จะดีแค่ไหนถ้าคุณสามารถทำเงินได้ แม้ในเวลาที่คุณไม่ได้ทำงาน
ในยุคที่เงินเฟ้อแซงหน้า ค่าครองชีพพุ่ง ทุกอย่างแพงขึ้นหมด ยกเว้นรายได้ของคุณ ถึงจะทำงานหนักขึ้น แต่เงินเดือนเท่าเดิม
การมีรายได้หลายทางจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น ทางรอด ของพวกเรา แล้วหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนชอบทำคอนเทนต์คือ…
Affiliate Marketing
Affiliate Marketing สร้างรายได้แม้ตอนคุณหลับ
หากคุณชอบทำคอนเทนต์ ชอบขายของแต่ไม่อยากลงทุน คงจะไม่มีวิธีหาเงินไหนสนุกไปกว่า Affiliate Marketing หรือ นายหน้าขายของออนไลน์ แล้ว
ระบบของ Affiliate Marketing ก็เรียบง่าย:
- คุณแนะนำสินค้า
- มีคนซื้อสินค้าผ่านลิงก์ของคุณ
- คุณรับค่าคอมมิชชั่น
ความสนุกคือ คุณเลือกที่จะขายอะไรก็ได้! ตั้งแต่สินค้าแฟชั่น ของใช้ในบ้าน อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยว คอร์สเรียนออนไลน์ ประกัน ไปจนถึงบัตรเครดิต
ไม่ต้องมีสินค้าเอง ไม่ต้องบริการลูกค้า ไม่ต้องส่งของ แค่แชร์ลิงก์ แล้วรอรับเงิน
ที่สำคัญระบบนี้สามารถทำงานให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง สร้างรายได้แม้ในตอนที่คุณหลับ เที่ยว หรือทำงานประจำอยู่
ขอพามาชมตัวเลขกันสักหน่อย Bangkok Post คาดการณ์ว่า Affiliate Marketing ในไทยจะโตขึ้นอีก 50% ในปี 2025 จากมูลค่า 555 ล้านบาท ซึ่งมาจากเทรนด์การช้อปปิ้งบน TikTok Shop ที่มีการปักตะกร้าและมูลค่าการขายสินค้าที่สูงขึ้น
แล้วตัวเลขนี้เกี่ยวกับคุณยังไง?
หมายความว่า ร้านค้าต่างๆ หันมาทำ Affiliate Marketing กันมากขึ้น เต็มใจจ่ายค่าคอมมิชชั่นมากขึ้น และคุณก็มีโอกาสทำเงินจาก Affiliate มากขึ้นเช่นกัน
เราทำเงิน 10,000+ บาท จากคลิปเดียวบน TikTok ได้ยังไง?
เราทดลองทำ Affiliate Marketing มาตั้งแต่ยังเป็น First Jobber เพราะออฟฟิศแรกของเราเป็นแพลตฟอร์ม Affiliate ชื่อดังค่ะ เลยขอเอาความรู้จากงานมาลองสร้างตัวบ้าง โดยแปะลิงก์แนะนำสินค้าแบบขำขันไม่จริงจัง รายได้ก็เลยขำขันไปด้วย หลักร้อยนิดๆ และไม่ได้มีเข้ามาทุกเดือน จึงเลิกทำไป
จนกระทั่งการมาถึงของ TikTok แพลตฟอร์มที่คอนเทนต์ของคุณดังได้ โดยไม่ต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ต้องมีผู้ติดตามเยอะ
สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับเรามาแล้ว
@sisacademy.blog บ้านเหมือนโดนพายุซัด (พายุงานใหม่) 🫠 พอได้เห็นบ้านกลับมาเป็นระเบียบอีกครั้ง ก็รู้สึกดีขึ้นว่าเราสามารถจัดระเบียบงานและชีวิตแบบนี้ได้เหมือนกัน 🧹🫧🧽 #housecleaning #productivity #คอนโดสองชั้น #คอนโด
♬ 티라미수 케익 – 위아더나잇
วันหนึ่งเราโพสต์วิดีโอ Big Cleaning Day เกี่ยวกับการจัดบ้าน ตั้งใจเก็บไว้เป็นความทรงจำ (ครั้งหนึ่งบ้านฉันเคยรกจนอยู่ไม่ไหว) คลิปนั้นกลายเป็นไวรัล ยอดวิวทะลุ 1 ล้าน ใน 1 เดือน
คนเริ่มถามหาพิกัดไอเทมแต่งบ้านในคลิป เราเลยแปะโค้ด Shopee Affiliate ไว้ในคอมเมนต์ พอจบเดือนก็มีค่าคอมมิชชั่น 10,000+ บาท โอนเข้ามาในบัญชี ไม่ต้องพูดขายของ แค่ทำคอนเทนต์ที่ชอบแล้วแนะนำสินค้า
ความรู้สึกที่ตื่นมาในตอนเช้า เปิดเข้าแอป Shopee แล้วเห็นว่ามีรายได้จาก Affiliate เข้ามาตอนที่เรากำลังหลับฝันหวาน มันทำให้เช้านั้นสดใสมาก
