19_รีวิวหนังสืออัลมอนด์ Almond

รีวิวหนังสือ Almond (อัลมอนด์) : ไร้ความรู้สึกเป็นพรหรือคำสาป?

#สวนหนังสือพันเล่ม เล่มที่ 18

Almond (อัลมอนด์)

คาบวิชาวรรณกรรมวันนี้ ซิสขอหยิบหนังสือเรื่อง Almond (อัลมอนด์) มารีวิวให้สาวๆ อ่านกันค่ะ นิยายจากปลายปากกาของคุณ Sohn Won-Pyung (ซนวอนพยอง) นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ชาวเกาหลีใต้ การันตีหนังสือดีด้วยยอดแปลไปแล้วกว่า 13 ภาษา รวมถึงได้รับรางวัล International best-selling novel ในประเทศไทยด้วย

นัมจุน (RM - BTS) กำลังอ่านหนังสืออัลมอนด์ Almond ในรายการ In The Soop

แม้จะตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2017 แต่เพิ่งกลับมาบูมอีกครั้งในปี 2020 เนื่องจากชาวอาร์มี่พบเห็น RM กับ Suga วง BTS อ่านในรายการ BTS : In The Soop โดยพี่ก้าไปหยิบเล่มที่นัมจุนอ่านค้างไว้มาอ่านแล้วบอกว่า ‘น่าสนใจดี’ ก่อนจะไปหามาอ่านเองบ้าง #นัมจุนอ่าน #ชูก้าอ่าน อาร์มี่หนอนหนังสืออย่างซิสก็ขออ่านด้วย อ่านจบแล้วไม่ผิดหวัง เรื่องสั้นไม่ถึงสองร้อยหน้า ได้ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตมาเต็ม

เรื่องย่ออัลมอนด์

หนังสืออัลมอนด์ Almond ปกเกาหลี

ซอนยุนแจ‘ หรือเด็กชายหุ่นยนต์ผู้ไร้ความรู้สึกรัก-โลภ-เกลียด-หลง-สนุก-เสียใจ ฯลฯ เพราะเกิดมามีเมล็ดอัลมอนด์ในหัวหรือทางการแพทย์เรียกว่า ‘อะมิกดาลา (Amygdala)’ เล็กผิดปกติ ทำให้ระบบความรู้สึกไม่สามารถใช้งานได้

เมื่อแม่กอดเขา เขาไม่เคยยิ้ม
เมื่อมีคนเล่นมุกตลก เขาไม่เคยขำ
เมื่อมีคนทำร้ายเขา เขาไม่เคยโกรธ

เมื่อมีรถพุ่งเข้ามาหา เขาไม่เคยวิ่งหนี

การไร้ความรู้สึกเป็นเหมือนคำสาปที่ติดตัวซอนยุนแจมาตั้งแต่เกิด เขาตกเป็นเป้าหมายการกลั่นแกล้งมาตั้งแต่เด็กเพียงเพราะแตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเด็กพวกนั้นถึงยิ้มร่าเริงเวลาเห็นเขาเลือดออก

ถึงอย่างนั้นก็ยังมีพรประจำตัวคือคุณแม่กับคุณยาย คนกลุ่มเดียวที่คอยปกป้องเขา แม้สองสาวจะรู้ดีว่าเขาไม่รู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่น แต่พวกเธอก็ยังคอยกอดและบอกรักเขาทุกวัน

และแล้วในคืนวันคริสมาสต์อีฟ ยุนแจก็ต้องเสียแม่และยายไปในโศกนาฏกรรมที่เลวร้าย เมื่อเหลือตัวคนเดียว เขากลับถูกกลั้นแกล้งหนักกว่าเดิม ได้พบผู้คนมากมายที่จะหมุนเวียนกงล้อแห่งโชคชะตานำพาไปสู่เรื่องที่จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

อย่าด่วนตัดสินผู้อื่นแต่เพียงภายนอก

เป็นข้อความที่ Almond อยากจะตะโกนบอกพวกเราดังๆ เราอาจคิดว่าภาวะด้านชาต่อความรู้สึก (Alexithymia) ของยุนแจไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เพราะเขามีพัฒนาการเหมือนเด็กปกติทุกอย่าง เพียงแค่ไม่ยินดียินร้าย แต่สังคมที่สอนให้ปกป้องเด็กๆ กลับบีบให้อาการของเขาเป็นปัญหาขึ้นมาได้

สมัยยุนแจอยู่ชั้นอนุบาล เขาเห็นเด็กคนหนึ่งถูกรุมทำร้าย จึงเดินไปขอความช่วยเหลือจากคุณลุงร้านขายของชำด้วยใบหน้าเรียบเฉย เมื่อคุณลุงเห็นท่าทีไม่ตระหนกตกใจก็คิดว่าเด็กอำเล่น ยุนแจทำได้เพียงพูดย้ำซ้ำๆ ราวกับหุ่นยนต์ว่ามันเป็นเรื่องจริงและร้ายแรง สุดท้ายลุงก็ยอมโทรแจ้งตำรวจและรถพยาบาล แต่สายเกินไป เด็กคนนั้นเสียชีวิต… และเด็กคนนั้นเป็นลูกของลุงเอง แทนที่จะกล่าวโทษพวกที่ทำร้ายลูก ลุงกลับโมโหใส่ยุนแจ หาว่าลูกเขาตายเพราะยุนแจพูดไม่จริงจังและไม่ตกใจกลัว

