20200819_ใครมีความสุขคนนั้นชนะ

5 วิธีเรียกโชคดี จากหนังสือใครมีความสุขคนนั้นชนะ

ในช่วงที่เรามาถึงจุดตกต่ำของชีวิต ทำไมจู่ๆ ก็มีแต่เรื่องโชคร้ายเกิดขึ้นนะ เงินหมด ตกงานกะทันหัน คนรักทอดทิ้ง รถเสีย ทำงานพลาด รถเมล์มาช้า รถไฟฟ้าเสีย และอีกสารพัดความเฮงซวยซึ่งเมื่อเกิดขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว โชคร้ายอื่นๆ ก็จะตามมาเป็นทอดๆ ไม่เว้นวัน หรือว่าเราจะใช้แต้มบุญไปจนหมดแล้ว?

อย่าเพิ่งน้อยใจไปว่าพระเจ้าโกรธเกลียดอะไรเรา วันนี้ซิสเอา 5 วิธีเรียกโชคดีเข้ามาหาตัวจากหนังสือ “ใครมีความสุขคนนั้นชนะ – 55 วิธีเรียกโชคดีให้เข้ามาหาตัวคุณ” มาฝาก เขียนโดยอาจารย์อุเอะนิชิ อากิระ ที่ปรึกษาด้านจิตวิทยาชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งการเรียกโชคดีก็เหมือนกับการเรียกความสุขเข้ามาหาตัวนั้นเอง

โชคดีหรือโชคร้ายอยู่ที่มุมมอง

คนสองคนพบเจอเหตุการณ์เดียวกัน คนหนึ่งอาจมองว่าเป็นโชคร้าย ในขณะที่อีกคนอาจมองว่าเป็นโชคดีก็ได้ ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตเราจะนับว่าเป็นความทรงจำที่ดีหรือเฮงซวย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพระเจ้า แต่ขึ้นอยู่ที่ทัศนคติของเราเองค่ะ

ตัวอย่างเช่น พนักงานสองคนทำงานผิดพลาดเพราะเพื่อนร่วมทีมคนอื่นจนถูกเรียกตักเตือน คนแรกรู้สึกแย่มาก พร่ำบ่นว่าเป็นความผิดมาจากคนอื่นแท้ๆ แต่ทำไมต้องเป็นเธอที่โดนต่อว่า จนฝังใจเจ็บและไม่มีความสุขในการทำงานอีกเลย ในขณะที่อีกคนกลับมองว่าโชคดีที่พบข้อผิดพลาดและถูกเตือนตั้งแต่เนิ่นๆ หากช้ากว่านี้อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าเดิม ถือเป็นบทเรียน ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยวาง เธอจึงยังมีความสุขกับการทำงาน

นี่คือเคล็ดลับของการเรียกโชคดี สร้างความสุขให้ตัวเองของหนังสือเล่มนี้ค่ะ เริ่มต้นจากปรับ Mindset ของเราให้คิดบวก มองหาสิ่งดีๆ ในเรื่องแย่ที่เกิดขึ้นเพื่อให้จิตใจเราไม่จมดิ่งกับความทุกข์จนเกินไป มาดู 5 วิธีเรียกโชคดีกันเลยค่ะ

1. สร้างพื้นที่เรียกความสุข

“90% of happiness is your perception of the environment, only 10% is the environment itself”
ความสุขของคนเรา 90% ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง อีก 10% ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

การสร้างพื้นที่แห่งความสุข หรือพื้นที่ที่เราอยู่แล้วสบายใจเป็นเรื่องง่ายๆ ที่สามารถเรียกโชคดีได้

