You are currently viewing รีวิวหนัง 6 Underground : รวมทีมจลาจล ทำภารกิจกู้ชาติจากเผด็จการ!

รีวิวหนัง 6 Underground : รวมทีมจลาจล ทำภารกิจกู้ชาติจากเผด็จการ!

#โรงหนังพันราตรี เรื่องที่ 13

6 Underground 6 ลับ ดับ โหด (2019)

เมื่อรู้ว่ามีความชั่วร้ายอยู่บนโลกใบนี้ แต่ผู้มีอำนาจจัดการกลับเพิกเฉยต่อความชั่วร้ายเหล่านั้น เป็นคุณจะทำยังไง?

สำหรับอภิมหาเศรษฐีอัจฉริยะอย่าง One (Ryan Reynold – จาก Deadpool) เขาเลือกพิพากษาความชั่วร้ายด้วยตัวเอง แม้เขาไม่ได้มีพลังวิเศษเหนือธรรมชาติแบบในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ One ก็มีสุดยอดพลังที่เกินต้านได้คือ เงิน!!! อาวุธทรงพลังที่เสกทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ต้องการ (a.k.a พลังแบทแมน) เขายังมีมันสมองอันชาญฉลาด สามารถคิดค้นเครื่องมือควบคุมแม่เหล็กรอบตัวมาใช้เป็นอาวุธได้

แต่ความชั่วร้ายบนโลกนี้มันใหญ่โตและมากมายเกินกว่าจะจัดการคนเดียวไหว One จึงรวบรวมสุดยอดคนที่มีสามารถในด้านต่างๆ มารวมทีม

Two (Mélanie Laurent – จาก Now You See Me) สาวแกร่งสายแทงค์ เป็นสายลับ CIA ที่เป็นแนวหน้าในการบู๊ของทุกภารกิจ

Three (Manuel Garcia-Rulfo – จาก The Magnificent Seven) หนุ่มมือปืนรับจ้างเลือดร้อน ไม่เคยทำตามกฏของกลุ่ม และมักก่อปัญหาในภารกิจ แต่เรื่องฆ่านี้ไว้ใจเขาได้

Four (Ben Hardy – จาก Bohemian Rhapsody) อดีตจอมโจรที่ใช้ทักษะ Parkour/Free Running โดดผาดโผนข้ามตึกในการขโมยของจากป้อมปราการแน่นหนามากนักต่อนัก จนโดน One จับได้เลยต้องยอมมาเป็นลูกมือสายซัพพอร์ตในทีม

Five (Adria Arjona – จาก Pacific Rim) คุณหมอสาวละตินสุดเซ็กซี่มีสายตาสะกดใจหนุ่มๆ ให้หลงใหล ทำหน้าที่เป็นตั้งแต่หมอประจำกลุ่มยันนางนกต่อ

Six (Dave Franco – จาก Now You See Me) นักซิ่งผู้พาเพื่อนๆ ในทีมซิ่งนรกฝ่าสถานการณ์อันเลวร้ายมานับต่อนับ

Seven (Corey Hawkins – จาก Straight Outta Compton) สมาชิกคนล่าสุดของกลุ่ม อดีตทหารสไนเปอร์ที่ไม่พอใจกับระบบการทำงานที่สกปรกของหน่วย เลยมาร่วมทีมที่ยอมให้เขาตัดสินใจเองว่าจะเหนี่ยวไกตอนไหน

ภารกิจในคราวนี้คือ ตามล่า โรวัค (Lior Raz) ทรราชย์จอมเผด็จการของประเทศเตอร์กิสถาน ปกครองประเทศด้วยความหวาดกลัว เข่นฆ่าประชาชนที่ต่อต้านอย่างไร้กฏหมาย One วางแผนที่จะกำจัดโรวัคและให้ มูรัต (Payman Maadi) น้องชายของโรวัคผู้ใฝ่ประชาธิปไตย ตรงกันข้ามกับพี่ชายอย่างสิ้นเชิง ขึ้นปกครองแทน

