สรุปหนังสือฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ

สรุปหนังสือ Do Cool Sh*t : ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ กลยุทธ์สร้างธุรกิจและใช้ชีวิตให้สุดขั้ว

#สวนหนังสือพันเล่ม เล่มที่ 38

ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ (Do Cool Sh*t)

ฉีกตำราธุรกิจด้วยหลักคิดแบบ “บ้าจริง สำเร็จจริง” จากหญิงสาวที่ก่อตั้งธุรกิจครั้งแรกตอนอายุ 26 ปี ปัจจุบันก่อตั้งบริษัท 3 แห่งตั้งแต่ร้านพิซซ่า สื่อสิ่งพิมพ์และชุดชั้นใน มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านดอลล่าร์!

ขอส่งท้ายปี 2021 ด้วยหนังสือที่เต็มไปด้วยพลังอย่าง Do Cool Sh*t (ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งธุรกิจ) หรือถ้าแปลตรงตัวคือ ‘ทำเรื่องเจ๋งๆ’ ซึ่งสมกับชื่อหนังสือ เพราะมิกิ อกราวัล (Miki Agrawal) ผู้เขียนเป็นคนที่บ้าบิ่นและใช้ชีวิตได้เจ๋งจริงๆ

นี่เป็นหนังสือธุรกิจที่เต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ ฉีกตำราการทำธุรกิจแบบทั่วไป ทำการตลาดแบบกองโจร มีการพลิกแพลงซิกแซก และปรับตัวตามสถานการณ์ตลอดเวลา

เราจะได้พบกับเส้นทางการก่อตั้งธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์ของหญิงสาววัย 26 ปี ไม่มีเงินลงทุน ไม่มีประสบการณ์ แต่เธอมักรายล้อมด้วยเพื่อนฝูงอยู่เสมอ ผูกมิตรกับคนแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็ว และมีความกล้าบ้าบิ่นที่จะไขว่คว้าเป้าหมาย จนประสบความสำเร็จตามที่ฝัน

ก่อนอื่นมาดูประวัติอันโดดเด่นของผู้เขียนกันค่ะ

Miki Agrawal
Miki Agrawal (image credit: techbulllion.com)

มิกิเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อินเดีย เติบโตในแคนาดา เรียนจบจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลในเครือ Ivy League ของสหรัฐอเมริกา ระหว่างเรียนได้ไปฝึกงานที่อังกฤษ การเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่หลากวัฒนธรรมและเดินทางบ่อยๆ ทำให้เธอเป็นคนที่เปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย พูดได้หลายภาษา และชอบผูกมิตรใหม่ๆ ในทุกที่ที่ไป

สำหรับเส้นทางอาชีพ มิกิเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ 11 ขวบ อยู่ทีมเยาวชนทีมชาติ เป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัย และยังเล่นฟุตบอลให้กับสมาคมฟุตบอลหญิงแห่งนิวยอร์กควบคู่ไปกับการทำงานเป็นพนักงานธนาคาร ต่อมาเธอได้ทำงานสายโปรดิวเซอร์ในแวดวงภาพยนตร์ตามที่ฝัน จนกระทั่งมาก่อตั้งธุรกิจร้านพิซซ่าสายสุขภาพตอนอายุ 26 ปี

ปัจจุบันเธอก่อตั้งบริษัท 3 แห่ง มูลค่ารวมกันมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ ร้านพิซซ่า และชุดชั้นใน รวมถึงเคยคว้ารางวัลนักธุรกิจที่สร้างสรรค์ที่สุดแห่งปี

No Excuses ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับความฝัน

สิ่งที่ประทับใจคือ มิกิไม่เคยมีข้ออ้าง เธอมักหาวิธีสร้างสรรค์ในการคว้าสิ่งที่ต้องการมาได้เสมอ 

เช่น การขอโอกาสจากพ่อแม่เพื่อไปฝึกงานในต่างประเทศเป็นเรื่องยากมาก สิ่งที่มิกิทำเพื่อเกลี่ยกล่อมพ่อแม่คือ ทำสไลด์นำเสนอเพื่อขายแนวคิดให้พ่อแม่ยอมรับ โดยระบุข้อมูลดังนี้