สิ่งสำคัญคือ อย่าเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของเรา บางคนอาจรู้สึกสบายใจในห้องที่เป็นระเบียบ แต่บางคนอาจจะชอบอยู่ในห้องที่รกเหมือนห้องนั่งเล่นของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ให้เลือกจัดพื้นที่ตามที่เราชอบ รวมถึงกำจัดสิ่งที่ไม่ชอบทิ้งไปโดยไม่ต้องเกรงใจคนอื่นมาก เช่น คุณได้รับภาพวาดมาเป็นของขวัญ แต่ไม่ชอบมันเลย ไม่จำเป็นต้องฝืนใจเอามาแขวนไว้ในห้องเพียงเพราะเกรงใจผู้ให้

นอกจากสิ่งของรอบตัว พื้นที่แห่งความสุขยังหมายถึงผู้คนรอบข้าง หากเราไม่สบายใจที่จะอยู่ใกล้คนแบบไหน ก็อยู่ให้ห่างจากคนประเภทนั้น โดยเฉพาะคนที่พูดแต่คำติดลบอยู่ตลอดเวลาอย่าง เหนื่อยจัง เบื่องาน ฉันทำไม่ได้หรอก ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ หากระบายออกมานานๆ ครั้ง ถือเป็นการปลดปล่อยความเครียดที่ดี แต่หากพูดบ่อยๆ หรือฟังบ่อยๆ เราเองจะพลอยรู้สึกจมดิ่งตามไปด้วย

เมื่อสร้างพื้นที่แห่งความสบายใจขึ้นมาแล้ว สิ่งดีๆ จะตามเข้ามา ตัวอย่างจากเรื่องจริง สาวคนหนึ่งทุกข์ใจมากหลังจากเลิกกับแฟน เอาแต่ครุ่นคิดว่าเธอไม่ดีตรงไหน เธอเล่าว่า ช่วงที่มัวแต่ร้องไห้คิดถึงแฟนเก่าทุกวัน ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเธอเลย แต่เมื่อเธอตัดสินใจได้ว่าต้องเลิกหมกหมุ่นเรื่องนี้และก้าวต่อไปซะที เธอก็ได้เจอกับรักครั้งใหม่ ซึ่งในความจริงแล้ว เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่อยากเข้ามาหาเธอก็ได้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เธอมัวแต่สนใจอยู่ที่เรื่องของแฟนเก่า จนไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้รับรู้ถึงคนรอบข้างที่เข้ามา เมื่อกำจัดความทุกข์ที่ค้างคาหัวใจออกไป ก็มีพื้นที่ว่างรับสิ่งดีๆ เข้ามาแทน


2. รักตัวเองในแบบที่เป็น

“The more you love yourself, the less nonsense you’ll tolerate”
ยิ่งคุณรักตัวเองมาเท่าไหร่ คุณจะยิ่งทุกข์กับเรื่องไร้สาระน้อยลงเท่านั้น

การรักตัวเองคือหัวใจสำคัญของความสุขเลยค่ะ หากเอาความสุขไปฝากไว้ที่คนอื่นมากกว่าตัวเอง เราจะเสียการควบคุมความรู้สึกในชีวิตทันที เหมือนกับยกอำนาจควบคุมให้กับผู้อื่นไป หากวันใดเขาคนนั้นเปลี่ยนแปลงไป ตัวเราเองที่จะเป็นทุกข์

วิธีการรักตัวเองสามารถเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ คือ พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือสิ่งที่เราอยากเป็น ซิสชอบคำเปรียบเปรยในหนังสือที่บอกว่า “หากวาดภาพบนกระดาษสีที่เราไม่ชอบ ต่อให้ตั้งใจวาดภาพให้สวยมากแค่ไหน ก็ยากที่จะชอบภาพนั้นเต็มร้อย เพราะเราดันเลือกสีที่ไม่ชอบมาตั้งแต่แรก”

เปรียบได้กับ หากไม่พอใจในรูปลักษณ์ภายนอกหรือคุณค่าภายในของเราตั้งแต่แรก เช่น ไม่ชอบรูปร่างตัวเอง, เกลียดที่ตัวเองไม่เก่ง เป็นต้น ต่อให้วันนี้ออกไปทำเรื่องดีๆ มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถมีความสุขได้เต็มที่ เพราะเรายังไม่พอใจบางสิ่งบางอย่างในตัวเองอยู่ดี

