You are currently viewing คริสต์มาสนี้ที่เกียวโต (Kyoto) เที่ยวครึ่งวันในเมืองหลวงเก่า

คริสต์มาสนี้ที่เกียวโต (Kyoto) เที่ยวครึ่งวันในเมืองหลวงเก่า

ทริปคริสต์มาสนี้ที่ญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง

เมืองที่ 8 เกียวโต

เดินรอดเสาโทริอิแดง ศาลเจ้าอินาริ • ชมสวนใบไม้แดง วัดโทฟุคุจิ • แดนศักดิ์สิทธิ์คนรักการ์ตูน พิพิธภัณฑ์การ์ตูนมังงะแห่งชาติ • ชมวิวจากมุมสูง หอคอยเกียวโต

หลังลงจากกระเช้าลอยฟ้าที่สวนสมุนไพรแห่งเมืองโกเบ เรารีบวิ่งไปยันสถานีชินโกเบ (Shin-Kobe) เพื่อขึ้นชินคันเซนขบวนโนโซมิ หมายเลข 20 ไม่ลืมแวะซื้อชานมและอาหารสำเร็จรูปอะไรก็ได้จากร้านสะดวกซื้อในสถานีมาเป็นมื้อเช้า แม้เวลานั้นพระอาทิตย์จะอยู่กลางศีรษะพอดีแล้ว สุดท้ายได้เซตข้าวห่อสาหร่ายคำโตมา 5 ก้อนจุกๆ เติมพลังตลอดช่วงบ่าย

จุดหมายปลายทางของบ่ายวันนี้คือ เมืองเกียวโต เมืองรองสุดท้ายของทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง ใช้เวลาเพียง 30 นาทีจากเมืองโกเบ กินข้าวห่อสาหร่ายคำสุดท้าย เงยหน้าขึ้นมาก็ถึงพอดี

ก่อนจะออกไปชมวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมในเมืองหลวงเก่าก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นเล็กๆ เกิดขึ้นแล้ว ออกจากสถานีรถไฟไม่ได้!

เราติ๊ดบัตร JR Pass เพื่อจะออกจากสถานีชินคันเซนเหมือนที่ทำมาตลอด 5 วันที่ผ่านมา แต่วันนี้นอกจากประตูจะไม่เปิด ยังมีเสียงเตือน ติ๊ดๆ 🚨พร้อมเจ้าหน้าที่มาพาตัวไป ไม่นะ! ฉันเผลอทำผิดกฏอะไรโดยไม่รู้ตัว!?

ปรากฏว่าตั๋ว JR Pass ของเราไม่สามารถนั่งมาลงที่เมืองเกียวโตได้ ตามแผนที่ข้างบนจะเห็นว่า JR Sanyo San’in Pass ใช้นั่งชินคันเซนได้จากสถานีฮากาตะ (Hakata) เมืองฟุกุโอกะ (Fukuoka) ไปได้ถึงสถานีชินโอซาก้า (Shin-Osaka) เมืองโอซาก้า (Osaka) เท่านั้น ส่วนเมืองเกียวโตเลยเมืองโอซาก้ามาแล้ว ถ้าจะใช้ JR Pass เพื่อไปลงสถานีเกียวโต ต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟธรรมดาของ JR

ถ้านั่งเลยสถานีที่ตั๋วเราใช้ได้ต้องทำอย่างไร? ไม่ต้องตกใจ เดินไปเสียค่าปรับตั๋ว (Fare Adjustment) ตรงทางออกสถานีก็เรียบร้อยแล้ว ฟังดูน่ากลัว (หรือเรากลัวไปเองคนเดียว 😂) ที่จริงสะดวกและง่ายมาก เจ้าหน้าที่จะเช็คตั๋วว่าเราเดินทางมาจากสถานีไหน และต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มเท่าไหร่ สำหรับเรานั่งเลยมา 1 สถานีจ่ายเพิ่ม 1,440 เยน (~407 บาท) น่าเสียดาย แต่ถือว่าจ่ายค่าประสบการณ์ที่ทำให้จำขึ้นใจเลยว่าต้องเช็คขอบเขตการใช้งานตั๋วให้ดีๆ

