79_เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง

สรุปหนังสือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง : ส่งต่อความหวังจากเพื่อนร่วมโรคซึมเศร้า

ตอนที่ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ช่วงนั้นรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังตกลงไปในหลุมดำที่ไม่มีจุดสิ้นสุด เคยคิดว่าตกลงมาต่ำสุดแล้ว ก็ดั๊นตกลงไปได้อีก แค่ตกลงไปเรื่อยๆ ช้าๆ จนแสงสว่างจากบนยอดที่เราเคยยืนอยู่ริบหรี่ลงจนจะมองไม่เห็นแล้ว จากที่เคยเชื่อว่าเราจะปีนกลับขึ้นไปได้อีกครั้งและสูงกว่าเดิม กลับหมดศรัทธาในตัวเอง ‘ฉันไม่มีทางที่จะกลับขึ้นไปได้อีก มีแต่จะตกลงไปเรื่อยๆ เกินเยียวยาแล้ว…’

สาวๆ บางคนอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาที่เหมือนกับซิสในตอนนั้น หรือกำลังเผชิญความรู้สึกนั้นอยู่ในตอนนี้ โดดเดี่ยว ไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอวันพรุ่งนี้ และสารพัดความคิดติดลบที่ทำให้เกลียดตัวเอง เราไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนี้หรอก แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว


สวัสดีโรคซึมเศร้า หรือเราแค่คิดไปเอง

บทแรกเปิดมาด้วยบันทึกประจำวันของผู้เขียน เขียนในช่วงเวลาที่พบเจอกับเรื่องราวสะเทือนใจเกินกว่าผู้หญิงคนไหนจะรับไหว ซิสน้ำตาไหลตั้งแต่สิบหน้าแรก มากกว่าความสงสารเขาคือ ความสิ้นหวังว่าทำไมพระเจ้าโหดร้าย โลกไม่ยุติธรรม ทำไมผู้เขียนต้องเจอเรื่องโชคร้ายกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่ไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดอาการ ‘ซึมเศร้า’

ใครๆ ก็ต้องเคยซึมและเศร้า มีสุขมีทุกข์ปะปนกันไปเป็นปกติของชีวิต แต่จะรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่ที่ความเศร้าของเรามันไม่ปกติจนเรียกว่า ‘ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า’ และควรพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา

ในกรณีของผู้เขียน ความเศร้าของเธอหนักขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการงาน นอนไม่หลับเป็นวันๆ กินอะไรไม่ลง ไม่สามารถบังคับตัวเองให้ทำงานจนจบได้ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างแย่ลง ร้องไห้ตลอดเวลา ไม่อยากตื่นขึ้นมาเจอวันพรุ่งนี้ ฯลฯ เธออยากหายจากอาการเหล่านี้นะ แต่ด้วยอาการป่วยทำให้ไม่อยากแม้แต่จะออกจากห้อง จะให้ไปพบแพทย์ยิ่งแล้วใหญ่ โชคดีที่มีเพื่อนที่ดีลากเธอไปหาหมอ จนผลวินิจฉัยออกมาให้รู้แน่ชัดว่า ‘คุณป่วยเป็นโรคซึมเศร้า’

อ่านมาถึงตรงนี้ อยากบอกว่าโรคซึมเศร้าก็เหมือนกับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ที่ไม่ควรคาดเดาเอาเองค่ะ เช่น ปวดหัวติดกันหลายวัน เอาแล้ว! เนื้องอกในสมองมาแน่ ยิ่งเครียดยิ่งปวด ไปตรวจจริงๆ อาจพบว่า เราเพียงพักผ่อนน้อยไป ผ่าม! ซึมเศร้าก็เช่นกัน อย่าเพียงทำบททดสอบในเน็ตและตัดสินไปก่อนว่าฉันเป็นแน่ๆ หรือตรงกันข้าม สะกดจิตตัวเองว่าฉันยังไหว แต่จิตใจพังทลายไปแล้ว

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์อื่นๆ เช่น โกรธปรี๊ดตลอดเวลาแม้ไม่ใช่วันมามาก หรือเฉยชาไม่ยินดียินร้าย มันเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันในทางแย่ลง ควรไปพบแพทย์เพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะ


จิตบำบัดกับการทานยา จำเป็นจริงมั้ย?

ยอมรับว่าซิสเคยเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่า หากเราป่วยทางใจ มันไม่จำเป็นต้องทานยาหาหมอ แค่ฝึกควบคุมจิตใจให้เข้มแข็งพอ ก็จะกลับมาเป็นปกติได้เอง ตืดตืด ❌ ไม่จริงซะทีเดียวค่ะ เพราะโรคซึมเศร้าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและฮอร์โมนในร่างกาย จึงต้องทานยารักษาเหมือนกับโรคอื่นๆ รวมถึงทำการบำบัด หากขาเราหัก ก็ต้องกายภาพบำบัดขา หากใจเราพัง ก็ต้องบำบัดจิตใจเพื่อรักษาให้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่อยากให้คิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด หรือไม่จำเป็นต้องหาหมอ

ตัวผู้เขียนเข้ารับการบำบัดสองรอบด้วยกัน รอบแรกเฟลเพราะความไม่เข้าใจโรค ยาต้านเศร้าทำให้ง่วงนอนทั้งวัน ความจำแย่ลง รวมถึงท้องผูกเกือบสองสัปดาห์ เธอจึงแอบไม่กินยาบางครั้ง ตอนที่หมอให้หยุดยา เธอเข้าใจว่า ‘เลิกทานยา = หายป่วยแล้ว’ ความไม่เข้าใจทั้งหมดนี้ทำให้โรคยังอยู่กับเธอไม่ไปไหน

