สรุปคอร์สเรียน Facebook Ads & Marketing MASTERY 2022 : รวมเทคนิคยิงโฆษณา Facebook ให้ตรงเป้า

สรุปคอร์สเรียน Facebook Ads & Marketing MASTERY 2022 : รวมเทคนิคยิงโฆษณา Facebook ให้ตรงเป้า

อยากทำการตลาดและลงโฆษณาบน Facebook ให้ตรงเป้า 🎯 ขอแนะนำคอร์ส Facebook Ads & Facebook Marketing MASTERY 2022 สอนโดย Coursenvy บนแอป Udemy เลย! เรียนจบได้ใน 3 วันทำมาร์เกตติ้งบน Facebook เป็นทุกอย่าง

สารภาพว่าซื้อคอร์สนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2019 ช่วงที่ Udemy มีโปรโมชันลดเหลือคอร์สละ 300 บาท แต่ไม่เคยเรียนเลยเพราะเรียนรู้จากตอนทำงานจริงอยู่แล้ว จนมาถึงปี 2022 ซิสไม่ได้ใช้ Facebook Ads มาเกือบ 2 ปี หน้าตาแพลตฟอร์ม ชื่อเรียกต่างๆ พัฒนาไปจนจำแทบไม่ได้ เลยขอมาเข้าคอร์สปรับพื้นฐานกันใหม่

ข้อดีของ Udemy คือซื้อครั้งเดียวเรียนได้ตลอดไป แถมคอร์สนี้อัพเดตความรู้ใหม่ทุกปีเพื่อให้ทันกับระบบของ Facebook คุ้มจนไม่รู้จะว่ายังไง!

ขอสรุปเทคนิคยิงโฆษณา Facebook ให้ตรงเป้าที่ได้เรียนรู้จากคอร์สไว้ที่นี่ค่ะ หากเพื่อนๆ สนใจคอร์ส Facebook Ads & Facebook Marketing MASTERY 2022 ของ Coursenvy สามารถสมัครเรียนได้ที่นี่เลย

เช็คลิสต์เริ่มต้นสร้างแคมเปญโฆษณา

ทาง Coursenvy แนะนำลำดับสิ่งที่ควรทำเพื่อเริ่มต้นสร้างแคมเปญโฆษณา Facebook ไว้ดังนี้ค่ะ

☐ เรียนให้จบคอร์สอย่างน้อย 1 รอบ
☐ สร้าง Facebook Page
☐ สร้างบัญชี Facebook Business Manager → เพื่อใช้จัดการ Facebook Page
☐ สร้างบัญชี Facebook Ads → เพื่อใช้ยิงโฆษณา
☐ ติดตั้ง Facebook Pixel บนเว็บไซต์ของเรา → เพื่อเก็บข้อมูลผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
☐ สร้าง Custom audiences และ Lookalike audiences → เก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย
☐ สร้างโฆษณา Facebook และทดสอบโฆษณา (Split testing)

ผู้สอนสาธิตวิธีการตั้งค่าโฆษณาให้ดูทีละขั้น ละเอียด และบอกข้อมูลเชิงลึกแน่นปึ้ก! เพื่อความสะดวกในการเรียน แนะนำให้เรียนหนึ่งจอและลงมือปฏิบัติตามอีกหนึ่งจอค่ะ อย่างซิสดูคลิปเรียนบน iPad และใช้คอมในการลงมือสร้างโฆษณาตาม ทำให้จดจำได้เร็วขึ้น มีชีทเรียนทุกบท ซึ่งผู้สอนพูดตามเนื้อหาในสไลด์เกือบจะเป๊ะ สามารถปริ้นท์ออกมาเพื่อไฮไลท์หรือจดโน้ตตามได้

บทความนี้ขอสรุปเฉพาะเทคนิคการยิงโฆษณาบน Facebook ส่วนเรื่องวิธีการต่างๆ เช่น วิธีสมัครบัญชี, วิธีการสร้างแคมเปญ ขอข้ามไปเพราะสามารถหาดูได้จากวิดีโอบน Youtube เลยค่ะ

เริ่มต้นใช้งาน Facebook Ads

สิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อเริ่มยิงโฆษณา Facebook ได้แก่

  • Facebook Page
  • บัญชี Facebook Business Manager → เพื่อใช้จัดการ Facebook Page
  • บัญชี Facebook Ads → เพื่อใช้ยิงโฆษณา
  • ติดตั้ง Facebook Pixel บนเว็บไซต์ของเรา → เพื่อเก็บข้อมูลผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

โดย 1 บัญชี Facebook Ad ให้ใช้ 1 Facebook Pixel และติดตั้งบน 1 เว็บไซต์เท่านั้น เพื่อความสะดวกในการติดตามข้อมูล *หากติดตั้ง Facebook Pixel อันเดียวกันในหลายเว็บไซต์ ข้อมูลจากเว็บต่างๆ จะปะปนกัน

องค์ประกอบของ Facebook Ads

มีทั้งหมด 3 อย่างเรียงตามลำดับการสร้างแคมเปญโฆษณา ได้แก่

  1. Campaign : เลือกเป้าหมายของโฆษณา (campaign objective)
  2. Ad set : เลือกกลุ่มเป้าหมายของโฆษณา (target audience) ตั้งค่างบประมาณ, ระยะเวลาแคมเปญ รวมถึงตำแหน่งโฆษณา
  3. Ad level : สร้างหน้าตาของโฆษณา เลือกรูปแบบ ดีไซน์และข้อความ

1. Campaign 

แคมเปญเป็นขั้นตอนแรกของการสร้างโฆษณา โดยให้เลือกวัตถุประสงค์ของโฆษณาซึ่งมี 3 อย่างหลักๆ ตาม Marketing Funnel ได้แก่

Awareness → Consideration → Conversion

3 เป้าหมายหลักนี้ยังสามารถแบ่งรายละเอียดได้อีกรวม 12 เป้าหมายย่อย ตามตัวเลือกดังภาพ ขอธิบายไปตามลำดับค่ะ