มาถึงเกียวโตแล้ว! ในที่สุดก็ได้มาเยือนหนึ่งในเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยว

ที่นี่เป็นเมืองที่เที่ยวง่ายมากที่สุด ไม่ต้องเปิดแมพ ไม่ต้องกลัวหลง แค่เดินตามฝูงคนไป เดี๋ยวเจอสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ เอง แทบจะไม่เกินจริงเลยถ้าจะบอกว่า นักท่องเที่ยวในเกียวโตและโอซาก้า (เมืองสุดท้ายของทริปนี้) มีจำนวนมากกว่านักท่องเที่ยวที่เราเจอตลอด 5 วันที่ผ่านมาอีก! โดยเฉพาะคนไทย แค่ออกจากสถานีรถไฟก็ได้ยินภาษาที่คุ้นเคยแล้ว อุ่นใจจัง 😂

สำหรับแผนเที่ยวเกียวโตหนึ่งวันครึ่งวัน (ครึ่งเช้าหายไปกับเมืองโกเบแสนสวยที่อยู่นอกแผน) คือการไปถ่ายรูปตามจุดแลนด์มาร์ก ที่เรียกว่าไม่ได้มาเยือน เหมือนมาไม่ถึงเกียวโต!

โดยเริ่มต้นจากสถานที่ที่อยู่ไกลที่สุดในเส้นทางเที่ยว เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น ภาพที่ทุกคนต้องเคยเห็นสักครั้งคือ เสาโทริสีแดงเรียงรายเป็นทางยาวในป่าไม่มีสิ้นสุด… ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ!


ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ

ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริ (Fushimi Inari Shrine) ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟในชื่อเดียวกันคือ สถานีอินาริ (Inari) เดินออกจากสถานีเลี้ยวซ้าย ไม่ต้องกลัวหลง แค่เดินตามฝูงชนไปก็ถึงแล้ว แถมไม่ต้องกลัวเหงาด้วย เพราะได้ยินเสียงภาษาไทยรอบ 360 องศาเลย

มาดูประวัติศาสตร์กันบ้าง ศาลเจ้าเทพเจ้าจิ้งจอกอินาริหรือที่บางคนชอบเรียกว่า ‘ศาลเจ้าแดง’ เพราะมีเสาโทริอิสีแดงเรียงรายในป่ายาวกว่า 32,000 ต้น! จำนวนมากมายขนาดนี้ทำให้ที่นี่เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 711 โดยตระกูลฮาตะ เพื่อบูชาต่อ ‘เทพเจ้าอินาริ’ เทพแห่งข้าวและความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาชินโต เพื่อช่วยให้บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ที่น่ามหัศจรรย์คือเสากว่าหมื่นต้นนี้ถูกย้ายมาแล้วครั้งหนึ่ง จากสถานที่ตั้งเดิมคือเขาอินาริมายังที่ตั้งในปัจจุบัน

เมื่อเข้าไปในศาลเจ้าจะพบกับรูปปั้นจิ้งจอกอยู่เป็นระยะๆ ตามความเชื่อของศาสนาชินโต จิ้งจอกเป็นผู้คุ้มครองและเป็นพาหนะของเทพ ดังนั้นจึงมีรูปปั้นจิ้งจอกเฝ้าประตูต่างๆ ที่คอของจิ้งจอกจะสวมผ้าพันคอสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ จิ้งจอกแต่ละตนจะคาบสิ่งของไว้ในปากแตกต่างกันไป บ้างก็คาบรวงข้าว สัญลักษณ์ของเทพอินาริ บ้างก็คาบกุญแจ หรืออัญมณีไว้