เหตุการณ์คล้ายกันนี้ก็เกิดกับเขาอีกหลายต่อหลายครั้ง เด็กชายไม่รู้จักความรู้สึกสงสารเห็นใจ แต่ก็ไม่เคยเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือผู้อื่น เพราะเขาถูกสอนมาอย่างดีให้ยื่นมือไปหาผู้ที่ต้องการมัน ถึงอย่างนั้นเขากลับถูกกล่าวโทษ ถูกกลั่นแกล้ง และถูกตัดสินไปผิดๆ เพียงเพราะแสดงออกแตกต่างจากคนอื่น

อีกตัวละครที่ส่งข้อความนี้ได้อย่างดีคือ ‘โกนี‘ เพื่อนร่วมชั้นที่มองผิวเผินเป็นเพียงเด็กเกเรคอยกลั่นแกล้งยุนแจ หลับในชั้นเรียนและเกลียดพ่อผู้สุภาพของเขา ปกติเราคงหนีห่างจากระเบิดเวลาแบบนี้ไปให้ไกลที่สุด แต่เมื่อได้รู้เบื้องหลังของชีวิตที่ยิ่งกว่าละครหลังข่าวของโกนี สาเหตุที่ทำให้เด็กชายผู้เคยแสนดีกลายเป็นคนก้าวร้าว ก็อดสงสารไม่ได้และอยากเดินเข้าไปกุมมือมากกว่าวิ่งหนี

มันทำให้ฉุกคิดว่า ในชีวิตจริงแต่ละวันเราเจอคนอย่างโกนีกี่คน? คนที่ถูกโลกทำร้ายจนโซเซหลงทางไป หากมีคนเปิดใจยื่นมือนำทางเขา เขาก็พร้อมจะจับมือเดินสู่ทางที่ถูกต้อง ซิสยังสงสัยตัวเองว่า หากเราเจอคนไม่น่าคบหา เราจะหยุดเพื่อทำความเข้าใจเขา หรือเราจะเดินหนีไปเพราะมันง่ายกว่า? ไม่ว่าเพื่อนๆ จะเลือกแบบไหน สิ่งที่เราทุกคนทำได้ง่ายที่สุดคือ อย่ารีบด่วนตัดสินใคร เพราะเราไม่มีทางรู้จักใครได้ทั้งชีวิต แม้แต่กับพี่น้องที่โตมาด้วยกัน เรายังไม่รู้ทุกซอกทุกมุมในชีวิตเขาเลย

การไร้ความรู้สึกเป็นพรหรือคำสาป?

ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งได้พบเรื่องสนุกมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็พบเจอเรื่องน่าเศร้ามากขึ้นเช่นกัน บางครั้งก็รู้สึกแย่ซะจนภาวนาขอให้เราตื่นมาไม่ต้องรู้สึกอะไรอีกเลย จะได้ไม่ต้องมาอึดอัดทรมานใจ อารมณ์แบบถ้าการสูญเสียความรักมันเจ็บปวดขนาดนี้ ขอให้พระเจ้าพรากเอาหัวใจไปจากฉันตลอดกาลเสียยังจะดีกว่า!

ยุนแจได้แสดงให้เห็นว่า การไร้ความรู้สึกไม่ได้ทำให้ความรู้สึกด้านลบหายไปเท่านั้น แต่รวมถึงความรู้สึกด้านบวกด้วย มันเป็นสมดุลของธรรมชาติ เขาไม่เคยเศร้าแต่ก็ไม่เคยมีความสุข ไม่เคยร้องไห้แต่ก็ไม่เคยหัวเราะ ไม่เคยผิดหวังแต่ก็ไม่เคยมีความหวัง ความฝัน และรวมถึงเป้าหมายชีวิตเช่นกัน ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่งในสังคม

ดังนั้นการที่เราพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายมา แล้วพยายามสร้างเกราะป้องกันจิตใจแบบฝืนเกินไป ไม่ยอมร้องไห้ทั้งที่อยากร้อง ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ เก็บกดอารมณ์ด้านลบไว้ นั้นไม่ใช่ความเข้มแข็งที่แท้จริง ขณะที่เราขังภายในกำแพงไม่ให้ความเศร้าเข้ามา เราก็มองไม่เห็นความสุขที่อยู่ด้านนอกเช่นกัน

จงรักตัวเองและเมตตาเพื่อนมนุษย์

สุดท้ายนี้คุณซนวอนพยอง ผู้แต่งได้บอกถึงจุดเริ่มต้นที่เขียนนิยายเล่มนี้ขึ้นมา เธอตั้งคำถามกับตัวเองตอนที่มีลูกว่า หากลูกเกิดโชคร้ายมีความผิดปกติ หรือกลายเป็นคนหลงผิดขึ้นมา เธอยังจะรักเขาอย่างไร้เงื่อนไขไหม? เธอจะไม่ปล่อยมือเขา ไม่ยอมแพ้อย่างถึงที่สุดหรือเปล่า? แล้วก็เกิดเป็นหนังสือ Almond ที่เธอต้องการส่งข้อความให้ทุกคนมองชีวิตคนอื่นหลายแง่มุม ไม่ด่วนตัดสินใคร และให้เผื่อแผ่ความรักความเมตตากับคนที่ต้องการมันค่ะ


Almond : อัลมอนด์

วันนั้น มีคนหนึ่งบาดจ็บ และอีกหกคนเสียชีวิต สองคนในจำนวนนั้นคือแม่และยาย…ส่วนผมได้แต่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าทั้งหมด…”ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนทุกครั้ง…”

Leave a Reply