Awareness

สร้างแคมเปญเพื่อให้ผู้คนมองเห็นและจดจำแบรนด์หรือสินค้าของคุณได้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำพาผู้ใช้งานใหม่ๆ มาให้ธุรกิจ แนะนำให้เลือกกลุ่มเป้าหมายแบบ Broad Audience (กลุ่มเป้าหมายกว้าง) ซึ่งมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป โดย Awareness สามารถแบ่งเป็น 2 เป้าหมายย่อย ได้แก่

1. Brand Awareness : แสดงโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มสนใจได้รู้จักแบรนด์ของคุณ

★ คำแนะนำ :

  • การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ให้ดูข้อมูลจาก Page Insights ว่าลูกเพจมีลักษณะยังไง เช่น เพศ, อายุ, ที่อยู่ เป็นต้น
  • เลือกกลุ่มคนที่ติดตามเพจของคุณอยู่แล้วออกจากกลุ่มเป้าหมาย เพราะคนกลุ่มนี้รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว
  • เลือก ‘Automatic Placements’ ปล่อยให้ระบบเลือกตำแหน่งโฆษณาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเอง จะทำให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น

2. Reach : แสดงโฆษณาให้มีคนเห็นจำนวนมากที่สุด เช่น ยิงโฆษณาเพื่อโปรโมทคาเฟ่ให้คนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงรู้จัก

★ คำแนะนำ : เพื่อไม่ให้เห็นโฆษณาเดิมบ่อยเกินไปจนเกิดความรำคาญ เราสามารถตั้ง Frequency Cap คือจำนวนครั้งที่ผู้ใช้หนึ่งคนเห็นโฆษณานั้นได้ แนะนำให้ตั้งเป็น ‘1 impression every 7 days’ หมายถึงจำกัดให้เห็นโฆษณาเดิมเพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์

Consideration 

การทำแคมเปญโฆษณาให้ผู้คนสนใจและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ แบ่งเป็น 6 เป้าหมายย่อยดังนี้

1. Traffic : นำผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ต้องการ

★ คำแนะนำ : 

  • ติดตั้ง Facebook Pixel ไว้บนเว็บไซต์และสร้าง Website Custom Audience (อ่านเพิ่มเติมได้ที่พาร์ท Custom Audience) เพื่อเก็บข้อมูลผู้เข้าชมเว็บไซต์และสามารถยิงโฆษณาหาคนกลุ่มนี้ได้
  • รูปแบบโฆษณาที่สร้าง Traffic ได้ดีที่สุดเรียงตามลำดับคือ Video ads → Single image → Carousel

2. Engagement : สร้างการมีส่วนร่วมกับแคมเปญ เช่น เพิ่มยอด reactions, share, comment, กดติดตามเพจ และตอบรับเข้าร่วมงานอีเวนท์ เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว หากเราไม่ได้บูสต์โพสต์หรือยิงโฆษณา จำนวนคนที่เห็นโพสต์แบบ organic จะมีจำนวน <10% ของผู้ติดตามทั้งหมด

Engagement Ads vs. Boost Posts : ทั้งสองอย่างมีจุดประสงค์เหมือนกันคือ เพิ่มการมีส่วนร่วมกับโพสต์ จึงให้ผลลัพธ์คล้ายกัน แตกต่างกันที่โฆษณาสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าบูสต์โพสต์ เช่น เลือก Custom audience หรือ Lookalike audience ได้ ในขณะที่บูสต์โพสต์เลือกได้เพียง Detailed target audience เช่น เพศ, อายุ, ความสนใจ เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่พาร์ท Target Audience) นอกจากนี้การบูสต์โพสต์ยังสามารถบูสต์ออกไปได้เร็วกว่าการยิงโฆษณา

★ คำแนะนำ : 

  • ถ้าต้องการเพิ่มยอดผู้ติดตามเพจ อย่าลืม ‘exclude’ กลุ่มคนที่ติดตามเพจอยู่แล้วออก
  • ถ้าต้องการเพิ่มยอด Engagement ให้เลือกกลุ่มผู้ติดตามที่มีส่วนร่วมกับเพจภายใน 30 วันจะให้ผลดีที่สุด
  • ถ้าต้องการกลุ่มเป้าหมายใหม่ ให้เลือก Lookalike audience <1% จากกลุ่มคนที่ติดตามเพจจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
  • เลือกกลุ่มเป้าหมายคนที่ติดตามเพจคู่แข่ง หรือเพจที่กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น เพจของคุณขายสินค้าเกี่ยวกับแมว ให้เลือกยิงโฆษณาหากลุ่มคนที่ติดตามเพจคนรักแมว เป็นต้น
  • หมั่นตอบคอมเมนท์อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ
  • สร้างคอนเทนต์แนวประกวด แข่งขัน โหวตโพล เพื่อให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น
  • วิดีโอมักมียอด engagement ดีกว่าภาพนิ่ง โดยให้อัพโหลดลง Facebook โดยตรง ไม่แนะนำให้แชร์มาจากแพลตฟอร์มวิดีโออื่นๆ

3. App Installs : เพิ่มยอดติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน จำเป็นต้องติดตั้ง Facebook SDK ลงบนแอปก่อนจึงจะเลือกยิงโฆษณาโหมดนี้ได้

★ คำแนะนำ : เลือกกลุ่มเป้าหมายที่เปิดใช้งาน Wifi จะช่วยให้ Cost per Install (CPI) ถูกลง เนื่องจากคนที่ใช้ Wifi มีแนวโน้มดาวน์โหลดแอปมากกว่าคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตมือถือ

4. Video Views : เพิ่มยอดวิวและระยะเวลาการดูวิดีโอ

★ คำแนะนำ : 