ศาลเจ้านี้ทำให้นึกถึงอนิเมะที่เราชอบดูสมัยมัธยมเรื่อง ‘จิ้งจอกเย็นชากับสาวซ่าเทพจำ (Kamisama Hajimemashita)’ พระเอกเป็นจิ้งจอกตัวแสบเฝ้าศาลเจ้า ส่วนนางเอกจอมเปิ่นต้องกลายมาเป็นเทพจำเป็นของศาลเจ้า จำได้ว่าฟินมาก ระดับจิกหมอนตีขาพั่บๆ ยิ้มเป็นบ้าคนเดียว ☺️ แอบเสียดายที่ไม่มีซีซั่นต่อจนจบ ต้องไปอ่านมังงะต่อ

ไฮไลท์ของที่นี่สำหรับเราคือ เครื่องราง! มีให้เลือกช้อปหลากหลายรูปแบบ แถมน่ารักจนอยากจะเหมามาหมดเลย มีทั้งถุงเครื่องราง เครื่องรางรูปเสาโทริอิ เครื่องรางรูปจิ้งจอก และเครื่องรางปีใหม่สุดพิเศษ ช่วงที่เราไปเป็นเดือนธันวาคม กำลังจะเข้าสู่ปี 2020 ปีหนู 🐀 จึงมีเครื่องรางรูปหนูด้วย สำหรับเรื่องพรก็มีให้เลือกครอบคลุมทุกหมวด ทั้งการเงิน การงาน ความรัก ครอบครัว เพื่อนฝูง โชคดี สุขภาพ ฯลฯ

แม้ศาลเจ้านี้จะไม่เสียค่าเข้าชม แต่ก็เผลอใจเสียเงินไปกับเครื่องรางสุดน่ารักไปเป็นของฝากเพียบ


จุดชมใบไม้แดงยอดนิยม วัดโทฟุคุจิ

หลังจากชมเสาสีแดงไปแล้ว คราวนี้มาชมสวนใบไม้แดงสะพรั่งกันที่วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji) ตั้งอยู่ที่สถานที่รถไฟชื่อเดียวกันคือ สถานีโทฟุคุจิ ตัววัดอยู่ห่างจากสถานีไปเพียงเดิน 10 นาที

ค่าเข้าชมสวน 400 เยน (~110 บาท) เราไปถึงบ่ายสองกว่าๆ แล้ว ที่นี่เปิดทำการถึง 4 โมงเย็น คนจึงไม่ค่อยเยอะมาก แต่ก็ยังถือว่าเยอะกว่าเมืองอื่นๆ ที่ไปมา ขนาดเป็นวันธรรมดานะ หันไปทางไหนก็เจอแต่ใบไม้แดง ส้ม เหลือง ไล่สีสันสดใส ดูแล้วใจสงบ

ที่นี่มีแต่ต้นไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง เหมาะกับนั่งสมาธิ พักผ่อนหย่อนใจ และถ่ายรูปกับธรรมชาติ


พิพิธภัณฑ์การ์ตูนมังงะแห่งชาติ

เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายแก่ๆ เรากลับมายังสถานีเกียวโต เพื่อไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนรักมังงะ พิพิธภัณฑ์การ์ตูนมังงะแห่งชาติ (Kyoto International Manga Museum) ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินคาราสุมะ-โออิเคะ (Karasuma-Oike) ค่าเข้า 800 เยน (~226 บาท)

ที่นี่เต็มไปด้วยมังงะเป็นหมื่นๆ เล่มให้อ่านได้ฟรี แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นนะ มีทั้งการ์ตูนที่โด่งดังไปทั่วโลกไปจนถึงผลงานของนักศึกษา ดูจากภาพวาดหน้าปกแล้วราวกับมืออาชีพเลย

ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นการ์ตูนยุคบุกเบิกที่สร้างชื่อให้มังงะญี่ปุ่นอย่าง โดราเอม่อน, อันปังแมน, เจ้าหนูอะตอม, อุลตร้าแมน ไม่ก็เป็นการ์ตูนสมัยใหม่ไปเลย แต่คนที่ไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นนับตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยอย่างเราก็รู้จักแค่ ห้องเรียนลอบสังการ (Assassination Classroom) ส่วนยุคกลางๆ ระหว่างนั้นอย่าง ดราก้อนบอล, วันพีซ, เจ้าหนูยอดนักสืบโคนัน, นารูโตะ, บลีช เราไม่เจอในโซนจัดแสดงเลย

