20210425_Becoming Michelle Obama

สรุปหนังสือ BECOMING : มิเชลล์​ โอบามา

เล่มที่ 15

BECOMING

เด็กสาวจากชุมชนยากจนและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ดิ้นรนต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาค่อนชีวิต จนกลายเป็นผู้นำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่คนยากไร้และเด็กๆ ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งผิวดำคนแรกของสหรัฐอเมริกา”

หนังสือออกมาหลายปีแล้วแต่ซิสเพิ่งมีโอกาสได้อ่านเพราะเคยตัดสินหนังสือจากนามสกุลว่า โอ๊ะ หนังสือของมิเชลล์ ‘โอบามา’ คงเล่าชีวิตในทำเนียบขาว การเมืองล่ะมั้ง ปรากฏว่าไม่ใช่เลย นี่ไม่ใช่เรื่องราวของ ‘คุณนายโอบามา’ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ ‘มิเชลล์ โอบามา’ เด็กสาวผิวดำจากชุมชนยากจน ผู้เป็นนักสู้มาทั้งชีวิต

อ่านจบแล้วบอกได้แค่ว่า มิเชลล์คือนักสู้! สู้ยิบตา ชอบแข่งขันกับตัวเอง มักถามตัวเองว่า ฉันดีพอหรือยัง?​ นิสัยนี้ทำให้เธอเป็นเด็กหัวกะทิของห้องเรียน จบปริญญาตรีสองใบจากเครือ Ivy League สร้างฐานะให้ตัวเองและครอบครัว ประสบความสำเร็จในโครงการเพื่อสังคมมากมายตั้งแต่ยังไม่เข้ามาอยู่ในแวดวงการเมือง ช่วยเหลือคนยากไร้ให้เข้าถึงสวัสดิการรัฐได้มากขึ้น ส่งเสริมให้เด็กๆ ได้รับการศึกษาและโภชนาการที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ครอบครัวทหารหางานง่ายขึ้น แถมยังมีครอบครัวที่น่ารักอบอุ่นด้วย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ลองมาดูเรื่องราวของสาวน้อย ‘มิเชลล์ โรบินสัน’ กันค่ะ

อนาคตเริ่มต้นที่ครอบครัว

เปิดเล่มมาจะเล่าถึงมิเชลล์สมัยเด็กค่ะ ทั้งซึ้งและสะเทือนใจ เพราะเป็นยุค 60s – 70s ที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงกว่าสมัยนี้มากๆ โดยเฉพาะเรื่องเหยียดผิว สิทธิไม่เท่าเทียมของคนผิวดำและเพศหญิง อ่านไปหดหู่ไป แต่ก็ได้ความอบอุ่นจากครอบครัวโรบินสัน บทนี้สอนให้รู้ว่า ‘ความสุขของครอบครัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สิน พ่อแม่ตางหากคือปัจจัยสำคัญ

พ่อแม่ของมิเชลล์ที่คอยสนับสนุนพี่ชายและเธอในทุกๆ ด้านมาตลอด

มิเชลล์เติบโตขึ้นในอพาร์ทเมนต์เช่าเล็กๆ ย่าน South Side, Chicaco ซึ่งนับว่าเป็นชุมชนยากจนและอันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา ได้เห็นการเสื่อมถอยรอบๆ บ้านตามยุคสมัย เพื่อนร่วมชั้นอนุบาลมีทั้งเด็กผิวขาวและผิวดำปะปนกันไป แต่ผ่านไปไม่กี่ปี พอขึ้นชั้นประถมก็เหลือแต่เด็กผิวดำแล้ว เพราะครอบครัวผิวขาวที่มีเงินต่างย้ายหนีไปอยู่ชนบทที่คุณภาพชีวิตดีกว่า บ้านมิเชลล์เคยขับรถไปเยี่ยมเพื่อนผิวดำที่ย้ายไปชนบท แวดล้อมด้วยคนผิวขาว เมื่อออกมาจากบ้านเพื่อนก็พบว่า รถของพ่อถูกขีดเป็นรอยยาว ส่งเสียงชัดเจนว่า “ที่นี่ไม่ต้อนรับคนผิวสี” สิ่งที่พ่อทำก็เหมือนกับคนดำในสมัยนั้นทำกันคือ ส่ายหัวเล็กน้อยและขับรถออกไปเงียบๆ