ถึงแม้ว่าหลังจากคลิปนั้นหมดกระแส รายได้ลดลงเหลือหลักร้อย แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเห็นโอกาสว่า ถ้าวางระบบ Affiliate Marketing ดีๆ เราสามารถเปลี่ยนคอนเทนต์ให้กลายเป็นเครื่องผลิตเงิน 24/7 ได้
วิธีสร้างรายได้จาก Affiliate Marketing

การแปะลิงก์แนะนำสินค้านั่นง่าย แต่ความท้าทายคือ…
คุณจะทำยังไงให้คนเห็นคอนเทนต์ของคุณ คลิกลิงก์ และซื้อสินค้าผ่านคุณตลอด?
การสแปมลิงก์ใต้โพสต์ดังๆ ของคนอื่น หรือโพสต์คอนเทนต์ทุกวัน ก็ไม่ได้ผลเสมอไป ยิ่งในยุคที่ แก็ง Call Center ระบาด ทุกคนต่างก็ระวังตัวจากการกดลิงก์ของคนแปลกหน้า
แนะนำให้คุณเริ่มต้นจากตั้งเป้าหมายรายได้ต่อเดือนจาก Affiliate แล้วแยกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ตามภาพข้างบน แล้วคุณจะเห็นแนวทางชัดขึ้นว่า ควรเลือกสินค้าแบบไหน ราคาเท่าไหร่ %ค่าคอมมิชชั่นเท่าไหร่ และต้องโพสต์กี่ครั้ง ผ่านช่องทางไหน เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายรายได้ที่ต้องการ
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ต้องการทำให้คุณปวดหัว หรือรู้สึกยุ่งยาก แต่เพื่อให้คุณเห็นภาพว่า ยังมีกลยุทธ์เพิ่มรายได้จาก Affiliate อีกมากที่ซ่อนอยู่ นอกเหนือจากการแค่สแปมลิงก์ไปเรื่อยๆ
ถ้าคุณยังไม่รู้จะเริ่มยังไง ขอแนะนำ Affiliate Marketing Roadmap เริ่มต้นจาก 0 บาท สู่รายได้ 10,000+ บาทต่อเดือน

1. เลือกสินค้าที่ชอบ (Niche) และโปรแกรม Affiliate ที่ใช่
เลือกสินค้าที่คุณสนใจจริงๆ ให้ผู้ติดตามเชื่อถือเวลาคุณแนะนำสินค้านั้น หากนึกไม่ออก ลองเปิดดูประวัติการสั่งซื้อ ไอเทมในตะกร้า หรือไลฟสไตล์ในชีวิตประจำวัน
จากนั้นเลือกโปรแกรม Affiliate ที่เหมาะสมกับสินค้าของคุณ เช่น
Affiliate Program | จุดเด่น | เงื่อนไข |
Shopee Affiliate | • มีสินค้าทุกหมวด • โปรโมทได้ทั้งร้านเล็กและแบรนด์ • ฐานลูกค้าเยอะ ขายง่าย • ช่วงแคมเปญมีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มพิเศษ | • ไม่มีผู้ติดตามก็โปรโมตได้ • จ่ายทุกวันที่ 1 และ 16 • ถอนขั้นต่ำ 100 บาท |
Lazada Affiliate | • มีสินค้าทุกหมวดหมู่ • โปรโมทได้ทั้งร้านเล็กและแบรนด์ • ฐานลูกค้าเยอะ ขายง่าย • ช่วงแคมเปญมีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มพิเศษ | • ไม่มีผู้ติดตามก็โปรโมตได้ • จ่ายเดือนละ 2 ครั้ง ช่วงกลางเดือนและช่วงสิ้นเดือน • ถอนขั้นต่ำ 300 บาท |
TikTok Affiliate | • สินค้าราคาถูก ขายง่าย • ปักตะกร้าในคลิป TikTok ง่าย • คอนเทนต์ไวรัลได้ง่าย = เพิ่มโอกาสขาย | • มีผู้ติดตาม >1,000 คน หรือมีร้าน TikTok Shop • จ่ายทุกวันที่ 1 และ 16 • ไม่มีขั้นต่ำในการถอน |
AccessTrade | • มีแบรนด์ให้เลือกเยอะ • เช่น Klook, SHEIN, Expedia, Traveloka, HomePro, Lotus’s | • ไม่มีผู้ติดตามก็โปรโมตได้ • จ่ายทุกวันที่ 15 • ถอนขั้นต่ำ 500 บาท |
Involve Asia | • มีแบรนด์ให้เลือกเยอะ • เช่น Temu, Air Asia, Udemy, Central, King Power, AliExpress | • ไม่มีผู้ติดตามก็โปรโมตได้ • จ่ายทุกวันที่ 15 • ถอนขั้นต่ำ 80 ริงกิต (~600 บาท) |
แล้วคุณควรเลือกโปรแกรม Affiliate จากอะไรดี?
