สรุปคอร์สเรียน A Mini Course on Better Reading

สรุปคอร์สเรียน A Mini Course on Better Reading : 5 เทคนิคสร้างนิสัยรักการอ่าน

  • Reading time:1 mins read
  • Post category:Classroom
#StudyRoom คลาสที่ 1

A Mini Course on Better Reading

คอร์ส A Mini Course on Better Reading | โดย Brandon จาก Insider School | แพลตฟอร์ม Udemy | ราคา Free | ความยาว 30 นาที 8 บทเรียน

อยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักการอ่าน แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี แค่เปิดอ่านหน้าแรกก็หลับฝันดีแล้ว วันนี้ซิสมีเทคนิคสร้างนิสัยรักการอ่านมาฝากจากคอร์สเรียน A Mini Course on Better Reading ที่เปิดให้เรียนฟรีบน Udemy สอนโดยแบรนดอน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์การศึกษาออนไลน์ Insider School ค่ะ

1. นำสิ่งที่อ่านมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง

อาการแพ้หนังสือ เห็นปุ๊บง่วงปั๊บของหลายคนเกิดจากติดภาพตำราเรียนน่าเบื่อมาจากสมัยเด็ก ซึ่งถูกบังคับให้อ่านในเรื่องที่ไม่ได้สนใจ รวมถึงท่องจำทฤษฎีมากมายที่ไม่ได้ใช้ จึงติดภาพลักษณ์ว่า หนังสือ = น่าเบื่อ = หลับ 💤

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คุณสนุกไปกับหนังสือได้คือ นำเรื่องราวในหนังสือมาใช้ในชีวิตจริง หรือเชื่อมโยงกับชีวิตจริง เช่น คนที่สนุกไปกับการอ่านหนังสือท่องเที่ยว เพราะนำบันทึกท่องเที่ยวนั้นมาวางแผนเที่ยวของตัวเอง, คนที่สนุกกับการอ่านตำราอาหาร เพราะได้ลงมือทำอาหารตามหนังสือ, หรือคนที่สนุกไปกับการอ่านหนังสือสอนเขียนโปรแกรม Python เพราะได้ลงมือเขียนโค้ดตามบทเรียนจริงๆ

ได้ทบทวนเนื้อหา สร้างประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่อ่าน และรู้ถึงคุณค่า เพราะเราได้นำสิ่งที่อ่านมาใช้ประโยชน์จริง

2. สร้างนิสัยรักการอ่าน

ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง เช่น “ฉันจะอ่านหนังสือให้ได้ x เล่มใน x เดือน” โดยแบรนดอนแนะนำว่า หากคุณเป็นนักอ่านมือใหม่ ให้เริ่มจากเป้าหมายอ่านหนังสือให้ครบ 5 เล่มใน 3 เดือน โดยให้เลือกหนังสือที่ตัวเองสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นตำราเรียนหรือนวนิยายหนาเตอะ สามารถเลือกนิทานเด็กเล่มบางๆ หรือหนังสือบทกวีที่มีตัวอักษรน้อยก็ได้ แค่เริ่มต้นอ่านสิ่งที่ชอบ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

3. รีวิวหนังสือหลังจากอ่านจบแล้ว

การรีวิวหรือสรุปหนังสือหลังจากอ่านจบแล้ว จะช่วยตกตะกอนความคิด ทบทวนความเข้าใจและเพิ่มความผูกพันกับหนังสือมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับหนังสือเล่มนั้น รูปแบบการรีวิวหนังสือมีหลากหลายแบบ ไม่จำกัดแค่การเขียนเท่านั้น ถ้าคุณถนัดพูดมากกว่าเขียน สามารถรีวิวโดยการเล่าให้เพื่อนฟัง หรือเล่าให้ชาวเน็ตฟังผ่านการอัดคลิปลง Youtube หรือไลฟ์สตรีมก็ได้

4. อ่านน้ำอย่างรวดเร็ว ใช้เวลากับเนื้อหาสำคัญ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเบื่อการอ่านคือ เจอหนังสือที่มีแต่น้ำ มีเนื้อหาสำคัญอยู่นิดเดียว จึงรู้สึกเสียดายเวลาอ่าน ถ้าคุณเจอหนังสือแบบนั้น คุณไม่จำเป็นต้องอ่านทุกคำ หรือทุกบทหรอกนะ เลือกอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจได้ หรือสแกนอ่านเร็วๆ ในส่วนที่เป็นน้ำ แล้วใช้เวลาอ่านอย่างตั้งใจในส่วนที่เป็นเนื้อ ทำให้ประหยัดเวลาและไม่เบื่อจนเทเล่มนั้นทิ้งไปซะก่อน