  • สิ่งที่อยากทำ
  • เหตุผลที่อยากทำ 3-5 ข้อ
  • ประโยชน์ 3-5 ข้อที่คุณและอีกฝ่ายจะได้รับจากการลงทุนในครั้งนี้

อีกสถานการณ์คือ ตอนที่มิกิทำงานเป็นพนักงานธนาคาร เธอยังไม่ละทิ้งความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เธอจึงเข้าร่วมกับคัดตัวของสมาคมฟุตบอลหญิงแห่งนิวยอร์ก แต่อุปสรรคคือ ช่วงเวลาคัดตัวคาบเกี่ยวกับเวลาทำงาน และกระบวนการคัดตัวกินเวลา 2 วันต่อสัปดาห์ ยาวต่อเนื่อง 2 เดือน หมายความว่า มิกิจำเป็นต้องหายตัวไปก่อนเลิกงานเป็นเวลา 16 วัน ถึงจะเข้าร่วมการคัดตัวครั้งนี้ได้

สิ่งที่เธอทำคือ เปิดใจคุยกับหัวหน้า เล่าเป้าหมายและความสำคัญให้เขาฟัง เธอรู้ว่าหัวหน้าเองก็เคยเล่นฟุตบอลมาก่อน จึงใช้จุดนี้เชื่อมโยงกับเขา รวมถึงระบุสิ่งที่ต้องการและวิธีแก้ไขคือ เธอขอออกจากงานก่อนเวลาและจะกลับมาทำงานต่อจนครบตามชั่วโมงหลังจากคัดตัวเสร็จ

สุดท้ายมิกิก็ผ่านการคัดเลือกและได้เป็นนักกีฬาตัวจริง เธอยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับหัวหน้าได้ หลังคัดตัวเสร็จตอนสามทุ่ม เธอกลับมาทำงานต่อจนถึงตีสองไม่เคยขาดและยังรักษาคุณภาพงานไว้ได้



พาร์ทต่อไปขอสรุปวิธีการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจสุดเจ๋งแบบฉบับของมิกิ อกราวัลค่ะ

1. แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อผูกมิตร

หากคุณต้องการผูกมิตรใหม่ มีหลักการเพียง 2 ข้อดังนี้

✦ 1. กล้าที่จะแยกตัวออกจากกลุ่ม : หากคุณอยู่แต่ในกลุ่มเพื่อน คุณอาจจะพลาดโอกาสทำความรู้จักคนใหม่ๆ เพราะมัวแต่สนใจเพื่อนของคุณ อีกอย่างลองนึกดูว่าหากคุณต้องการทำความรู้จักใครสักคน ระหว่างคนที่รายล้อมด้วยกลุ่มเพื่อนตลอดเวลากับคนที่ยืนอยู่คนเดียว การเข้าหาคนที่อยู่คนเดียวอาจจะเริ่มการสนทนาได้ง่ายกว่า นอกจากนี้

  • จงแต่งตัวให้ดูดีและสะดุดตา : สำหรับคนแปลกหน้า คุณยังไม่รู้จักนิสัยใจคอของกันและกันดีพอ ดังนั้นภาพลักษณ์ภายนอกจึงสำคัญมาก
  • ยิ้มแย้มอยู่เสมอ : ดั่งคำพูดอันโด่งดังของซุปเปอร์สตาร์สาวสวยแห่งยุค 50s Marilyn Monroe ที่ว่า “A smile is the best makeup a girl could wear.” ลองนึกว่าระหว่างคนหน้านิ่วหรือหน้านิ่ง กับคนที่ยิ้มแย้มให้พลังบวก คุณรู้สึกสบายใจที่จะเข้าหาคนแบบไหนมากกว่ากัน

✦ 2. อย่าแค่สร้างเครือข่าย แต่ให้สานสัมพันธ์ :