ไฮไลท์สำหรับเราคือ โซนจัดแสดงมังงะตามปีที่เขียนขึ้นมา ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1979 รวมถึงประวัติศาสตร์ของมังงะญี่ปุ่น ปัจจุบันหลายคนอาจจะมองว่าอนิเมะ การ์ตูนเป็นเรื่องของเด็กๆ แต่แรกเริ่มเดิมทีมังงะถูกเขียนขึ้นมาเพื่อกลุ่มผู้ใหญ่ เช่น การ์ตูนการเมืองและสังคมในหนังสือพิมพ์ซึ่งมีมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ทำให้เรานึกถึงพวกภาพการ์ตูนล้อการเมืองในหนังสือสือพิมพ์ไทยสมัยก่อน นึกแล้วขำตัวเองตอนเด็ก จำได้ว่าเป็นคอลัมน์เดียวที่เราอ่านในหนังสือพิมพ์เพราะเป็นการ์ตูน แม้จะไม่เข้าใจเพราะเป็นเรื่องเสียดสีการเมือง

ในช่วง 1960s การ์ตูนเริ่มป็อปปูลาร์ในหมู่วัยรุ่น เนื่องจากการ์ตูนสามารถเล่าเรื่องเข้าใจยากออกมาได้ง่ายขึ้น จึงถูกนำมาประกอบการเรียนการสอน ถูกอกถูกใจเด็กนักเรียนและนักศึกษามหาวิทยาลัย

The Good and The Bad of Pirated Manga

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มังงะญี่ปุ่นเติบโตแพร่หลายในต่างประเทศ จนมีแฟนๆ ไปทั่วโลกคือ ‘การ์ตูนเถื่อน (Pirated Manga)’ มาจากคำว่า Piracy แปลว่า ละเมิดลิขสิทธิ์ สมัยก่อนการเข้าถึงหนังสือการ์ตูนยากมาก ยิ่งช่วงก่อนยุคอินเตอร์เนต ผู้คนอ่านการ์ตูนได้จากหนังสือเล่มเท่านั้น แล้วใช่ว่าการ์ตูนสนุกทุกเรื่องจะถูกนำมาตีพิมพ์ในประเทศ เพราะสำนักพิมพ์ต้องดูความคุ้มค่าในการซื้อลิขสิทธิ์มา ดังนั้นการ์ตูนเถื่อนซึ่งเข้าถึงได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่าจึงแพร่หลาย

กรณีนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่อง ‘เดอะมาสเตอร์‘ ของผู้กำกับเต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ซึ่งเล่าถึงร้านจำหน่ายวิดีโอภาพยนตร์นอกกระแสหลักจากต่างประเทศแบบละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มีส่วนทำให้วงการภาพยนตร์อิสระในประเทศไทยเจริญเติบโตในเวลาต่อมา โดยดำเนินเรื่องผ่านการสัมภาษณ์บุคคลทั้งในและนอกวงการภาพยนตร์ไทยที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านดังกล่าว

การ์ตูนเถื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่กระอักกระอ่วนใจระหว่างคนรักการ์ตูนและเจ้าของผลงาน การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมมังงะญี่ปุ่นไปทั่วโลกในยุคแรกเริ่ม

พิพิธภัณฑ์การ์ตูนมังงะแห่งชาติได้ตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น

การ์ตูนหนึ่งเรื่องเป็นเหมือนโลกหนึ่งใบ สามารถขยายจักรวาลออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด จากหนังสือเป็นอนิเมชั่น แฟนอาร์ต คอสเพลย์ แฟชั่น ฟิกเกอร์ ของเล่น เพลง เกม หนังไลฟ์แอคชั่น ธีมคาเฟ่ สวนสนุก แม้แต่กลายเป็นเมืองอย่าง เมืองโคนันที่ทำให้เราอยากมาเที่ยวญี่ปุ่น มันน่ามหัศจรรย์มากเลยนะ จินตนาการในหัวของคนๆ หนึ่ง ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านลายเส้น จนสร้างโลกที่มหัศจรรย์ได้แบบนี้