ตัวอย่างเช่น หนังสือนิยาย ปกติแล้วซิสจะค่อยๆ อ่านทุกตัวอักษร เพื่อให้เห็นภาพตามจินตนาการของผู้เขียน แต่หากเจอนิยายน่าเบื่อ แต่อยากรู้ว่าจะจบยังไง ซิสจะใช้วิธีสแกนข้ามๆ ส่วนบรรยาย และตั้งใจอ่านแค่บทสนทนาของตัวละคร

5. ไม่จำเป็นต้องอ่านอย่างเดียว ‘ฟังหนังสือ’ บ้างก็ได้

หากยังไง๊ยังไง โรคแพ้หนังสือก็ยังไม่หายสักที หรือมีเวลาน้อยจนอ่านหนังสือไม่จบสักที ลองเปลี่ยนจากอ่านหนังสือมาเป็นฟังหนังสือแทน ความโชคดีในยุค Web 3.0 แบบนี้คือ ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ดีๆ มากมายในรูปแบบ audio books, podcast และวิดีโอบน Youtube รวมถึงช่องทางอื่นๆ ซึ่งให้ความรู้ดีๆ สาระครบไม่แพ้ในหนังสือเลย บางเรื่องดูวิดีโออธิบายเห็นภาพ เข้าใจง่ายกว่าหนังสือด้วย ปัจจุบันมี Podcast และยูทูปเบอร์หลายช่องที่มาสรุปหนังสือที่ตัวเองอ่านให้พวกเราฟังกัน คุณสามารถใช้เวลาช่วงเช้าตอนกำลังอาบน้ำ 10 – 20 นาที ก็ฟังสรุปหนังสือไปหนึ่งเล่มแล้ว

The more that you read, the more things you will know.
The more that you learn, the more places you’ll go.

Dr.Seuss

คนไทยแปดบรรทัด?

สมัยก่อนมีวลีหนึ่งที่ฮิตมากคือ “คนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด” จนตอนนี้ก็ยังงงๆ ว่าเริ่มมาจากไหน สำนักงานสถิติใดสำรวจไว้ หรือเป็นการจงใจกระตุ้นให้คนไทยหันมาตระหนักต่อการอ่านหนังสือมากขึ้นก็ได้ 

แต่ที่แน่ๆ เราพอจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีจากประโยคเสียดสีนี้อยู่ จากข้อมูลข่าวในกูเกิ้ล คำว่าคนไทยอ่านหนังสือ 8 บรรทัดต่อปี เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2553 แต่เพิ่งจะมาบูมตอนช่วง 2555-2556 ซึ่งแฮชแท็กเด็ดอีกอัน #ยาวไปไม่อ่าน ก็เริ่มมาจากปี 2556 ไม่ว่าชาวไทยจะใช้แฮชแท็กนี้เพื่อความขำขัน หรือเสียดสี ผลลัพธ์คือ อัตราเฉลี่ยการอ่านหนังสือของประชากรทุกวัยเพิ่มขึ้นเป็น 81.8% ซึ่งสูงขึ้นถึง +13.20% เมื่อเทียบกับปี 2554

ที่น่าสนใจคือ วัยทำงาน (25-59 ปี) ที่อัตราการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 83.1% จากเดิม 65.7% ซิสคิดว่าเพราะคนวัยทำงานจำเป็นต้องปรับตัวตามเทรนด์โลกโซเชียลมากที่สุด และมีผลโดยตรงต่อเรื่องการอ่านมากที่สุด เด็กวัยเรียนอาจจะต้องอ่านเพื่อไปสอบ แต่คนวัยทำงานต้องอ่านให้มีความรู้โดดเด่นเพื่อความก้าวหน้าในการงาน หรือเป็นที่ยอมรับในสังคมการทำงาน

จากผลสำรวจการอ่านของประชากร ประจำปี พ.ศ. 2561 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติบ่งชี้ว่า คนไทยอ่านหนังสือ 80 นาทีต่อวัน โดย 88% เลือกอ่านหนังสือเป็นรูปเล่ม ซึ่งสูงกว่าการอ่านบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่าง E-Book, Facebook, Website ฯลฯ ถึง 12.6% เรียกได้ว่าธุรกิจหนังสือยังไม่ถึงกาลอวสานในเร็วๆ นี้แน่นอน ซิสเองก็ยังชอบอ่านหนังสือเป็นเล่มมากกว่า เพราะชอบกลิ่นกระดาษ กลิ่นของหนังสือใหม่ 😂 แต่ถ้าวันใด Kindle สามารถสร้าง E-Book แบบ 4D มีกลิ่นกระดาษลอยออกมาจากแท็บเล็ตได้นี้คงล้ำน่าดู

  • 1
    Share
  • 1
    Share

Leave a Reply