- เลือกจากสินค้าหรือแบรนด์ที่คุณอยากโปรโมท
- เลือกจากฐานลูกค้าของแพลตฟอร์ม
- เลือกจาก %คอมมิชชั่น หรือส่วนแบ่งรายได้จากการขาย
คุณสามารถเลือกได้ว่าจะขายของให้ได้ 100 ชิ้น เพื่อส่วนแบ่ง 100 บาท หรือขายของเพียง 1 ชิ้น เพื่อส่วนแบ่งที่เท่ากัน โดยคำนวณจาก
รายได้ Affiliate = ราคาสินค้า x จำนวนที่ขาย x %คอมมิชชั่น
ตัวอย่างเช่น
ราคาสินค้า | จำนวนขาย | %คอมมิชชั่น | รายได้รวม |
100 บาท | 100 ชิ้น | 1% | 100 บาท |
10,000 บาท | 1 ชิ้น | 1% | 100 บาท |
1,000 บาท | 1 ชิ้น | 10% | 100 บาท |
ทุกกรณีในตารางนี้มีรายได้รวมเท่ากัน แต่กว่าจะปิดการขายได้ต่างกัน
- กรณีแรก: สินค้าราคาถูก ขายง่าย ค่าคอมฯ น้อย ต้องปั่นออเดอร์ให้ได้จำนวนมาก
- กรณีที่สอง: สินค้าราคาแพง ขายยาก คนใช้เวลาคิดนานกว่าจะซื้อ ค่าคอมฯ น้อย
- กรณีที่สาม: สินค้าราคากลาง ขายง่าย ค่าคอมฯ สูง
แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าประเภทไหน แพลตฟอร์มไหนให้คอมมิชชั่นสูงสุด?
นั่นคือสิ่งที่คุณต้องหาข้อมูล เปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นของสินค้าที่คุณอยากแนะนำ และจำนวนผู้ซื้อของแต่ละแพลตฟอร์ม
ลองคิดแบบนักลงทุน คุณคงจะไม่ใส่เงินไปในหุ้นที่ไม่รู้จัก เช่นเดียวกันกับ Affiliate Marketing คุณต้องรู้ก่อนว่าสินค้าไหนคุ้มค่า และแพลตฟอร์มไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด
เช่น สินค้าหลักของเราคือ หนังสือ หลังจากลองโปรโมทลิงก์หลายร้าน หลายแพลตฟอร์ม ก็พบว่าคนสั่งซื้อจาก ร้านนายอินทร์ มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นของนายอินทร์ในแต่ละโปรแกรมก็พบว่า
- นายอินทร์ผ่านระบบ Accesstrade = ค่าคอมฯ 5.6%
- นายอินทร์บน Shopee = ค่าคอมฯ 8%
Shopee ให้ค่าคอมฯ สูงกว่า มีผู้ซื้อเยอะกว่า และมี UX/UI ที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า ดังนั้นเราจึงเลือกโปรโมตร้านนายอินทร์บน Shopee เป็นหลัก
2. สร้างระบบคอนเทนต์ให้เป็นเซลส์ขายของแทนคุณ
ถ้าคุณอยากมีรายได้สม่ำเสมอจาก Affiliate คุณต้องสร้างระบบคอนเทนต์ ทำหน้าที่เป็นเซลส์ขายของแม้ในตอนที่คุณไม่ได้ทำงาน
เมื่อพูดถึงการทำคอนเทนต์ที่ดึงดูดผู้ติดตาม สร้าง Engagement และทำรายได้ ขอแนะนำเทคนิคจาก Dan Koe ครีเอเตอร์สาย One Person Business ที่ทำรายได้กว่า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเขาแบ่งปันเทคนิคดีๆ ไว้เยอะมาก สามารถศึกษาได้จาก YouTube หรือ Blog ของ Koe ได้เลยค่ะ
เทคนิคหนึ่งที่เราชอบคือ ผสม Bite-sized content กับ Long-form content
- Bite-sized content: คอนเทนต์สั้น ย่อยง่าย เช่น TikTok, IG Reels, X (Twitter), Threads สามารถดึงดูดคนให้สนใจ เพิ่มการมองเห็นได้มาก ปิดยอดขายจาก Affiliate ได้ไว แต่รายได้ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับกระแสของโพสต์