คนผิวดำถูกเหยียดและถูกกีดกันสิทธิต่างๆ อย่างเปิดเผย โดยเฉพาะรุ่นพ่อแม่ของเธอขึ้นไปถูกจำกัดอาชีพ การศึกษา และรายได้

ถึงแม้มิเชลล์จะเกิดมาพร้อมกับข้อเสียเปรียบที่สังคมตั้งขึ้นมาคือ ผู้หญิง-ผิวดำ-ยากจน แต่นั้นไม่ได้ทำให้เธอมีความสุขน้อยกว่าใครๆ พ่อแม่ดูแลพี่ชายและเธอด้วยความอบอุ่น กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาเสมอ ว่างๆ ก็มาร้องเพลงเต้นรำด้วยกัน คอยสนับสนุนสิ่งที่ลูกๆ ชอบ ไปเชียร์ลูกชายแข่งบาส ชื่นชมเวลาลูกสาวเล่นเปียโน อีกคุณสมบัติที่สำคัญคือ พ่อแม่ของเธอเป็นผู้ฟังที่ดีมาก โดยเฉพาะแม่ที่มิเชลล์สามารถคุยได้ทุกเรื่อง เพราะแม่ไม่เคยตัดสินตัวเธอ รับฟังเงียบๆ ออกความเห็นเล็กน้อย และปล่อยให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองอย่างเชื่อใจ

ผลักดันตัวเองด้วยการศึกษา

สิ่งที่เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของมิเชลล์ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริงคือ “การศึกษา” การจบปริญญาตรีสองใบจากมหาวิทยาลัยเครือไอวีลีคอย่างพรินซ์ตันและฮาวาร์ดช่วยให้เธอได้งานที่ดี เงินเดือนหรูหรา สร้างฐานะให้ครอบครัว รวมถึงรายล้อมไปด้วยสังคมที่ดี เพื่อนที่ไม่แบ่งแยกสีผิวหรือเพศ มีความภาคภูมิใจ รวมถึงได้เจอหนุ่มรุ่นน้องแสนฉลาด เต็มไปด้วยสเน่ห์ที่กลายมาเป็นครอบครัวเดียวกันจนถึงทุกวันนี้

“การศึกษาส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้นและไปได้ไกลกว่าคนรุ่นก่อน จงใช้โรงเรียนให้เป็นประโยชน์” นั้นคือสิ่งที่ครอบครัวสอนเธอมา มิเชลล์มักบอกเด็กรุ่นหลังว่า “เธอเป็นคนสำคัญ” “เธอทำได้” เป็นคำง่ายๆ ที่เต็มไปด้วยพลังซึ่งเธอมักได้รับในสมัยเด็ก จนเป็นแรงผลักดันให้เธอมายืนอยู่จุดนี้ได้

บทนี้สอนให้เรารู้ว่า “การที่มีเงินน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีการศึกษาที่ดีไม่ได้

เมื่อครั้งมิเชลล์เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เธอรับจ้างดูแลเด็กไปด้วยเพื่อที่จะไม่รบกวนเงินจากทางบ้าน

จากประสบการณ์ของมิเชลล์ ผู้ใหญ่รอบข้างเป็นตัวแปรสำคัญต่อการศึกษามาก ทั้งพ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่รอบตัวอย่างญาติพี่น้อง พ่อแม่เพื่อน เพื่อนบ้าน เธอโชคดีมากๆ ที่รายล้อมไปด้วยผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนการศึกษาและช่วยเธออย่างเต็มที่