หอคอยเกียวโต

ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเต็มทน อากาศเริ่มเย็นลงอีกแล้ว จากที่คิดว่าจะแวะขึ้นไปชมวิวเมืองหลวงเก่ายามค่ำคืนจากมุมสูงที่ หอคอยเกียวโต (Kyoto Tower) สุดท้ายก็ได้แชะภาพจากหน้าสถานีเกียวโตแทน

หอคอยเกียวโตสูง 131 เมตร เทียบได้กับตึก 30 ชั้น ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเมือง มีสไตล์โมเดิร์นแตกต่างกับสถาปัตยกรรม ศาลเจ้าและวัดวาอารามในเมือง ว่ากันว่าในวันที่ท้องฟ้าโปร่ง สามารถมองเห็นวิวทั่วเมืองเกียวโตไปจนถึงเมืองโอซาก้าได้เลย


คืนนี้นอนที่ข้าวสาร โอซาก้า

ดวงจันทร์โผล่ขึ้นมาทักทายระหว่างที่นั่งรถไฟ JR จากเกียวโตไปโอซาก้า สองเมืองอยู่ห่างกันเพียง 30 นาที เรานั่งมาลงที่สถานีนัมบะ (Namba) หนึ่งย่านนักท่องเที่ยวที่คึกครื้นที่สุดแห่งหนึ่งในโอซาก้า

คืนนี้ขอฝากกายไว้ที่ โฮสเทลเคาซัน นัมบะ (Khaosan Namba) ซึ่งเราสะดุดตากับชื่อที่พักตั้งแต่จองออนไลน์ว่า Khaosan = ข้าวสาร ของคนไทยแน่ๆ เลย! พอหาข้อมูลดูก็พบว่า บางคนอ่านว่าข้าวสาร บางคนอ่านว่าเคาซัน สุดท้ายก็ไม่รู้ที่มาจริงๆ ของชื่อ

อย่างไรก็ตามโฮสเทลที่นี่คึกคักไม่แพ้ข้าวสารเมืองไทยเลย มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก หลากหลายเชื้อชาติ มีห้องพักสำหรับผู้หญิงล้วน แต่เราจองล่วงหน้าเพียงอาทิตย์เดียวจึงได้ห้องพักรวมมาแทน เป็นครั้งแรกที่พักห้องรวมชายหญิง แต่ไม่อึดอัด เพื่อนร่วมห้องยิ้มทักทายแต่ไม่วุ่นวายกัน มีม่านสีดำปิด มีล็อกเกอร์เล็กๆ ข้างหัวเตียง ห้องน้ำสะอาดสอ้าน มีน้ำอุ่น

อีกสิ่งที่ประทับใจคือพนักงาน บริการดี ช่วยแนะนำเส้นทางต่างๆ ให้ ตอนนั้นเราเจอพนักงานต้อนรับเป็นหนุ่มเกาหลี เขาเล่าว่ากำลังอยู่ในช่วงเดินทางท่องเที่ยวไปหลายๆ ประเทศ ทำงานพาร์ทไทม์โฮสเทลเพื่อพักฟรีและเก็บเงินเพื่อเดินทางต่อ พอรู้ว่าเรามาจากไทยก็ตาเป็นประกาย เพราะเขาชอบเมืองไทยมากๆ โดยเฉพาะเพลงฮิปฮอปไทย แล้วก็เปิดเพลง Set Zero ของพี่โต้ง Illslick ให้ฟัง พลางฮัมทำนองตามไปด้วย จำได้ว่าตอนนั้นเพลงเพิ่งปล่อยออกมาเลย ชอบจริงแหละ ☺️

เมื่อเก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว เราก็พร้อมไปตะลุยเมืองสุดท้ายของทริปคริสต์มาสนี้ที่ญี่ปุ่น เมืองที่ 9 โอซาก้า!

Leave a Reply