  • การสร้างเครือข่าย คือ การแนะนำตัว คุยสัพเพเหระอย่างคุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหน ยื่นนามบัตรแล้วจบ เน้นเพิ่มจำนวนรายชื่อ แต่ไม่ได้รู้จักอีกฝ่ายเพียงพอ
  • การสานสัมพันธ์ คือ การใช้เวลาทำความรู้จักกับอีกฝ่าย ตั้งคำถามให้ตรงจุดเฉพาะบุคคล แล้วตั้งใจฟังอย่างใส่ใจ เน้นคำถามปลายเปิด เช่น คุณตื่นเต้นกับเรื่องไหนมากที่สุด, ความฝันของคุณคืออะไร ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพย่อมใช้เวลา และมีประโยชน์ต่อกันมากกว่าสร้างเครือข่ายเพียงผิวเผิน

มิกิยังแนะนำให้ใช้ระบบ BET เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์ให้มีคุณภาพขึ้น ซึ่งย่อมาจาก 

  • Bullet (ระบุออกมาเป็นข้อๆ) : ระบุสิ่งที่คุณตั้งใจจะทำ, รายชื่อคนรู้จัก, และความสัมพันธ์ โดยแยกรายชื่อระหว่าง ‘คนที่ให้พลังงาน/สร้างแรงบันดาลใจ’ และ ‘คนที่ดูดพลังงาน’
  • Eliminate (กำจัด) : กำจัดความสัมพันธ์ย่ำแย่หรือคนที่ดูดพลังงาน ไม่จำเป็นต้องเลิกคบเสมอไป เพียงแต่ใส่ใจน้อยลง และเอาพลังงานมาทะนุถนอมความสัมพันธ์ที่ดีแทน
  • Take on (ลงมือทำ) : ทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือพัฒนาความสัมพันธ์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต เช่น เข้าร่วมงานสัมมนา, อีเวนท์, ร่วมกลุ่มคอมมูนิตี้ออนไลน์ เป็นต้น

ตัวอย่างวิธีผูกมิตรของมิกิ

  • ตอนที่มิกิไปคัดตัวฟุตบอล เธอได้พบกับหัวหน้าโค้ชชาวอิตาลีซึ่งเป็นกรรมการคัดเลือกเป็นครั้งแรก เธอเดินเข้าไปทักทายเขาด้วยภาษาอิตาลีพร้อมรอยยิ้มว่า “ฉันชื่อมิกิ คุณล่ะชื่ออะไร ฉันชอบหนุ่มอิตาลีนะ” ประโยคนี้ทำให้โค้ชหัวเราะ นั่นเปิดโอกาสให้มิกิได้เล่าถึงจุดเด่นในฐานะนักฟุตบอลของตัวเอง เมื่อจบการคัดเลือกรอบแรก ท่ามกลางผู้สมัครนับร้อย โค้ชเรียกชื่อเธอเป็นคนแรกทันทีเพราะเขาจำเธอได้ 

รอบตัวเรามีคนที่เก่งและมุ่งมั่นมากมาย ดังนั้นบางครั้งการมีฝีมืออย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องหาวิธีทำตัวเองให้โดดเด่นด้วย

ทิป: มิกิมักฝึกประโยคพื้นฐานของภาษาต่างๆ ไว้ โดยเฉพาะแพทเทิร์น “ฉันชื่อมิกิ คุณล่ะชื่ออะไร ฉันชอบหนุ่ม[ชื่อประเทศ]นะ” การพยายามพูดภาษาเดียวกับพวกเขาทำให้ผู้คนเปิดใจง่ายขึ้น ส่วนประโยคจีบหนุ่มท้ายสุดมักทำให้คนหลุดขำ เมื่อมีเสียงหัวเราะ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

  • ตอนมิกิไปฝึกงานที่อังกฤษและกำลังปั่นจักรยานชมเมืองกับกลุ่มทัวร์ เธอสังเกตเห็นหนุ่มๆ กลุ่มหนึ่งกำลังเล่นฟุตบอลอยู่ แม้ไกด์จะกำชับว่า ‘อย่าแยกตัวออกจากกลุ่ม’ แต่เธอรู้ทันทีว่านี่คือโอกาสที่จะได้เพื่อนใหม่และได้เล่นฟุตบอลระหว่างฝึกงานที่นี่ เธอจึงแยกออกจากกลุ่มและทักทายหนุ่มๆ ว่า “ฉันเพิ่งมาจากนิวยอร์ก และฉันเล่นฟุตบอลที่มหาวิทยาลัย ฉันอยากจะฝึกซ้อมระหว่างอยู่ที่นี่ เลยจะขอเบอร์พวกคุณเพื่อที่จะได้เล่นฟุตบอลด้วยกันได้มั้ย” หนุ่มคนหนึ่งยอมให้เบอร์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที ก่อนที่มิกิจะรีบตามกลุ่มทัวร์ให้ทัน