เริ่มจากคุณพ่อซึ่งป่วยเป็นโรคปลอกประสาทอักเสบจนต้องนั่งรถเข็น แต่ก็ไม่เคยขาดงานแม้แต่วันเดียว ไม่ยอมไปรักษาที่โรงพยาบาล เพราะต้องการเก็บเงินไว้ให้ลูกทั้งสองได้เรียนจนจบปริญญาตรี อนาคตของลูกมาก่อนสุขภาพตัวเอง

คุณแม่เองก็เป็นนักสู้เพื่ออนาคตของลูก สมัยประถมมิเชลล์เคยบ่นเรื่องที่ครูประจำชั้นปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจการสอน วันต่อมาแม่ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับครูใหญ่ ในที่สุดก็จัดตั้งห้องเรียนพิเศษสำหรับเด็กหัวกะทิของแต่ละชั้นให้เรียนรวมกัน ซึ่งมิเชลล์ก็ได้ย้ายมาเรียนห้องนี้ มีครูที่ใส่ใจ ดูแลให้คำปรึกษา เป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรากฐานให้เธอรักการเรียนมาจนถึงทุกวันนี้

ตัวมิเชลล์ก็เป็นนักสู้เช่นกัน ช่วงจบม.ปลาย เธอตั้งใจจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันตามพี่ชาย แต่ครูแนะแนวซึ่งไม่แม้แต่จะอ่านใบสมัครของเธอ พูดดักทันทีว่า “เธอไม่เหมาะกับที่นั่นหรอกนะ” ก่อนจะพูดชื่อมหาวิทยาลัยสำหรับคนผิวดำขึ้นมาแทน มิเชลล์เจ็บใจแต่ไม่ยอมแพ้ เธอเดินหน้าต่อจนได้เรียนที่พรินซ์ตันสมใจอยากซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ในยุค 70s มีนักศึกษาผิวดำที่พรินซ์ตันไม่ถึง 5% ยิ่งเป็นผู้หญิงผิวดำยิ่งมีน้อยจนรู้จักกันทุกคน

สรุปแล้วการที่มิเชลล์ประสบความสำเร็จในด้านการเรียนได้เป็นเพราะมีพ่อแม่ที่สนับสนุน มีครูที่ใส่ใจ ให้อิสระ รวมถึงตัวเธอที่รักการเรียนและไม่ยอมแพ้ เธอให้เคล็ดลับการเรียนไว้ว่า “ใช้เวลา(เรียนเอง)เพิ่มนอกห้องเรียน, ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น, ทำให้สม่ำเสมอและไม่ผัดวันประกันพรุ่ง”

ทำตามแพชชั่น มองโลกในแง่ดีอย่างไม่ไร้เดียงสา

สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกเชื่อมโยงกับมิเชลล์คือ ความรู้สึกอยากทำงานเพื่อสังคม ซึ่งมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพราะความยากจนและความไม่เท่าเทียม อย่างพ่อของมิเชลล์ไม่ได้รักษาตัวอย่างต่อเนื่องจนต้องพิการและเสียชีวิตเพราะเข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ ทำให้เธอไม่อยากให้คนอื่นๆ ต้องเจอเรื่องร้ายที่มันแก้ไขได้แบบเดียวกัน แต่อย่างที่รู้กันว่างานเพื่อสังคมรายได้น้อยมาก เธอต้องชั่งใจว่าจะยอมสละเงินเดือนหรูหรา วิวทะเลสาบ และโอกาสได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหุ้นส่วนบริษัทมาทำงานเพื่อสังคมที่รายได้หายไปครึ่งหนึ่งจริงหรือ

สุดท้ายหลังจากปรึกษากับบารัคซึ่งตอนนั้นคบหากันอยู่ เขาบอกกับเธอเหมือนที่พ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวบอกเธอมาตลอดว่า “คุณทำได้” บารัคสนับสนุนให้เธอทำงานตามแพชชั่น ส่วนเขาจะแบกรับรายได้ที่หายไปครึ่งหนึ่งของเธอด้วยการทำงานสองที่ รวมถึงค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าจากงานเขียนหนังสือเอง