ดังนั้นจงรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือทำให้ตัวเองเป็นในสิ่งที่เราอยากเป็น เช่น หากคุณคิดว่าฉันจะมีความสุข ถ้ารูปร่างดีกว่านี้ จงเริ่มออกกำลังกายและคุมอาหาร หรือถ้าไม่ชอบตัวเองที่เรียนไม่เก่ง จงเริ่มจัดตารางอ่านหนังสือ ขอคำแนะนำจากคนรอบข้าง เป็นต้น

หยุดโทษสิ่งรอบข้างและน้อยใจตัวเอง เอาเวลาไปลงมือทำสิ่งที่อยากทำ การคอยจดบันทึกการเติบโตจะทำให้มองเห็นข้อดีในตัวเองอย่าลืมชื่นชม พร้อมขอบคุณในความพยายามในทุกๆ วัน 


3. ดึงตัวเองให้แจ่มใสอยู่เสมอ

หลายคนจำไม่ได้แล้วว่าหัวเราะสุดเสียงแบบไร้กังวลครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งโตขึ้น ภาระความรับผิดชอบยิ่งหนักขึ้น จนเสียงหัวเราะเบาลง มาเอาตัวเราที่เคยร่าเริงแจ่มใสกลับมากันเถอะ!

เริ่มจากรีบูสต์พลังงานด้วยการใช้เวลาอยู่คนเดียวบ้าง เช่น ไปร้านกาแฟ ไปดูหนังคนเดียว การไปกับเพื่อนก็สนุกเหมือนกัน แต่เวลาไปคนเดียวคุณจะได้ปลดปล่อยอารมณ์ ได้ใช้เวลาเอาใจใส่ตัวเองอย่างเต็มที่

ถัดมาให้ลองเขียนคำพูดวิเศษที่ช่วยให้รู้สึกร่าเริงลงไปในสมุด หรือบันทึกเป็นภาพหน้าจอมือถือ ทุกครั้งที่เหนื่อย ท้อแท้ ให้เปิดดูเพื่อเป็นกำลังใจ เช่น คำพูดวิเศษของซิสคือ “We’ll never be as young as we are now” – เราไม่มีทางกลับไปเป็นเด็กได้มากกว่าตอนนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าทุกนาทีมีค่า อย่าไปเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย

อีกวิธีที่ตรงข้ามกันคือ เขียนเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจลงในกระดาษ แล้วเอาไปเผาทิ้ง คุณจะสบายใจขึ้นอย่างแน่นอน วิธีนี้ไม่ใช่ไสยศาสตร์นะคะสาวๆ แต่เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เหมือนว่าเราเอาความไม่สบายใจทุกอย่างรวมใส่ไว้ในกระดาษให้เป็นรูปธรรม การเผาทิ้งทำให้รู้สึกเหมือนว่าความไม่สบายใจได้มอดไหม้หายไปบ้าง


4. ค่อยๆ เติมความฝันของตัวเองให้เป็นจริงทีละนิด

การได้เข้าใกล้ความฝันทีละนิดๆ เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้อยากรีบตื่นเช้าในทุกๆ วันเลยค่ะ เราทุกคนย่อมมีความฝัน ตั้งแต่เรื่องที่ทำได้ง่ายอย่างฝันอยากจะแต่งตัวด้วยชุดแฮรี่พอตเตอร์ไปเดินสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ดูสักครั้ง ไปจนถึงเรื่องที่ยากอย่างเป็นนักบินอวกาศไปเหยียบดาวดวงใหม่คนแรก ไม่ว่าความฝันจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน การได้เข้าใกล้ความฝันย่อมทำให้มีความสุข ในทางกลับกันถ้าไม่มีวี่แววว่าความฝันจะเป็นจริงได้เลย ย่อมเกิดความท้อใจและสงสัยในความสามารถของตัวเอง