  • อัพโหลดวิดีโอลง Facebook โดยตรง ไม่แนะนำให้แชร์วิดีโอจากแพลต์ฟอร์มอื่นๆ เช่น Youtube, Vimeo เป็นต้น เพราะ Facebook โปรโมทให้แพลตฟอร์มตัวเองมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ
  • เลือก Cost per ThruPlays คือจ่ายเมื่อผู้ชมดูวิดีโอจนจบหรือวิดีโอถูกเล่นนานกว่า 15 วินาทีขึ้นไปเท่านั้น
  • เลือก Broad Audience จะทำให้ Cost per View (CPV) หรือ Cost per ThruPlay ยิ่งถูกกว่า Specific Audience (กลุ่มเป้าหมายน้อยกว่า 1 ล้านคน)
  • หากมีแต่ภาพนิ่ง สามารถทำเป็น Slideshow พร้อมใส่คำอธิบายก็ให้ผลดีเช่นกัน
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมกับผู้ชมโดยใส่ข้อความเชิญชวนในวิดีโอ เช่น หากคุณเห็นด้วย ขอให้แชร์วิดีโอ, กดติดตามเพจเพื่อไม่พลาดคอนเทนต์ดีๆ แบบนี้ เป็นต้น
  • วิดีโอสั้น (<1 นาที) เหมาะสำหรับสร้าง awareness ส่วนวิดีโอยาว (5-20 นาที) เหมาะสำหรับสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ ‘potential customers’
  • มากกว่า 80% ของผู้ชมดูวิดีโอแบบปิดเสียง จึงควรใส่ซับไตเติ้ล
  • ใส่โลโก้แบรนด์ไว้ที่มุมของวิดีโอเสมอ
  • สร้าง Thumbnail (ปกวิดีโอ) ให้น่าสนใจ
  • สร้าง Custom Audience → watch >75% of video ไว้ล่วงหน้า คนกลุ่มนี้ถือเป็น ‘warm audience’ เหมาะสำหรับทำ retargeting marketing

5. Lead generation : เก็บข้อมูลติดต่อของ Lead ซึ่งคือกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจของเรา สามารถกรอกแบบฟอร์มบน Facebook ได้ทันที วิธีนี้ทำให้ได้จำนวนข้อมูล Lead มากกว่าการยิงโฆษณาแล้วเชื่อมต่อให้ไปกรอกฟอร์มบนเว็บไซต์อื่นๆ

สามารถดึงข้อมูลได้ที่ Lead Center หรือเชื่อมต่อกับระบบ CRM หรือ Google Sheets ที่เราใช้งานอยู่ได้เลย

★ คำแนะนำ : ทำแคมเปญแจกของฟรีเพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น กรอกข้อมูลเพื่อรับ eBook ฟรี หรือรับคูปองส่วนลดฟรี เป็นต้น

6. Messages : ส่งข้อความโฆษณาเข้ากล่องแชทของผู้ใช้งานที่เคยแชทคุยกับเพจ วิธีนี้มียอด open rate สูงเกือบ 100% ตัวอย่างข้อความเช่น “มีคูปองพิเศษมาฝากให้กับคนพิเศษเช่นคุณ [ชื่อ]! ใช้โค้ด GIFT4U20 เพื่อรับส่วนลด 20% ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะวันนี้เท่านั้น! [ลิ้งค์]”

เลือกส่งข้อความได้ 3 ช่องทางในเครือบริษัท Meta ได้แก่ Facebook messenger, Instagram direct, และ Whatsapp ลองเช็คดูว่าประเทศที่เราต้องการยิงโฆษณานิยมใช้โปรแกรมแชทไหน เช่น คนไทยใช้ Facebook messenger กับ Instagram direct เยอะ ในขณะที่คนสิงคโปร์นิยมใช้ Whatsapp เป็นต้น

แนะนำให้ยิงโฆษณาเฉพาะเวลาทำการ เพื่อให้แน่ใจว่ามีคนสแตนบายด์ตอบข้อความลูกค้า

Conversion

เป้าหมายสูงสุดของแคมเปญ ยิงโฆษณาเพื่อสร้างยอด เช่น ยอดขาย, ยอดสมัครสมาชิก, ยอดดาวน์โหลด, ยอดคนเข้าร่วมงานอีเวนท์ เป็นต้น

แนะนำให้เลือกจำนวน Specific Audience (กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ) ตั้งแต่ 1,000 คน – 1 ล้านคน และเลือกกลุ่ม Warm และ Hot Audience หมายถึงกลุ่มคนที่มีแนวโน้มสูงที่จะซื้อสินค้า/ใช้บริการ (รายละเอียดในหัวข้อ Ad set) Conversion แบ่งออกเป็น 3 เป้าหมายย่อย ได้แก่

1. Conversions : ลงโฆษณาเพื่อสร้างยอด เช่น ยอดขาย, ยอดดาวน์โหลด, ยอดสมัครสมาชิก เป็นต้น

★ คำแนะนำ : 

  • เลือก Custom Audience ที่มีส่วนร่วมกับแบรนด์สูง เช่น กลุ่มคนที่มีส่วนร่วมกับ Facebook Page ภายใน 90 วันที่ผ่านมา, กลุ่มคนที่เคยทดลองใช้สินค้าฟรี, กลุ่มคนที่ add to cart ไว้แต่ยังไม่ซื้อ เป็นต้น
  • ให้ ‘exclude’ กลุ่มคนที่เพิ่งซื้อสินค้าออก โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น คนส่วนใหญ่ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเดือนละ 1-2 ครั้ง ดังนั้นหากยิงโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภค ควรเอาคนที่เพิ่งซื้อสินค้าภายใน 30 วันออก เป็นต้น

2. Catalog Sales : เหมาะสำหรับโปรโมทสินค้าหลายชิ้นพร้อมกัน

3. Store Traffic: เชิญชวนให้ผู้เห็นโฆษณามาใช้บริการร้านค้าออฟไลน์ เช่น แจกฟรีไอศกรีม 1 ถ้วยเฉพาะลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้าน วันนี้เท่านั้น! พร้อม CTA “GET DIRECTION NOW” แสดงแผนที่ไปยังร้านค้า เป็นต้น