ซิสเชื่อว่าหลายคนเองก็อยากทำงานเพื่อสังคม แต่ติดเรื่องรายได้เช่นกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร “เราจะไปดูแลคนอื่นได้ยังไง ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้”

มิเชลล์ก่อตั้งองค์กรพับลิกอัลลายส์ (Public Allies) ซึ่งมุ่งตระเตรียมเยาวชนให้พร้อมทำงานด้านบริการสาธารณะ

บทนี้เราชอบวิธีการคิดและตัดสินใจของมิเชลล์ค่ะ ถ้าอ่านรายละเอียดในหนังสือจะเห็นว่าเธอคิดอย่างรอบคอบมาก ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตาเชื่อมั่นว่าฉันทำได้ ฉันทำดีเพื่อสังคม ก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ ตอบแทน ทั้งมิเชลล์และบารัคต่างสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน รายรับ รายจ่ายปัจจุบัน ถ้าเงินหายไปครึ่งหนึ่ง ต้องทำงานเพิ่มเท่าไหร่ หรือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นส่วนไหน แล้วงานที่ทำคุ้มค่าไหม จะหมดแพชชั่นระหว่างทางหรือเปล่า ทั้งสองคนเชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้และมีแผนการรับมือ เรียกว่า “มองโลกในแง่ดีอย่างไม่ไร้เดียงสา”

ถึงคู่ชีวิตแตกต่าง แต่ชีวิตคู่ลงตัว

หลังจากอ่านมา คู่สามีภรรยาโอบามามีส่วนที่เหมือนกันคือ จบจากฮาร์วาร์ด รักครอบครัว ชอบทำงานเพื่อสังคม อยากเห็นอเมริกาที่ดีขึ้น แต่นอกจากนั้นแทบจะเป็นขั้วตรงข้าม! มิเชลล์เป็นระเบียบเรียบร้อย บารัคเก็บของไม่เป็นที่เป็นทาง มิเชลล์ทำงานเป็นลำดับขั้นตอน บารัคมักจะข้ามขั้นตอนไปมา มิเชลล์ชอบอยู่ในโลกส่วนรวม บารัคมีโลกส่วนตัวสูง มิเชลล์ตรงเวลาเสมอ ส่วนบารัคก็สายเสมอ – ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ บารัคทำให้เรานึกถึงเชอร์ล็อก โฮสล์มผู้ชอบหมกตัวอยู่ในห้องที่รกไปด้วยกองหนังสือ ส่วนมิเชลล์เป็นเหมือนเฮอร์ไมโอนี่ที่เคร่งครัด วางแผนล่วงหน้า และทำตามเช็คลิสต์อย่างเป็นระเบียบ

“ตลอดเวลาเนิ่นนานฉันเห็นเขา (บารัค โอบามา) หายใจเข้าออกเป็นหนังสือ หนังสือพิมพ์ และแนวคิดนี่นั้นโน่น ท่าทางมีชีวิตชีวาขึ้นทันทีทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับใครสักคน แม้เศษเสี้ยวประสบการณ์หรือความรู้ใหม่ๆ ที่ได้ยิน บารัคจัดเก็บข้อมูลทุกเม็ดไว้ครบถ้วน ทำให้ฉันต้องกันพื้นที่ว่างในชีวิตคู่ของเราเอาไว้เพื่อจะอยู่ร่วมกับมัน บางทีมันทำให้ฉันหงุดหงิดเหมือนไม่มีวันจบ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธนิสัยนี้ในตัวเขาได้เช่นกัน”

นิสัยที่ต่างกันเป็นสเน่ห์ดึงดูด แต่เมื่อต้องอยู่ร่วมกันนานๆ ก็กลายเป็นอุปสรรคได้เช่นกัน สำหรับบทนี้ซิสชอบวิธีการปรับตัวในชีวิตคู่ของคู่สามีภรรยาโอบามาค่ะ “ชีวิตคู่คือการเสียสละ ผ่อนผัน ผลัดกันตามใจอีกฝ่าย ตักตวงเวลาที่อยู่ด้วยกันให้เต็มที่