- Long-form content: คอนเทนต์ยาว ดึงดูดให้คนใช้เวลากับคอนเทนต์นานๆ เพื่อสร้างฐานแฟนคลับ เช่น บทความบนเว็บไซต์, วิดีโอ YouTube เน้นทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้คอนเทนต์ติดการค้นหาหน้าแรกบน Google แม้ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ถ้าติดอันดับแล้ว ก็สร้างรายได้ต่อเนื่อง
ถ้าคุณทำคอนเทนต์รีวิวของแต่งบ้าน คุณสามารถทำ 1 คอนเทนต์ หลายรูปแบบ กระจายหลายแพลตฟอร์มได้ เช่น
- ทำวิดีโอยาวรีวิวบ้านต้อนรับคริสต์มาสบน YouTube
- ตัดคลิปไฮไลต์สั้นลง TikTok, IG Reels, Facebook video
- เขียนเล่าเรื่องบ้าน พร้อมแนะนำไอเทมแต่งบ้านลง Blog
- เลือกไฮไลต์สั้นๆ จากบล็อกมาโพสต์ลง Facebook, X และ Thread
คอนเทนต์เดียว แต่เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากทุกช่องทาง
3. เพิ่มยอดเข้าชม = เพิ่มยอดขาย
ก่อนอื่นขอแนะนำ Affiliate Funnel หรือเส้นทางสร้างรายได้จาก Affiliate คือ
ยอดเข้าชม (Traffic) → คำสั่งซื้อ (Conversions) → ยอดขาย (Sales) → ค่าคอมมิชชั่น (Commissions)
ต่อให้คอนเทนต์ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีคนเห็น ไม่มีคนคลิก ก็ไม่มีรายได้ ในทางกลับกัน ยิ่งคนเห็นเยอะขึ้น = โอกาสขายได้เยอะขึ้น
วิธีเพิ่มยอดเข้าชมมี 2 แบบ:
- Organic Traffic: ฟรี ใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ยั่งยืนกว่า เช่น การทำ SEO, โซเชียลมีเดีย, อีเมลมาร์เก็ตติ้ง ช่องทางที่เราแนะนำเป็นพิเศษคือ Pinterest โดยยอดเข้าชมเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของ Sis Academy มาจาก Pinterest เป็นหลัก เหมาะสำหรับการแชร์คอนเทนต์ทุกรูปแบบ ทั้งบทความ รูปภาพ วิดีโอ
- Paid Traffic: เห็นผลไวแต่ต้องจ่ายเงิน เช่น การยิงโฆษณาบน Facebook, Google และ TikTok
หากคุณไม่อยากลงทุน เริ่มจากสร้าง Organic Traffic ก่อนก็ได้ แต่เมื่อเริ่มมีรายได้แล้ว เราแนะนำให้แบ่ง 20-30% ของรายได้ Affiliate ไปยิงโฆษณา เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้ช่องทางของคุณโตไว เพิ่มการมองเห็น ขยายฐานผู้ติดตาม เป็นการเพิ่มโอกาสขายในระยะยาว
จ่ายเพียงหลักร้อย ก็เข้าถึงกลุ่มคนได้ 1,000 – 10,000 reaches เมื่อคุณคิดว่าช่องทางของคุณมีฐานผู้ติดตามที่มั่นคงแล้ว จะหยุดยิงโฆษณาและทำแต่ Organic Traffic ก็ได้
กับดัก Algorithm ถูกปิดกั้นการมองเห็น
ปัญหาของการทำ Affiliate บนโซเชียลมีเดียคือ โพสต์ที่แปะลิงก์มักมียอด Reach ต่ำกว่าปกติ เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลไม่อยากให้คนออกจากระบบไปเว็บไซต์อื่น
นี่คือเหตุผลที่คุณควรสร้างทั้ง Bite-sized และ Long-form content ควบคู่กัน รวมถึงทำช่องทางส่วนตัว เช่น เว็บไซต์ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกจำกัดการมองเห็นโดยแพลตฟอร์มต่างๆ