★ คำแนะนำ : 

  • รูปแบบโฆษณาที่ดีที่สุดคือ Carousel – การ์ดแรกเป็นรูปโปรโมชั่นและการ์ดถัดไปเป็นแผนที่ร้าน
  • แนะนำรัศมีในการยิงโฆษณาคือ 1-10 ไมล์ ซึ่งเป็นระยะทางที่สามารถเดินได้
  • Frequency Cap จำกัดการแสดงโฆษณาต่อคนเป็น 1 ครั้งต่อ 3 วัน
  • CTA คือ “GET DIRECTION” หรือ “CALL NOW”
  • *หากผู้ชมกดปุ่ม CALL NOW รายงาน Facebook จะนับทันทีว่ามีการโทร แต่ที่จริงแล้วระบบจะเปิดแป้นพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ ซึ่งพวกเขาอาจไม่ได้โทรเสมอไป หรือโทรแล้วยกเลิกก็ได้ ดังนั้นหากต้องการข้อมูลจำนวนการโทรที่แม่นยำ ควรใช้ร่วมกับเครื่องมือนับติดตามการโทรอื่นๆ เช่น Zendesk เป็นต้น


2. Ad Set

เมื่อเลือกเป้าหมายแคมเปญโฆษณาแล้ว ถัดมาคือสร้าง Ad set – เลือกกลุ่มเป้าหมาย (target audience), งบประมาณ, ระยะเวลาแคมเปญ และตำแหน่งโฆษณา

กลุ่มเป้าหมาย

หากแบ่งตามจำนวนเป้าหมาย มีทั้งหมด 2 แบบคือ 

1. Broad audience คือกลุ่มเป้าหมายกว้าง เหมาะกับแคมเปญ Awareness และ Consideration 

2. specific audience คือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ 1,000 คนไปจนถึง 1 ล้านคน เหมาะกับแคมเปญ consideration และ conversion 

หากแบ่งตามวิธีเลือกกลุ่มเป้าหมายบน Facebook แบ่งออกได้ 4 ประเภท ได้แก่

1. Detailed Target Audience : เลือกกลุ่มเป้าหมายจาก ‘สเปค’ ที่ต้องการ เช่น อายุ, เพศ, ที่อยู่, ความสนใจ, อาชีพ เป็นต้น

หากเพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจและยังไม่มีข้อมูลลูกค้าเพียงพอ แนะนำให้เลือก Broad Audience (กลุ่มเป้าหมายกว้าง) คือมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป เช่น เลือกเฉพาะประเทศ + อายุ 18-64 ปี เป็นต้น เมื่อมีข้อมูลเพียงพอว่าใครตอบสนองต่อโฆษณาและใครเป็นกลุ่มลูกค้าของเรา ค่อยจำกัดวงให้แคบลงและตรงเป้ามากขึ้น

★ คำแนะนำ: 

  • เลือกกลุ่มเป้าหมายจากเพจคู่แข่งหรือแบรนด์ที่คุณมองว่ามีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน (บางเพจอาจไม่มีข้อมูลบนระบบโฆษณา Facebook)
  • หากต้องการกลุ่ม B2B หรือกลุ่มคนทำธุรกิจ เลือกคนที่เป็นแอดมินเพจมีแนวโน้มสูงกว่าคนที่ไม่มีเพจ โดยเลือก Detailed Targeting → Behaviors → Business Page Admin

2. Custom audience (CA) : กลุ่มเป้าหมายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากฐานข้อมูลที่เราเลือก เช่น คนที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์, คนที่มีส่วนร่วมกับเพจ, คนที่ดูวิดีโอ, รายชื่อลูกค้า เป็นต้น

★ แนะนำให้สร้าง Custom Audience ดังต่อไปนี้ : 

  • Website custom audience > All website visitors
  • Website custom audience > From your events > Purchase
  • Website custom audience > Visitors by time spent > Top 25% → คัดคนที่เข้าเว็บแล้วกดออกทันทีออกจากลิสต์
  • Website custom audience > AddToCart
  • Website custom audience > InitiateCheckout
  • Website custom audience > People who visited specific web pages
  • Facebook page custom audience > Everyone who engaged with your page
  • Instagram custom audience > Everyone who engaged with your business
  • Video engagement custom audience > People who either completed or viewed at least 15s of your video (ThruPlay)
  • Customer list

★ คำแนะนำ : เลือกช่วงเวลา retention เป็น 7,14, 30, 60, 90 และ 180 วัน

3. Lookalike audience (LA) : กลุ่มเป้าหมายที่ ‘คล้ายกัน’ กับอยู่ข้อมูลที่เราเลือก เช่น เราป้อนฐานข้อมูลลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าลงไป ระบบจะค้นหากลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับลูกค้าของเรา เป็นต้น วิธีนี้ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีแนวโน้มสนใจแบรนด์ของเรา

ข้อมูลที่ป้อนเข้าควรมีจำนวนมากกว่า 1,000 คนขึ้นไป เพื่อให้ระบบมีข้อมูลเพียงพอในการวิเคราะห์ลักษณะกลุ่มคนที่เราต้องการ

เราสามารถเลือก % ความคล้ายกันของกลุ่มเป้าหมายได้ ยิ่ง % Lookalike น้อย ยิ่งคล้ายกับฐานข้อมูลที่ป้อนเข้าไปมาก ประสิทธิภาพยิ่งสูง แต่จำนวนจะน้อย โดย 1% Lookalike จะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด แต่หากต้องการเพิ่มจำนวนเป้าหมาย สามารถเพิ่ม % Lookalike ได้สูงสุดถึง 10%

★ แนะนำให้สร้าง Lookalike Audience จากกลุ่มต่อไปนี้: 

