าวสารทางอีเมลและใช้ระบบการจอง : ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยโดยการให้ลูกค้าจองง่ายๆ ทางอินเตอร์เน็ตได้ 24 ชั่วโมง และยังได้รู้ว่าวันไหนคนเยอะ ทางเจ้าของเองก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าวันไหนจะมีลูกค้าเท่าไหร่ จะได้รับมือได้สะดวก พร้อมทั้งส่งอีเมลข่าวสาร โปรโมชั่น คูปองส่วนลดให้ลูกค้าผ่านทางอีเมลที่ลงทะเบียนไว้ได้ด้วย

✦ ลงโฆษณาออนไลน์ : คุณคุโรยานางิเลือกลงโฆษณาอย่างเต็มที่ในช่วงที่ลูกค้าเริ่มเบาบาง ข้อดีของโฆษณาออนไลน์คือ ลงทุนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูง สามารถปรับเปลี่ยนข้อความ เอาขึ้นเอาลงได้ทันที โดยเน้นลงโฆษณาใน search engine เช่น Google วิธีการคือ สำรวจคีย์เวิร์ดที่คนส่วนใหญ่ค้นหาและเกี่ยวข้องกับคำว่า “บลูเบอร์รี่” เมื่อทราบแล้ว ก็เลือกที่ลงโฆษณาจากคีย์เวิร์ดเหล่านั้น

เมนูของหวานจากบลูเบอร์รี่ ณ คาเฟ่โอคาซากิ (credit: blueberryokazaki.com)

พัฒนาธุรกิจไปเรื่อยๆ ไม่หยุดนิ่ง

✦ มองเห็นจุดที่ควรปรับปรุงจากแบบสอบถามของลูกค้า : ความคิดเห็นของลูกค้าเป็นสิ่งที่สะท้อนการทำงานได้เด่นชัดที่สุด วิธีเก็บแบบสอบถามที่สะดวกในยุคนี้คือ การให้สแกน QR Code แล้วทำแบบสอบถามบนสมาร์ตโฟน วิธีนี้สามารถเก็บและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อได้ง่ายด้วย โดยจัดการข้อมูลผ่านโปรแกรม Excel, Google Sheets หรือเครื่องมืออื่นๆ 

คุณคุโรยานางิจูงใจให้ลูกค้าโดยการแจกของหวานฟรีเมื่อทำแบบสอบถาม จึงทำให้ช่วงเปิดสวนได้รับความคิดเห็นจากลูกค้านับหลายร้อย ซึ่งกลายเป็นเสียงสำคัญในการพัฒนาฟาร์มบลูเบอร์รี่โอคาซากิให้ดียิ่งขี้นต่อไป

✦ ติดตามผลทุกขั้นตอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน : การเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดไม่ใช่การทำงานมากขึ้น แต่เป็นการใช้เวลาทำงานเท่าเดิมหรือน้อยลง แต่เกิดประโยชน์มากขึ้น

คุณคุโรยานางิใช้ประสบการณ์ทำงานจากบริษัทมาปรับใช้กับการทำการเกษตร โดยการติดตามขั้นตอนการทำงานและผลลัพธ์อย่างละเอียดเพื่อหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ติดตามชั่วโมงการทำงานของแต่ละขั้นตอน แสดงออกมาเป็นกราฟแท่งว่า วิธีทำสวนบลูเบอร์รี่ของเขาช่วยลดการทำงานลงจาก 5,010 ชม. เหลือเพียง 1,600 ชม. ได้ ซึ่งชั่วโมงการทำงานในสวนที่ลดลง ทำให้เขามีเวลาคิดกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า ไปพบปะสร้างความสัมพันธ์กับคนในงานสัมมนา รวมถึงพักผ่อนได้มากขึ้น

รายละเอียดการติดตามผลการทำงานและวิเคราะห์ออกมาเป็นกราฟอยู่ในหนังสือ หากสนใจสามารถหาอ่านต่อในหนังสือได้ค่ะ


เป็นยังไงบ้างคะ? เรื่องราวการสร้างธุรกิจด้วยตัวเองของอดีตพนักงานเงินเดือนผู้ลาออกมาทำตามฝันในวัย 45 ปี ตอนที่อ่าน ซิสสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่น ความสนุกที่ได้ทดลองและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ของคุณคุโรยานางิทะลุออกมาจากตัวอักษรเลยค่ะ
หากคุณสนใจอยากเริ่มต้นทำธุรกิจเกษตรเชิงท่องเที่ยว หรืออยากได้ประกายไฟมาจุดไฟให้คุณลุกขึ้นทำตามฝัน ต้องไม่พลาดหนังสือสุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่นเลยค่ะ เหมือนมีคุณครูผู้แก่กล้าและมากประสบการณ์มาถ่ายทอดวิชาให้เราอยู่ตรงหน้าแล้ว


ซื้อหนังสือ The French Revolution ปฏิวัติฝรั่งเศส

สุดยอดธุรกิจเกษตรสไตล์ญี่ปุ่น

มาเปลี่ยนความฝันของคุณให้กลายเป็นความจริงด้วยเคล็ดลับจาก “มิสเตอร์บลูเบอร์รี่” ที่พลิกชีวิตจากมนุษย์เงินเดือนธรรมดา ๆ ไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร ไม่มีเงินทุนก้อนโตแต่สามารถสร้างธุรกิจเกษตรที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นสวนบลูเบอร์รี่ที่ทำรายได้สูงสุดของญี่ปุ่น…



Leave a Reply

Your email address will not be published.