แต่โซเชียลมีเดียก็ยังเป็นช่องทางที่สร้างโอกาสอยู่
คำแนะนำคือ อย่าแปะลิงก์ Affiliate ไว้ในโพสต์ตั้งแต่แรก ให้โพสต์มียอด Reach และ Engagement ก่อน แล้วค่อยใส่ลิงก์ในคอมเมนต์เมื่อมีคนถามถึงสินค้าในวิดีโอ เหมือนกับคลิปจัดบ้านของเรา
การเสียภาษีจากรายได้ Affiliate
บางคนอาจมองว่ารายได้จาก Affiliate นั่นเล็กน้อย และเรื่องภาษีก็ยุ่งยากเกินไปจนละเลย แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าคุณถูกปรับย้อนหลัง คุณอาจจะเสียเงินมากกว่ารายได้ที่ได้ และการยื่นภาษีย้อนหลังก็ยุ่งยากกว่ายื่นตั้งแต่แรกอีก
ถ้าคุณสามารถสร้างรายได้ 10,000+ ต่อเดือนจาก Affiliate ได้ การทำความเข้าใจภาษีก็ไม่ยากเกินความสามารถของคุณเลย
คุณสามารถศึกษาการเสียภาษีจากรายได้ Affiliate ที่ Easy Sunday เลยค่ะ ครบถ้วน เข้าใจง่าย โดยขอสรุปเรื่องสำคัญเกี่ยวกับภาษีดังนี้:
- รายได้จาก Affiliate = รายได้ที่ต้องยื่นภาษี
- ยื่นรายได้ในหมวดเงินได้พึงประเมิน มาตรา 40(2)
- หากรายได้รวม (รายได้จาก Affiliate + รายได้อื่นๆ) ไม่เกิน 150,000 บาท/ปี → ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแสดงรายได้
- หากรายได้รวมเกิน 150,000 บาท/ปี → ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
- หากไม่มีเงินเดือน มีแต่รายได้จาก Affiliate สามารถหักค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000 บาท)
- หากมีเงินเดือน ต้องนำรายได้จาก Affiliate ไปรวมกับเงินเดือน และไม่สามารถหักค่าใช้จ่าย 50% ได้
โพสต์ลิงก์แรก (และอีกหลายลิงก์) ให้คอนเทนต์ทำเงินแทนคุณ
ถ้าให้สรุปเนื้อหาทั้งหมด คุณสามารถเปลี่ยน 0 บาท เป็น 10,000 บาท หรือ 100,000 บาทจาก Affiliate Marketing ได้ โดยไม่ต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ไม่ต้องมีผู้ติดตามเยอะ
แค่มีระบบคอนเทนต์ที่ดีเป็นเซลส์ขายของแทนคุณ
- สินค้าแบบไหนที่ขายได้ง่าย
- แพลตฟอร์มไหนให้ผลตอบแทนดีที่สุด
- กลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่ที่ช่องทางไหน
- คอนเทนต์แบบไหนดึงดูดให้คนคลิก
แต่ระบบไม่ได้เกิดขึ้นเอง คุณต้องเป็นคนสร้างมัน
การวางระบบที่ดีต้องใช้เวลา ทดลอง และเก็บข้อมูล แต่เมื่อมันเริ่มทำงานแล้ว มันจะกลายเป็นรายได้ที่ไม่ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดของคุณ
- โพสต์ลิงก์แรก (และอีกหลายลิงก์) ของคุณวันนี้
- ทดลอง เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล
- ทำซ้ำในสิ่งที่ได้ผล
ทุกคอนเทนต์คือ Asset ที่สร้างรายได้ แม้ในวันที่คุณหยุดทำงาน
คุณเลือกได้ว่าจะเป็นคนที่แปะลิงก์โปรโมตสินค้าทั่วไป หรือเป็นคนที่สร้างระบบที่ทำเงินให้คุณตลอด 24 ชั่วโมง