  • Website custom audience > Visitors by time spent > Top 25%
  • Website custom audience > AddToCart
  • Website custom audience > InitiateCheckout
  • Website custom audience > People who visited specific web pages
  • Facebook page custom audience > Everyone who engaged with your page
  • Instagram custom audience > Everyone who engaged with your business
  • Customer list > คนที่ซื้อสินค้ามากกว่า 1 ครั้ง → กลุ่มนี้คือ VIP customer ที่ให้ ROI ดีที่สุด

4. Special Ad Audience : เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสำหรับแคมเปญเกี่ยวกับสินเชื่อ, การจ้างงาน และอสังหาริมทรัพย์ โดยใกล้เคียงกับ Lookalike Audience คือหากลุ่มคนที่คล้ายกันกับข้อมูลที่ป้อนเข้าไป จะแตกต่างกันที่กลุ่ม Special Ad Audience จะไม่คำนึงถึงเพศ, อายุ, และความสนใจ

สำหรับผู้เริ่มต้นสร้างแคมเปญโฆษณา Facebook ครั้งแรก แนะนำให้ใช้กลุ่มเป้าหมายตามลำดับดังนี้ Broad Audience → Custom Audience → Lookalike Audience

วิธีเลือกกลุ่มเป้าหมายจาก Facebook Group 

ปัจจุบันยังไม่สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายจาก Facebook Group ได้โดยตรง แต่มีวิธีลัดดังนี้

  1. เข้าร่วม Facebook Group ที่ต้องการ
  2. เมื่อเรากลายเป็น valuable member แล้ว ให้โพสต์ลิงค์เว็บไซต์ของเราลงกลุ่ม ควรเป็นคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์กับคนในกรุ๊ป (อย่าสแปม!) เพื่อให้คนคลิกเข้ามา
  3. สร้าง Custom Audience > People who visited specific web pages โดยเลือกหน้าที่โพสต์ไว้ หน้านั้นควรสร้างขึ้นมาเพื่อแชร์ลงกลุ่มโดยเฉพาะ เพื่อให้รู้ว่าคนที่คลิกเข้ามามาจาก Facebook Group

Retargeting Marketing

Retargeting คือการกระตุ้นให้คนที่เคยชม เคยซื้อสินค้า หรือเคยมีส่วนร่วมใดๆ กับแบรนด์เรา เกิดความสนใจและกลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง

★ คำแนะนำ : 

  • เลือก Hot Audience หมายถึงคนที่มีส่วนร่วมกับสินค้าเมื่อไม่นานมานี้ เช่น กด add to cart ภายใน 30 วันที่ผ่านมา, ดูวิดีโอนานกว่า 50% ภายใน 30 วันที่ผ่านมา เป็นต้น
  • ให้ ‘exclude’ คนที่เพิ่งจะซื้อสินค้าออก โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า
  • ใช้งบโฆษณา 10% ของงบโฆษณาประจำวัน เช่น มีงบโฆษณา 1,000 บาทต่อวัน ให้แบ่ง 100 บาทใช้สำหรับ retargeting
  • Exclusivity + Urgency : มอบสิทธิพิเศษในระยะเวลาจำกัดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ เช่น แจกคูปองลดพิเศษ 100 บาท ใช้ได้เฉพาะวันนี้เท่านั้น! เป็นต้น
  • ใช้ User-Generated Content (UGC) หมายถึงคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคตัวจริงสร้างขึ้นมา เช่น รีวิวจากลูกค้า, ลูกค้าถ่ายภาพคู่กับสินค้า เป็นต้น

ระยะเวลาแคมเปญโฆษณา

ควรติดตามดูผลแต่ละแคมเปญทุกๆ 2-3 วัน หากโฆษณาไหนดี แนะนำให้เพิ่มงบประมาณครั้งละ 25% ทุก 2-4 วันจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจในงบที่ตั้งไว้ ในทางตรงข้าม หากผลลัพธ์ไม่ดี ควรปิดโฆษณาหรือทดสอบตัวแปรใหม่ๆ เช่น เลือกเป้าหมายใหม่, เปลี่ยนดีไซน์โฆษณา เป็นต้น

สำหรับโฆษณาประเภท Messages และ Store Traffic ควรยิงเฉพาะเวลาที่เปิดทำการเท่านั้น

Budget & Bidding

วิธีตั้งงบโฆษณา (Budget) สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำให้ตั้งจาก Average Order Value (AOV) คือมูลค่าเฉลี่ยต่อหนึ่งออเดอร์ ส่วนธุรกิจที่มีข้อมูลลูกค้าเพียงพอแล้ว แนะนำให้ตั้งจาก Average Lifetime Customer Value (LTV) คือมูลค่าตลอดชีพของลูกค้า โดยทาง Coursenvy ได้ให้สูตรงบโฆษณาต่อวันไว้ดังนี้

Daily Budget = 10 x CPA (Cost per Action)

นี่เป็นตัวเลขงบที่เพียงพอต่อการเก็บข้อมูลโฆษณาบน Facebook มาดูตัวอย่างวิธีคิดกัน

เช่น ทาง Coursenvy ต้องการยิงโฆษณาขายคอร์สออนไลน์ MBA ราคา $997 ซึ่งต้นทุนราคา $947 แสดงว่าได้กำไร $997 – $947 = $50 ต่อการซื้อ ดังนั้น CPA ควรน้อยกว่า $50 จึงจะยังได้กำไร งบโฆษณาต่อวันจึงเป็น 10 x $50 = $500

ในการตั้งค่าโฆษณา แนะนำให้เลือก Auto Optimization เพื่อให้ระบบทดสอบก่อนว่าโฆษณาตัวไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด จากนั้นระบบจะแบ่งสัดส่วนเงินลงโฆษณาตามผลลัพธ์อัตโนมัติ หากไม่เลือก Auto Optimization ระบบจะแบ่งเงินลงโฆษณาทุกตัวเท่าๆ กัน

หากโฆษณาไหนให้ผลลัพธ์ดี ควรเพิ่มงบทีละ 25% ทุกๆ 2-4 วัน หรือเพิ่ม 50% ทุกสัปดาห์จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจภายในงบที่ตั้งไว้ โดย Benchmark ของโฆษณาที่มีประสิทธิภาพดีมีดังนี้