จนเมื่อเข้ารับการบำบัดรอบสองถึงได้เข้าใจว่า ยาต้านเศร้าไม่ได้ทำลายสมอง แต่ช่วยปกป้องสมองด้วยซ้ำ เหตุที่ความจำแย่ลงมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายที่เกิดจากโรคซึมเศร้าตางหาก การทานยาจะค่อยๆ ปรับสมดุลฮอร์โมนให้กลับมาเป็นปกติ

หากทานยาแล้วเกิดอาการข้างเคียงจนใช้ชีวิตลำบาก เช่น ท้องผูกนานถึงสองสัปดาห์ ง่วงนอนจนทำงานไม่ได้ ให้ปรึกษาคุณหมอให้ลองปรับเปลี่ยนยา ซึ่งหลังจากเปลี่ยนยาสองครั้ง ผู้เขียนก็ได้เจอยาที่เหมาะสมกับร่างกายตัวเองจนอาการดีขึ้นค่ะ จะเห็นว่าการซักถามทำความเข้าใจโรคก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเราแค่ทานยาตามคุณหมอสั่ง แต่ไม่เข้าใจว่าทานไปทำไม ก็อาจเกิดอาการต่อต้านยาได้


‘ภาวะสิ้นยินดี’ ทรมานยิ่งกว่าซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า ‘ไม่จำเป็นต้องซึมเศร้า’ อย่างเดียวเสมอไป บางครั้งการไร้ความรู้สึกใดๆ ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอาการป่วยได้เช่นกัน อาการมึนๆ ไม่สุขไม่เศร้า ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะคุยอะไร ไม่มีเป้าหมาย ไม่กระตือรือร้น ไม่อยากทำในสิ่งที่เคยรู้สึกว่าสนุก อยู่เพื่อหายใจทิ้งไปวันๆ และตัวเราก็ไม่ได้อยากจะเป็นแบบนี้

อาการนี้เรียกว่า Anhedonia หรือภาวะสิ้นยินดี คุณหมอของผู้เขียนเล่าว่า ‘ผู้ป่วยบางคนบอกว่า ถ้าต้องเป็นแบบนี้ขอรู้สึกเศร้าไปเลยจะยังดีกว่า อย่างน้อยก็มีความรู้สึกให้สัมผัส’ ไม่มีความรู้สึกทรมานกว่าที่คิด ซิสคอนเฟิร์ม!

ซิสเคยมีช่วงเวลาที่จู่ๆ ก็เลิกดูหนัง เลิกอ่านหนังสือ เลิกทำกิจกรรมทุกอย่างที่ชอบ เลิกคุยกับเพื่อนและครอบครัว แล้วหันไปจำศีลอยู่บนเตียงวันละอย่างต่ำ 12 ชม. ไม่ได้มีเรื่องเศร้าอะไรในชีวิตเลยนะ ความสุขก็ไม่มี นอนอยู่แบบมึนๆ อึนๆ ในใจทรมานนะว่า ลุกไปทำอะไรสักอย่างทีเถอะ อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้สึกสักอย่าง จนเสพติดการหยิกตัวเองอยู่ช่วงนึงเพื่อให้มีความรู้สึกเจ็บก็ยังดี เพราะการมีความรู้สึกเป็นการย้ำว่าฉันยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นคุณอาจไม่ได้ต้องมีอาการซึมเศร้าแล้วถึงจะไปหาหมอได้ อาการไม่ยินดียินร้ายก็สามารถไปพบแพทย์ได้เช่นกัน


ทำไมถึงเป็น ‘บนยอดภูเขาน้ำแข็ง’ ?

ตอนแรกซิสเข้าใจว่ามันคือการเปรียบเปรยของผู้เขียนว่า การเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกับยืนอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็งคนเดียว ทั้งหนาว เดียวดาย หาทางออกไม่เจอ ซึ่งผู้เขียนกล่าวว่าจะมองในแง่นั้นก็ได้ แต่แท้จริง คำเปรียบเปรยนี้มาจากจิตแพทย์จากข้อมูลที่ว่า

ในทุก 5 คนจะมี 1 คนที่ช่วงชีวิตหนึ่งเคยมีภาวะซึมเศร้า แสดงว่าคนหนึ่งพันกว่าล้านคนในโลกเคยเป็นโรคซึมเศร้า

มีคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้ากว่าหนึ่งพันล้านคน แต่จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจและรับการบำบัดมีเพียงเท่ากับยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษายังคงมีจำนวนเป็นก้อนมหึมาจมอยู่ใต้น้ำ ไม่โผล่มาให้เห็น

ซึ่งผู้เขียนฝากไว้ว่า “อยากให้เพื่อนร่วมโรคที่กำลังจมอยู่ใต้ท้องทะเลอันมืดมิด ทำใจกล้าปีนขึ้นมาบนยอด แม้จะพบความหนาวเย็นบนยอดน้ำแข็ง แต่ยังมีโอกาสได้สัมผัสไอแดดอันอบอุ่น”


ในช่วงเวลาที่ไม่มีคนเข้าใจว่าเราเป็นอะไร และเราก็ไม่รู้จะพูดอธิบายออกไปยังไง หนังสือ “เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง” เป็นเหมือนเพื่อนที่ปลอบประโลมว่า ‘ฉันเข้าใจเธอนะ (ตบบ่า) ฉันผ่านมันมาแล้ว ถึงเราจะพบเจอเรื่องเศร้าที่แตกต่างกัน มีอาการแตกต่างกัน แต่ถ้าคนที่ป่วยหนักสุดๆ อย่างฉันยังสู้จนหายได้ ทำไมเธอจะทำไม่ได้ล่ะ?’

Leave a Reply