    คืนนั้นมิกิโทรไปนัดหนุ่มๆ กลุ่มนั้นออกมาทำความรู้จัก พวกเขายอมรับว่าสงสัยในตัวเธอมาก ถึงขนาดคิดว่าเธออาจจะถูกใครท้ามา ท้ายที่สุดพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกัน มิกิได้ใช้ชีวิตฝึกงานตามที่ต้องการ เธอได้เล่นฟุตบอล ได้เพื่อนใหม่ และได้ไปเที่ยวในวันหยุดกับพวกเขา

อย่าเขินที่จะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน และอย่ากลัวที่จะรู้สึกเสียหน้าเลย เพราะคุณจะต้องเจอสถานการณ์นั้นแน่นอน! ใช่ว่าการผูกมิตรของมิกิจะได้ผลเสมอไป บางครั้งเธอก็เจอคนที่เดินหนี คนที่ไม่เต็มใจคุย หรือแม้แต่หยาบคาย การเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรกๆ ทำให้ใจฟ่อ เสียเซลฟ์ มันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของมิกิ บนโลกนี้มีคนแปลกหน้าใจดีมากกว่าใจร้าย แค่เราเอ่ยปากทักทายก่อนจะพบว่ามีคนมากมายที่ยินดีสานสัมพันธ์ใหม่ๆ และให้ความช่วยเหลือ ถ้าเราเข้าหาด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ พวกเขาส่วนใหญ่ก็จะตอบรับด้วยรอยยิ้มและความจริงใจเช่นกัน

ช้อปหนังสือฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ: นายอินทร์ | SE-ED | Kinokuniya

2. ลงมือสร้างชีวิตและเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมของตัวเอง 

ร้านพิซซ่า Wild และหนังสือ Do Cool Sh*t ของมิกิ (image credit: HOBNOB Magazine)

คุณปั้นโลกของคุณให้เป็นแบบไหนก็ได้ตามที่อยาก และโลกนั้นกลายเป็นจริงได้ทุกวันด้วยการลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะมัวผัดวันประกันพรุ่ง

ขั้นตอนที่ 1 เล่าเป้าหมาย ความฝัน หรือความหลงใหลของคุณให้คนอื่นฟัง : ใช้แรงกดดันจากเพื่อนๆ มาเป็นแรงผลักดัน คนที่ใส่ใจคุณจะคอยสนับสนุนและให้กำลังใจ

ตอนที่มิกิเริ่มต้นธุรกิจ เธอไม่มีเงินทุนและยังต้องจ่ายหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาอยู่เลย แต่ถึงจะไม่รวยเงิน แต่เธอรวยเพื่อน อย่างที่กล่าวไปว่าเธอผูกมิตรเก่งมาก จึงมีคนรู้จักในหลากหลายวงการ 

เธอลิสต์รายชื่อเพื่อนที่น่าจะช่วยเธอได้ เล่าเป้าหมายให้พวกเขาฟัง การใช้เวลาคุยกับแต่ละคนไม่กี่นาทีหรือชั่วโมงทำให้เธอได้รับความช่วยเหลือทั้งจากเพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ แม้แต่เพื่อนของเพื่อนของพี่ บางครั้งเพื่อนของคุณอาจช่วยเหลือโดยตรงไม่ได้ แต่เขาอาจแนะนำคนที่ช่วยเหลือคุณได้

จงอย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือ ตอบแทนด้วยกำลังที่มี และโน้มน้าวอีกฝ่ายด้วยผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น

  • แบรนด์ เว็บไซต์ และการออกแบบร้านของมิกิได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ทั้งหมด โดยเธอจ่ายเป็นหุ้น, บางคนทำให้ฟรี แค่ต้องการผลงานไปลงพอร์ตฟอลิโอ, หรือบางคนมาช่วยเพราะต้องการมีส่วนร่วมกับสิ่งใหม่ๆ