วิธีที่จะช่วยให้คุณเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นคือ เริ่มจากซื่อสัตย์กับตัวเอง เล่าความฝันออกมาตรงๆ หลายคนไม่กล้าพูดถึงความฝันในชีวิต เพราะกลัวว่าถ้าทำไม่สำเร็จจะกลายเป็นเรื่องน่าอาย แต่ถ้าคุณยอมเล่าให้คนอื่นฟัง คุณจะต้องได้เจอคนมีประสบการณ์ที่สามารถให้คำแนะนำ หรือให้ความช่วยเหลือจนคุณเข้าใกล้ความฝันมากขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ให้ใช้แต่คำพูดเชิงบวกเพื่อให้กำลังใจ หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ข้อสุดท้ายเป็นเคล็ดลับจากส่วนหนึ่งของหนังสือ The Power of Habbit ของดร.ชาลส์ ดูฮิกก์ ว่าหากต้องการสร้างนิสัย จงอดทนทำให้ได้ต่อเนื่อง 21 วันติด นั้นคือจำนวนวันโดยเฉลี่ยของการสร้างนิสัย เมื่อทำได้ สิ่งที่เราอดทนทำนั้นจะไม่ใช่แค่ความพยายาม แต่จะกลายเป็นนิสัยโดยธรรมชาติ เช่น อยากเป็นคนตื่นเช้า ให้อดทนตื่นเช้าต่อเนื่องให้ได้ 21 วัน หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นนิสัยไปโดยปริยายค่ะ


5. เอาใจใส่รายละเอียดในชีวิตประจำวันของเรา

โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกวัน ทำให้เราเร่งรีบตามจนหลงลืมความปราณีตในการใช้ชีวิต หลายครั้งเราตื่นมา รีบงับขนมปังปิ้งถูกๆ วิ่งขึ้นบีทีเอสเพื่อไปทำงาน เป็นการเริ่มต้นวันแบบไม่มีความสุขเอาซะเลย

ลองดูใหม่ เริ่มจากตื่นเช้าขึ้นอย่างน้อย 30 นาที ค่อยๆ ใช้เวลาอาบน้ำอย่างบรรจง เพลิดเพลินกับกลิ่นหอมของสบู่ ทานอาหารเช้าอร่อยๆ เดินทางไปทำงานอย่างไม่รีบร้อน เท่านี้ก็เริ่มต้นวันใหม่อย่างมีความสุขมากขี้นแล้ว เมื่อเริ่มต้นวันดี ทั้งวันที่เหลือก็มีแนวโน้มที่จะเจอแต่สิ่งดีๆ มากกว่าเริ่มต้นวันด้วยความหงุดหงิดนะ

นอกจากนี้จงละทิ้งความรู้สึกผิดที่ต้องตอบปฏิเสธ อย่าตอบรับทุกคำขอจนตัวเองต้องเดือดร้อน เมื่อเจอคนทำไม่ดีใส่ ให้คิดซะว่าคนเราย่อมมีข้อเสียกันทั้งนั้นแม้แต่เราเอง รวมถึงทำสิ่งดีๆ ให้คนอื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทน และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงยิ้มแย้มอยู่เสมอ


ซิสเชื่อว่าสาวๆ รู้วิธีมีความสุข มองโลกให้โชคดีในแบบตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ อารมณ์มันพุ่งปรี๊ด จะให้คิดบวกตลอดเวลาคงยาก การได้อ่านหนังสือใครมีความสุขคนนั้นชนะเป็นการเตือนสติให้มองโลกในแง่ดีมากขึ้น มองเห็นสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่เผลอมองข้ามไป ได้ทบทวนว่าความซวยบางอย่างก็มองเป็นโชคดีให้สบายใจได้เหมือนกันนะ ฉุดเราขึ้นมาจากความเศร้า ความเหนื่อยได้ เป็นหนังสือที่ทำให้มีความสุขจริงๆ ค่ะ ☺️

Leave a Reply