  • Ad relevance >60%
  • CPC <1$
  • CTR >2%
  • CPL <10$
  • Lead capture >10%

สำหรับ Bid Strategy การประมูลราคาโฆษณา มีให้เลือก 3 ประเภท ได้แก่

  1. Lowest Cost: ให้ได้ผลลัพธ์มากที่สุดโดยไม่ควบคุมราคา
  2. Cost Cap: ให้ได้ผลลัพธ์มากที่สุดโดยอยู่ภายใต้ Cost per Action (CPA) ที่กำหนดไว้
  3. Bid Cap: ให้ได้ผลลัพธ์มากที่สุดโดยอยู่ในราคาประมูลสูงสุดที่กำหนดไว้


3. Ad level

เมื่อสร้างแคมเปญและ Ad Set แล้ว ขั้นสุดท้ายคือสร้าง Ad Creative – เลือกรูปแบบโฆษณา, รูปภาพ, วิดีโอและข้อความ

★ คำแนะนำ : 

  • ภาพ : ควรใช้ภาพจากแบรนด์หรือสินค้าจริง หลีกเลี่ยงการใช้ stock photo รวมถึงภาพจาก UGC เช่น ภาพลูกค้าเซลฟีกับสินค้า, ภาพรีวิวสินค้า,​ วิดีโอลูกค้ากำลังใช้งานสินค้า เป็นต้น อาจใช้วิธีจัดแคมเปญแจกของรางวัลสำหรับลูกค้าที่ส่งภาพเข้าประกวด
  • Video : 80% ของผู้ชมดูวิดีโอแบบปิดเสียง จึงควรใส่ซับไตเติ้ล
  • CTA : ควรใส่ 1 CTA เท่านั้น
  • Personalized Message : เช่น สวัสดีครับคุณ [ชื่อ]! หากคุณชื่นชอบบทความ [ชื่อบทความที่ผู้ใช้งานอ่าน] บางที [บทความแนะนำ] น่าจะถูกใจคุณเช่นกัน อ่านเลย [ลิงค์] เป็นต้น
  • เลือกโหมด Dynamic Creatives เพื่อทดสอบและหาโฆษณาที่ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด
  • สามารถดูตัวอย่างดีไซน์จากมืออาชีพได้ที่ Facebook Creative Hub หรือตัวอย่างโฆษณาจากเพจอื่นได้ที่ Facebook Ad Library

Split Testing ทดสอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้โฆษณา

Split Testing หรือ A/B Testing คือการทดสอบเพื่อหาโฆษณาที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด เช่น ทดสอบว่าดีไซน์สีแดง vs. สีฟ้า สีไหนทำให้คนคลิกโฆษณามากกว่ากัน เป็นต้น โดยสามารถทดสอบได้ทั้งดีไซน์, ข้อความ, กลุ่มเป้าหมาย, และตำแหน่งโฆษณา

ควรทดสอบทีละหนึ่งตัวแปร ใช้เวลา 3-7 วันหรือเมื่อโฆษณามียอดถึง 1,000 reaches เพราะนั่นทำให้มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกว่าโฆษณาตัวไหนชนะ

วิธี Split Testing แบบตั้งค่าเอง (manual)

  1. สร้างแคมเปญโฆษณาตามปกติขึ้นมา 1 แคมเปญเป็น “Control group (group A)” 
  2. คัดลอกแคมเปญแรกขึ้นมาเป็นแคมเปญที่สองให้เป็น “Test group (group B)”
  3. ปรับดีไซน์ใน Test group ตามตัวแปรที่ต้องการจะทดสอบ เช่น รูปภาพ, ข้อความ เป็นต้น
  4. ให้เลือก exclude กลุ่มเป้าหมายของ Control group ออกจาก Test group เพื่อไม่ให้กลุ่มเป้าหมายซ้ำกัน
  5. รอผล 3-7 วันหรือเมื่อแต่ละแคมเปญมียอดครบ 1,000 reaches เพื่อดูว่าแคมเปญไหนได้ผลลัพธ์ดีกว่ากัน
  6. ให้เก็บแคมเปญที่ผลลัพธ์ดีกว่าไว้ และทดสอบตัวแปรถัดไปเรื่อยๆ เพื่อหารูปแบบโฆษณาที่ดีสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมายของเพจเรา
  7. แนะนำให้เพิ่มงบโฆษณาแคมเปญที่ชนะ 20%-30% จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการในงบที่ตั้งไว้

วิธี Split Testing ด้วย Dynamic Creative Ads

สำหรับคนที่ต้องการทดสอบมากกว่า 1 ตัวแปรในทีเดียว แนะนำให้ใช้ Dynamic Creative Ads ระบบจะทำการจับคู่ตัวแปรแต่ละแบบและทดสอบเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เช่น  ใน 1 แคมเปญโฆษณา มีรูปภาพ 3 ดีไซน์ ข้อความโฆษณา 2 แบบ และหัวข้อ 1 แบบ ทั้งหมดจะถูกจับมามิกซ์แอนด์แมทช์จนได้โฆษณาออกมา 3 x 2 x 1 = 6 แบบ 

ข้อดีคือเราสามารถทดสอบหลายตัวแปรได้พร้อมกัน รวมถึงเมื่อระบบรู้ว่าโฆษณาตัวไหนมีประสิทธิภาพดีที่สุด ระบบจะแบ่งสัดส่วนเงินโฆษณาไปยังตัวที่ให้ผลดีที่สุดมากที่สุด (auto optimization) เพื่อให้คุ้มค่าโฆษณา 

รวมไอเดีย Split Testing ทดสอบตัวแปรอะไรดี?