ขอยกตัวอย่างปัญหาคลาสสิกที่คุณนายโอบามาก็เคยเผชิญอย่างคำว่า “ใกล้ถึงแล้วนะ” จุดนี้แอบขำแรงเพราะมันใกล้ตัวเรามาก เชื่อว่าทุกคนต้องมีเพื่อนสักคน (หรืออาจเป็นเราเอง) ที่ชอบพูดว่า ใกล้ถึงแล้วนะ แต่จริงๆ คือเพิ่งตื่น 😂 บารัคชอบพูดว่าใกล้ถึงบ้านแล้ว แต่มาถึงจริงก็หลายชั่วโมงหลังจากนั้นเพราะแวะทำธุระโน้นนี่นั่น ทำให้มิเชลล์ที่รอกินข้าวพร้อมลูกๆ ต้องหงุดหงิดเสมอจนบางครั้งทะเลาะกัน

วิธีแก้ปัญหาของเธอคือ เริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองก่อนเลย บารัคมีนิสัยสไตล์คนฮาวาย ใจเย็น ชิลจัด ดังนั้นเวลาทะเลาะกัน เธอมักจะโมโหอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้ายก็กินข้าวไม่อร่อย เข้านอนอย่างไม่มีความสุข จะโกรธให้แย่กับสุขภาพตัวเองไปทำไม จากนั้นก็กำหนดเวลากินข้าวเย็น ส่งลูกๆ เข้านอนขึ้นมา บารัคจะมาทันหรือไม่ก็แล้วแต่ เขาต้องเป็นฝ่ายตามครอบครัวให้ทันบ้างแล้ว วิธีนี้ทำให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น เธอและลูกๆ ไม่ต้องรอเก้อ ส่วนบารัคก็วางแผนเวลาเดินทางได้ง่ายขึ้น หากติดพันงานนานเกินก็แจ้งที่บ้านได้ ไม่ต้องคาดเดาว่าภรรยาและลูกๆ ยังรออยู่ไหม

นอกจากนี้การเป็นคนรักไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับอีกฝ่ายทุกอย่าง เพียงแต่ต้องจริงใจต่อกัน มิเชลล์พูดอย่างตรงไปตรงมาเสมอว่า “ฉันไม่เห็นด้วยที่คุณทำงานการเมือง” แม้เราทุกคนต่างรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วว่าการไม่เห็นด้วยของเธอถูกปัดตกไป ไม่ใช่ว่าบารัคไม่ฟังเธอ แต่เขาสามารถหาเหตุผลมาอธิบายทุกข้อกังวลของมิเชลล์ได้ เธอถึงได้ยอมใจอ่อน แม้จะยังไม่เห็นด้วย แต่มิเชลล์ก็สนับสนุนดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามีได้ทำสิ่งที่อยากทำได้อย่างไร้กังวลเรื่องในบ้าน

เลือกที่จะเป็นมากกว่านั้น

มาถึงพาร์ทสุดท้ายแล้ว พาร์ทนี้กินไปเกือบครึ่งเล่มค่ะ เป็นเรื่องหลังจากที่บารัค โอบามาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา มิเชลล์ โอบามาจึงได้ตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งอัตโนมัติ ตำแหน่งนี้มาพร้อมกับอภิสิทธิ์มากมาย เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอและลูกๆ ได้รับมีเพื่อให้ประธานาธิบดีสามารถทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัว

Let Girls Learn เป็นหนึ่งในโครงการที่มิเชลล์ริเริ่มตอนดำรงตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มุ่งเน้นให้การศึกษาเด็กหญิงในต่างประเทศ