    งานนี้เจ้าของธุรกิจตัองรู้ว่าคนที่ทำงานให้แต่ละคนมีแรงจูงใจอะไรบ้าง จะได้ตอบแทนได้ตรงจุด โดยบางครั้งไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน

  • ตอนที่มิกิต้องการไอเดียธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เธอใช้วิธีจัดงานพบปะพูดคุยแบบ Exclusive เฉพาะคนที่ได้รับเลือกเท่านั้น วิธีนี้ทำให้มิกิได้ชื่อแบรนด์, ทิศทางแบรนด์ และไอเดียมากมายที่นำมาใช้งานจริง โดยจ่ายแค่ค่าอาหารเลี้ยงพวกเขา ส่วนสถานที่ก็มีเพื่อนเต็มใจให้ยืม โดยแลกกับให้เขาเข้าร่วมงานนี้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญที่มารวมกันไม่ได้ต้องการค่าตอบแทนเป็นเงิน พวกเขาแค่อยากมาสานสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนไอเดีย และใช้ความรู้ของตัวเองสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น

✦ ขั้นตอนที่ 2 วางแผน 3-W :

  • What : ‘อะไร’ คือสิ่งที่คุณพยายามทำให้สำเร็จ ยิ่งเป้าหมายชัดเจนมากเท่าไหร่ยิ่งดี
  • Who : ‘ใคร’ คือคนที่คุณจะขอความช่วยเหลือเพื่อทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ
  • When : ‘เมื่อไหร่’ ที่คุณจะทำให้สำเร็จ จงกำหนดเส้นตายสั้นๆ เพราะยิ่งเส้นตายยาวเท่าไหร่ อัตราความสำเร็จยิ่งน้อยลง ถ้าเป็นเป้าหมายระยะยาว ให้กำหนดเป้าหมายประจำสัปดาห์ คอยเช็คกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ จงมีระเบียบวินัย มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณจะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ แล้วต้องคอยกลับมาเริ่มต้นจากศูนย์อยู่เรื่อยๆ


3. รู้จักตัวเอง สิ่งที่ถนัด vs สิ่งที่หลงใหล

แบบทดสอบ I-EX (internal examination) หรือการตรวจสอบตัวเองเป็นเหมือนเข็มทิศชี้ทางให้กับคุณได้ โดยเฉพาะเวลาที่คุณไม่รู้ว่าจะเลือกเส้นทางไหนดี เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถาม 2 ข้อ

✦ 1. อะไรคือสิ่งที่ฉันถนัดจริงๆ (Skills) : ควรมีหลักฐานหรือผลงานพิสูจน์ให้เห็นว่าคนอื่นคิดแบบเดียวกับคุณ 

  • อะไรคือปัญหาร้ายแรงที่สุดที่ฉันเคยแก้ไข
    • คุณเคยทำให้ลูกค้าที่กำลังหัวเสียรู้สึกดีขึ้นหรือไม่
    • เคยจัดการกับข้อบกพร่องในงานให้ดีขึ้นหรือไม่
    • เคยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม
    • ใช้ไหวพริบแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง
  • ฉันให้ความช่วยเหลือทีมหรือบริษัทอย่างไรบ้าง
    • ถนัดเรื่องการเป็นผู้นำของกลุ่มหรือเปล่า
    • เป็นคนร่าเริงที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงานหรือไม่
    • เคยช่วยพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่
    • คุณทำให้ผู้อื่นทำตามในสิ่งที่คุณริเริ่มได้หรือเปล่า
    • ผลงานที่คุณทำได้ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ
  • อะไรคือทักษะที่ฉันมีแต่คนอื่นไม่มี
    • เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมเฉพาะทางภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม หรือทักษะที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์หรือไม่
    • พูดภาษาอื่นได้อย่างคล่อแคล่วหรือเปล่า
    • เป็นช่างภาพฝีมือดีใช่หรือไม่
    • เพื่อนๆ มักชมว่าคุณเก่งด้านใด

✦ 2. อะไรคือสิ่งที่ฉันหลงใหล (Passion)