เนื้อเรื่องเบาๆ ไม่มีภารกิจซับซ้อน เน้นระเบิดใหญ่ตู้มต้ามสไตล์ ไมเคิล เบย์ (Michael Bay) บทช่างมัน เน้นระเบิดใหญ่ๆ ปังๆ ไว้ก่อน ทักษะคาแรคเตอร์แต่ละคนโดดเด่น น่าสนใจดี แต่กลายเป็นทำให้หนังไม่ค่อยมันส์เท่าที่ควร เพราะผสมปนเปแอคชั่นหลายแนวในทีเดียวเยอะเกิน ทั้งขับรถไล่ล่าแบบ Fast & Furious, สาดกระสุนไม่ยั้งแบบ Hitman, ปีนข้ามตึกผาดโผน Free Running และสู้ด้วยสมองเท่ๆ แบบ Ocean 8 พอกำลังจะมันส์ก็ถูกตัดด้วยการยิงมุกกระหน่ำพอๆ ระเบิดในเรื่อง เล่นเอาปรับอารมณ์ไม่ถูก

หลังๆ หนังเรื่องไหนมี ไรอัน เรย์โนล์ด ทีไร กลายเป็นแอคชั่นคอมเมดี้ทุกที สงสัยเฮียค้นพบตัวเองจากหนังเดดพูลแล้วว่านี้แหละทางที่ใช่! บทของ One เลยให้อารมณ์กวนโอ๊ยแบบเดดพูล ใช้มุกงัดประโยคเด็ดจากหนังดังมาประชันกัน ถ้าจำประโยคเหล่านั้นจากหนังได้ก็จะฮา แต่ถ้าไม่รู้จักก็จะงงๆ อิหยังวะกันไป อย่างที่ซิสฮาที่สุดคือ เอา Punchlines ของเพลง Lose Yourself – Eminem มาพูดปลุกใจหน้าตายสไตล์ไรอัน แฟนเอมมิเนมอย่างฉันทั้งขำ ทั้งเครียด 😂

ช่วงแรกเป็นแอคชั่นคอมเมดี้ ช่วงหลังดันกลายเป็นแอคชั่นดราม่า ดึงซึ้งความสัมพันธ์ของทีมนักฆ่า นอกจาก One จะมีพลังวิเศษเหมือนแบทแมน ยังคาแรคเตอร์คล้ายกันอีก ที่ไม่อยากใกล้ชิดกับใครมากไปเพราะกลัวว่าความผูกพันและความเห็นใจจะทำให้แผนล้มเหลว กลัวเสียใจหากสูญเสียใครในทีมไปด้วยแหละ ในขณะที่สมาชิกคนอื่นผูกพันกันจนมองว่า ทุกคนในทีมคือครอบครัว บอกว่าเรื่องนี้ภาคเสริม Fast & Furious ก็เชื่อนะ ฮ่าๆ

สุดท้ายนี้ สามารถดูหนังจนจบได้ด้วยพลังของนักแสดงล้วนๆ อยากดูความกวนโอ๊ยของไรอัน และความหล่อโฮกของ Four หรือ เบน ฮาร์ดี้ ผู้มีสายตาสะกดใจ มองกล้องทีละลายทะลุจอ 😍 ปล. ทีแรกจะบอกว่าพี่น้องบ้านฮาร์ดี้งานดีทั้งคู่เลย ปรากฏว่า อ้าว! เขาไม่ใช่น้องชายของ ทอม ฮาร์ดี้ (Tom Hardy) ก็แค่นามสกุลเหมือนกัน งานดีเหมือนกัน และมีสำเนียงบริติชทุ้มต่ำเซ็กซี่เหมือนกันเท่านั้นเอง (ไม่ใช่พี่น้องกันจริงเรอะ!)

Leave a Reply