แม้ตำแหน่งนี้จะไม่มีหน้าที่ระบุไว้ แต่มิเชลล์ก็เลือกใช้สิทธิที่ได้มาสานต่องานเพื่อสังคม ขยายมันออกไปให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นโครงการจากประสบการณ์ส่วนตัว เช่น สิทธิของคนยากจน คนผิวดำ ชนกลุ่มน้อย ผู้หญิง การศึกษาในโรงเรียน เป็นต้น เพราะเธอมี Insight จากปัญหาเหล่านี้ จึงสามารถเป็นปากเป็นเสียงได้อย่างเต็มที่และสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนั้นเธอยังมุ่งเน้นช่วยเหลือครอบครัวทหาร เพราะช่วงที่ช่วยสามีหาเสียงเลือกตั้ง เธอมีโอกาสได้คุยกับครอบครัวทหารมากมายจนได้รู้ถึงความลำบากหลายอย่าง โดยเฉพาะการย้ายที่อยู่ตามสามี/ภรรยาไปประจำการที่ต่างๆ แล้วหางานทำได้ยาก เพราะไม่สามารถทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งได้นาน รวมถึงใบอนุญาตทำงานแต่ละรัฐก็ต่างกัน เมื่อเธอได้เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ก็ได้ลงมือช่วยเหลือจริงๆ จนช่วยให้ครอบครัวทหารและทหารผ่านศึกหางานได้ง่ายขึ้น

มีคนรักก็ต้องมีคนชังเป็นเรื่องธรรมชาติ มีคำสอนคนผิวดำที่บอกต่อๆ กันมาว่า “พวกเราต้องทำดีสองเท่า เพื่อให้ได้รับการยอมรับแค่ครึ่งเดียว” ถึงมิเชลล์จะตั้งใจทำงาน แต่ก็มิวายโดนแซะ ที่เธอเจ็บใจคือถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องไร้สาระ พวกเขาไม่สนใจว่าเธอทำงานอะไร แต่สนใจเสื้อผ้าหน้าผมของเธอ ต้นแขนของเธอก็ถูกหยิบยกมาวิจารณ์ได้ ช่วงแรกเธอเก็บเรื่องเหล่านี้มาคิดแล้วคิดอีกจนทุกข์ใจ แต่สุดท้ายก็บอกว่า “หลังจากโดนโจมตีเรื่องภาพลักษณ์ จนหมดสภาพทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ก็ลองเป็นตัวของตัวเอง จนเริ่มสนุกสนาน รู้สึกใจกว้างและมองในแง่บวกมากขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้จากชาวอเมริกันที่ได้พบเจอทั่วประเทศ”

มิเชลล์ก้าวข้ามคำติที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร ส่วนคำวิจารณ์ไหนที่จริงเธอก็ยอมรับและนำมาปรับตัว สนุกไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่และประสบการณ์รอบตัว

ที่จริงพาร์ทนี้ยังมีอะไรดีๆ อีกเยอะ ซิสอ่านแบบคร่าวๆ เร็วๆ เพราะส่วนตัวไม่ได้สนใจเรื่องในทำเนียบขาวเท่าไหร่ แต่ในมุมคนที่ไม่ได้สนใจก็ยังรู้สึกว่ามีเรื่องแปลกใหม่ให้เรียนรู้จากบทนี้มากมาย ถ้ามีเวลาก็จะกลับไปอ่านดีๆ อีกรอบ

ประโยคที่ชอบจากหนังสือ

  • ควบคุมสิ่งที่เราสามารถคุมได้ในชีวิต
  • เวลาคือของขวัญที่เรามอบให้คนอื่น
  • เราจะยอมรับโลกในแบบที่มันเป็น หรือจะลงมือทำให้โลกเป็นแบบที่ควรเป็น
  • ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
  • ถ้าไม่ออกไปนิยามตนเองอย่างชัดเจน คุณก็จะโดนคนอื่นชิงนิยามให้ก่อน อย่างไม่เป็นความจริงด้วย

Leave a Reply