  • สิ่งที่ทำแล้วรู้สึกสนุก
    • เช่น การเขียน ทำงานอาสา ทำอาหาร ประดิษฐ์สิ่งของ
  • อะไรคือเรื่องล่าสุดที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจ
    • เช่น ช่วยให้ใครทำอะไรให้สำเร็จ สร้างอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน
  • มีชุมชน กลุ่มคน สถานที่ หรือประเด็นบางอย่างที่อยากสนับสนุนหรือเปล่า
    • ช่วยเหลือครอบครัวและเพื่อนฝูง ชอบการเล่าเรื่อง ชอบเรื่องสิทธิมนุษยชน ชื่นชอบประเด็นเรื่องการศึกษา

การรู้จัก Passion และ Skills ของตัวเองจะช่วยให้เราขายจุดเด่นของตัวเองได้ง่ายขึ้น นึกถึงเวลากรอกใบสมัครแล้วมีช่องความสามารถพิเศษ​ เราต้องใช้เวลาคิดหัวแทบแตกว่าควรจะกรอกอะไรลงไปดี

เช่นเดียวกับประโยคแนะนำตัว ถ้าไม่เตรียมไว้ก่อน เราอาจนึกไม่ออกว่าจะแนะนำตัวอย่างไรให้พิเศษ หากยังนึกไม่ออก แนะนำให้ดูประโยคแนะนำตัวของตัวละครในอนิเมะหรือหนัง หรือวิธีแนะนำตัวของไอดอล ซึ่งมักจะมีประโยคเด็ดๆ ที่น่าสนใจเอาไปปรับใช้ได้ค่ะ

ตัวอย่างความถนัดและสิ่งที่หลงใหลของมิกิ

  • ความถนัดส่วนตัว : กีฬา การออกกำลังกาย การสื่อสารกับผู้คน เดินทางไปได้ทุกที่(เพราะพูดได้หลายภาษา) ผูกมิตรได้รวดเร็ว การเขียน
  • ความถนัดเริ่องงาน : การตลาด การพัฒนาธุรกิจ การเขียน การจัดการ และภาษา
  • สิ่งที่หลงใหล : ฟุตบอล สร้างภาพยนตร์ ทำธุรกิจ
  • ทั้งหมดนี้กลายมาเป็นเส้นทางอาชีพของมิกิ โดยเธอเริ่มจากเป็นนักฟุตบอล > โปรดิวเซอร์ในวงการภาพยนตร์ > ก่อตั้งธุรกิจร้านพิซซ่าสายสุขภาพ

เราสามารถค้นพบโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทักษะและความหลงใหลที่มี โดยเลือกจากวิธี PIE ย่อมาจาก

✦ 1. Philanthropic (การเป็นคนใจบุญ) :

  • ใช้ทักษะและความหลงใหลที่มีไปช่วยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร นี่เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ทางองค์กรได้คุณไปช่วยงาน ทางคุณได้ลับฝีมือในสภาพแวดล้อมที่ต้องการ ได้เก็บผลงาน ได้ประสบการณ์ทำงานและได้ช่วยเหลือผู้อื่น
  • เหมาะสำหรับคนที่ขาดประสบการณ์และเป็นคนระมัดระวัง ไม่ชอบความเสี่ยง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสู่การก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ

✦  2. Intrapreneurial (การเป็นลูกจ้าง) :

  • ควรเลือกบริษัทที่เปิดกว้างให้พนักงานสร้างสรรค์คิดค้นสิ่งแปลกใหม่ คุณสามารถปลดปล่อยความคิดอย่างอิสระ สร้างสรรค์ไอเดียแปลกใหม่ให้บริษัท โดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนหรือตั้งบริษัทเอง

✦ 3. Entrepreneurial (การเป็นผู้ประกอบการ) :

  • high risk high return เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุด แต่ผลตอบแทนมักจะสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ต้องเผชิญ
  • เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องมาบ้าง หรือถ้าไม่มีประสบการณ์เลยแบบมิกิ ก็ต้องมีความมุ่งมั่นแรงกล้า ยอมรับความล้มเหลวได้ ลุกขึ้นได้ไว และมีจุดเด่นที่มาเสริมประสบการณ์ที่ขาด อย่างมิกิใช้ความสามารถในการผูกมิตรดึงผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเหลือเธอได้