1. ทดสอบกลุ่มเป้าหมาย : ใครคือกลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุดของเรา

  • Custom Audience
    • Website custom audience > All website visitors
    • Website custom audience > Visitors by time spent > Top 25%
    • Website custom audience > Add to cart
    • Website custom audience > Initiate checkout
    • Website custom audience > Purchase
    • Video view > viewed 25% 
    • Video view > viewed 50% 
    • Video view > viewed 75%
  • Lookalike Audience : เลือก 1%, 5% และ 10% ของ Custom Audience ทุกกลุ่มที่อยู่ใน Top of Funnel

2. ทดสอบดีไซน์โฆษณา : รูปภาพ/วิดีโอและข้อความ เช่น ภาพถ่าย vs ภาพกราฟฟิก, CTA, หัวข้อ,​ แคปชั่น, สี, และการจัดองค์ประกอบรูปภาพ เป็นต้น

3. ทดสอบตำแหน่งโฆษณา : จากประสบการณ์ของทาง Coursenvy โฆษณาบนมือถือจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าอุปกรณ์อื่นๆ และแนะนำให้เลือก Automate Placement สำหรับการ retargeting เพราะกลุ่มเป้าหมายนี้มักจะตอบสนองกับโฆษณาเท่าๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งโฆษณา



เทคนิคสร้างแคมเปญโฆษณา ​Facebook

แคมเปญ Top of Funnel (TOF)

การทำแคมเปญเพื่อเป้าหมาย Awareness และ Consideration หาคนที่สนใจในแบรนด์ของคุณ

แนะนำให้ลงเงิน 20% ของงบโฆษณาประจำวัน เช่น งบประจำวัน $500 x 20% = $100 สำหรับแคมเปญ TOF หากไม่ได้โฟกัสเป้าหมายใดเป็นพิเศษ แนะนำให้แบ่งเงินลงเท่าๆ กัน เช่น คุณต้องการยิงโฆษณา 3 แคมเปญสำหรับ Brand Awareness, Website Traffic และ Video Views ให้ลงเงินแคมเปญละ $100/3 = $33 เป็นต้น

★ คำแนะนำ : 

  • แนะนำให้ทดสอบ 10 ad sets เพื่อหารูปแบบโฆษณาที่ดีที่สุดของแต่ละแคมเปญ โดยลงเงินอย่างน้อย $1 ในแต่ละอัน แบ่งเป็น
    • 6 ad sets สำหรับกลุ่ม Lookalike Audience จากคนที่มีส่วนร่วมกับแบรนด์ เช่น กรอกฟอร์ม, ซื้อของ เป็นต้น
    • 3 ad sets สำหรับ Cold Audience คือคนที่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์ครั้งเดียว เช่น เคยสมัครสมาชิกไว้ แต่ไม่ได้ใช้งานมามากกว่า 30 วัน, คนที่เคยทดลองใช้งานฟรี แต่ไม่ได้กลับมาใช้บริการต่อ เป็นต้น
    • 1 ad set สำหรับ Broad Audience 
  • เพิ่มงบโฆษณาใน ad set ที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดทีละ 25-50% ทุก 3-7 วันจนได้ผลลัพธ์ที่พอใจในงบที่ตั้งไว้ พร้อมทดสอบตัวแปรอื่นไปเรื่อยๆ

สำหรับคอนเทนต์ ควรชักจูงให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมโพสต์ เช่น โหวตโพล, ตั้งคำถาม, ชักชวนให้แชร์หรือแท็กเพื่อน, จัดประกวด, แจกของฟรี เป็นต้น สามารถดูไอเดียควิซจาก BuzzFeed หรือดูคำถามที่คนค้นหาเยอะจาก Google Auto Search

แคมเปญ Middle of Funnel (MOF)

MOF คือการทำแคมเปญเพื่อเป้าหมาย Consideration และ Conversion แนะนำให้ลงเงิน 60% ของงบโฆษณาประจำวัน โดย retargeting กลุ่ม Warm Audience

★ คำแนะนำ : 

  • ทดสอบ 3 ad sets สำหรับ retargeting กลุ่ม Custom Audience จากแคมเปญ TOF
  • ทดสอบ 7 ad sets สำหรับ Lookalike Audience และ Cold Audience โดยหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ดีที่สุดคือ 1% Lookalike จากแคมเปญ TOF

แคมเปญ Bottom of Funnel (BOF)

BOF คือการทำแคมเปญเพื่อเป้าหมาย Conversion แนะนำให้ลงเงิน 20% ของงบโฆษณาประจำวัน แนะนำให้เลือก retargeting กลุ่ม Warm และ Hot audience เช่น คนที่เพิ่ง add to cart ภายใน 14 วันที่ผ่านมา เป็น และทำให้ User Journey เรียบง่ายที่สุด เช่น กดโฆษณาแล้วลิงค์เข้าหน้าซื้อสินค้าทันที ไม่ควรให้คลิกลิงค์หลายต่อ เพราะผู้ใช้งานอาจหล่นหายไประหว่างทาง

แนะนำให้ใช้คอนเทนต์จากผู้บริโภค (UGC) เช่น วิดีโอลูกค้ากำลังใช้งานสินค้า, ภาพรีวิวจากลูกค้า เป็นต้น

Facebook Algorithm

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่หันมาโฆษณากับ Facebook เป็นเพราะอัลกอริทึมอันชาญฉลาดที่ทำให้โฆษณายิงตรงเป้า ให้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมในงบประมาณที่จัดสรรได้เอง ซึ่งที่อัลกอริทึมของ Facebook มีประสิทธิภาพสูง เป็นเพราะ Facebook ทำการป้อนข้อมูลมหาศาลของผู้ใช้งานเข้าไป ระบบจะเรียนรู้ว่าผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มชอบคอนเทนต์แบบไหน จากนั้นจะแสดงโพสต์หรือโฆษณาที่เกี่ยวข้องออกมา โดยมี 3 ขั้นตอนดังนี้