จำไว้ว่าการเลือกของคุณไม่มีถูกไม่มีผิด อย่าเอาบรรทัดฐานของคนอื่นมาตัดสินใจ ให้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับบุคลิกและวิธีการทำงานของคุณให้มากที่สุด แล้วเริ่มลงมือทำจากจุดนั้น

ช้อปหนังสือฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ: นายอินทร์ | SE-ED | Kinokuniya

4. วิธีสร้างธุรกิจจากศูนย์

ร้านพิซซ่า Wild แห่งนิวยอร์ก (image credit: Eat Drink Wild)

ขั้นตอนการเริ่มสร้างธุรกิจร้านพิซซ่า Slice แห่งนิวยอร์กของมิกิ (ปัจจุบันชื่อร้าน Wild) มีดังนี้

  1. ค้นคว้าทุกอย่างที่ทำได้เกี่ยวกับธุรกิจพิซซ่าและธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ : โดยมิกิได้ข้อมูลส่วนใหญ่จากอาจารย์ Google
  2. พูดคุยกับคนที่ฉลาดที่สุดที่เรารู้จักในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อขอความคิดเห็นจากพวกเขา : โทรหาเพื่อนแต่ละคน ขอนัดทานข้าวเพื่อพูดคุย หรือหากใครไม่สะดวกก็ขอปรึกษาสั้นๆ ทางโทรศัพท์
  3. ติดสอยห้อยตามคนที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่อยากทำ (หรือคล้ายคลึงกัน) : มิกิได้ขอติดตามดูการทำงานเป็นเวลา 1 เดือนของ สามีของเพื่อนของเพื่อนของพี่ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ การติดตามครั้งนี้มีผลต่อการตัดสินใจสร้างแบรนด์ของเธออย่างมาก
  4. สำรวจความคิดเห็นของผู้คนโดยปราศจากอคติว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการหรือไม่ : ลองสำรวจความคิดเห็นจากเพื่อนรอบตัว, เพื่อนบ้านและคนในชุมชน (ถ้าเป็นธุรกิจท้องถิ่น), ผู้เชี่ยวชาญ หรือทำแบบสำรวจออนไลน์ในคนในโลกอินเตอร์เน็ตทำ (ถ้าเป็นธุรกิจออนไลน์)

ความรู้สึกหลังจากอ่านหนังสือฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจจบ ซิสกลับมาถามตัวเองว่า ‘นี่ฉันใช้ชีวิตคุ้มแล้วหรือยัง?’ เรื่องราวของมิกิทำให้รู้สึกว่า “ฉันยังทำได้มากกว่านี้อีก!” และยิ่งทำมาก เราอาจจะได้เจอเรื่องสนุกๆ มากขึ้น

มิกิเป็น Hustler ของแท้ และเป็นตัวอย่างของคำว่า Inifinite Possibilities ทุกอย่างเป็นไปได้ ไม่มีข้อแก้ตัว เธอมีเป้าหมาย เธอหาวิธี เธอลงมือทำ และไม่กลัวความผิดพลาด ทำให้ซิสนึกถึงตัวละครเร็นโงคุจาก Demon Slayer หรือเรียวเฮย์จาก Reborn ที่สุดขั้วกับทุกเรื่อง จนทำให้เราอยากใช้ชีวิตให้มันสุดขั้วขึ้นมาบ้าง


ซื้อหนังสือ The French Revolution ปฏิวัติฝรั่งเศส

ฉันนี่แหละคนบ้าแห่งโลกธุรกิจ : Do Cool Sh*t

ฉีกตำราธุรกิจด้วยหลักคิดแบบ “บ้าจริง สำเร็จจริง” เรื่องราวของ “Miki Agrawal” ผู้ฉีกตำราการทำธุรกิจไปจนหมดสิ้น ใคร ๆ ก็ว่าเธอมันบ้า! แต่คนบ้าแบบเธอนี่แหละที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท 3 แห่ง ซึ่งมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ ร้านพิซซ่า ไปจนถึงขายชุดชั้นใน แถมยังเคยคว้ารางวัลนักธุรกิจที่สร้างสรรค์ที่สุดแห่งปีอีกด้วย!