  1. Inventory : ดูจากโพสต์ของคุณและเพื่อน รวมถึงเพจที่คุณติดตาม
  2. Signals : สัญญาณที่มาจากพฤติกรรมการใช้งาน เช่น ความสดใหม่ของคอนเทนต์, ความเกี่ยวข้อง, อุปกรณ์ที่ใช้งาน, ฟีดแบคจากคอมมูนิตี้ เป็นต้น
  3. Predictions : การคาดการณ์ว่าคุณน่าจะคอมเมนต์หรือแชร์โพสต์แบบไหน

ทั้งหมดจะถูกวิเคราะห์ออกมาเป็น Relevance Score เพื่อให้ระบบแสดงโพสต์ที่ตรงกับความสนใจของคุณมากที่สุด

ปัจจุบันโพสต์บนเพจของคุณจะถูกแสดงให้เห็นประมาณ 10% ของลูกเพจเท่านั้น เพราะ Facebook อยากจะกรองโพสต์ที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจให้ผู้ใช้งานเท่านั้น รวมถึงอยากให้เพจต่างๆ หันหาใช้บริการบูสต์โพสต์หรือยิงโฆษณา โดยปัจจัยที่ทำให้โพสต์ของเพจปรากฏบนหน้าฟีดมีดังนี้

  • การมีส่วนร่วม (comment, reactions & share) : ไม่ใช่แค่แท็กเพื่อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคอมเมนท์ที่ก่อให้เกิดการสนทนา แนะนำให้ตั้งคำถามเพื่อก่อให้เกิดการสนทนาในโพสต์
  • ความเกี่ยวข้อง (relevance) : มีความเกี่ยวข้องกับลูกเพจมากน้อยแค่ไหน
  • ความน่าเชื่อถือ (credibility) : ดูจากประสิทธิภาพของโพสต์และข้อมูลการถูกรีพอร์ต
  • ความสดใหม่ (recency) : โพสต์ใหม่มีแนวโน้มจะถูกแสดงมากกว่า

เทคนิคเอาชนะ Algorithm!

  • สร้างคอมมูนิตี้ด้วย Facebook Group โพสต์ในกลุ่มสามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่าเพจ ซึ่งเราสามารถเชื่อมกลุ่มกับเพจได้
  • มีส่วนร่วมกับเพจอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตอบคอมเมนท์เร็ว, ลงโพสต์สม่ำเสมอ เป็นต้น
  • โพสต์วิดีโอ เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนและยอดการมีส่วนร่วมมากกว่าภาพนิ่ง
  • บูสต์โพสต์บ้าง ไม่จำเป็นต้องทุกโพสต์ เลือกเฉพาะไฮไลท์โพสต์ที่คิดว่าน่าสนใจที่สุด

Ad Relevance Diagnostics

เมื่อโฆษณาถูกยิงออกไป ระบบจะประเมินประสิทธิภาพของโฆษณาด้วย Ad Relevance Diagnostics เพื่อวัดว่าโฆษณาที่ถูกยิงออกไปมีคุณภาพและเกี่ยวข้องกับผู้ที่เห็นโฆษณามากน้อยแค่ไหน โดยวัดจากฟีดแบคของผู้ใช้งาน เช่น กดแชร์หรือกดซ่อน เป็นต้น โดยมี 3 ข้อมูลดังนี้

  • Quality Ranking : คุณภาพโฆษณาของคุณเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ยิงโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
  • Engagement Rate Ranking: Engagement rate ของคุณเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ยิงโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
  • Conversion Rate Ranking: Conversion rate ของคุณเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ยิงโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายเดียวกันและมีเป้าหมายแคมเปญเหมือนกัน

สามารถดูความหมายของผลลัพธ์ Ad Relevance Diagnostics เพิ่มเติมได้ที่นี่



Facebook Reporting & Performance

ดูรายงานของแคมเปญและดึงข้อมูลได้ที่ Facebook Ads Manager Dashboard โดยเราสามารถเลือกให้แสดงเฉพาะข้อมูล (metric) ที่เราต้องการได้ แนะนำให้เข้ามาตรวจสอบผลลัพธ์ทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่าโฆษณาถูกปล่อยออกไปตามปกติ และตัดสินใจได้ทันทีว่าควรเพิ่มงบหรือปิดโฆษณาของแต่ละแคมเปญ

หากสงสัยว่าโฆษณาที่เรายิงออกไปมีประสิทธิภาพดีหรือไม่ สามารถดู Benchmark ที่ Coursenvy แนะนำมาได้ค่ะ

✦ โฆษณาที่ประสิทธิภาพดี : ควรมี CTR (Click-Through Rate) >2% และ Ad Relevance Diagnostics >50% → แนะนำให้เพิ่มงบโฆษณาไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจภายใต้งบที่ตั้งไว้

✦ โฆษณาที่ประสิทธิภาพน้อย : มี CTR <2% และ Ad relevance diagnostics <40% → แนะนำให้ Split Test ไปเรื่อยๆ จนกว่าเพิ่มประสิทธิภาพได้ หากแน่ใจว่าโฆษณาตัวนี้ไม่ได้ผล ควรปิดแคมเปญหลังจากยิงไปแล้ว 3-4 วัน

นอกจากนี้เรายังสามารถดูรายงานข้อมูลได้จากอีก 2 ช่องทางคือ

  1. Facebook Attribution Window เป็นเครื่องมือที่แสดง Customer Journey ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าแคมเปญใดทำให้ผู้ใช้งานมีส่วนร่วมแบบไหนบ้าง เช่น หลังจากเห็นโฆษณาแล้ว ใช้เวลากี่วันในการตัดสินใจซื้อสินค้า เป็นต้น
  2. FB Events Manager ใช้ดูพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน เช่น purchase, add to cart, contact, lead, register เป็นต้น 


Facebook Page

★ คำแนะนำในการทำให้ Facebook Page มีประสิทธิภาพมากขึ้น :

  • ใช้ username เดียวกันในทุกแพลตฟอร์มเพื่อให้คนจดจำได้ง่าย ไม่ควรใช้สัญลักษณ์ หรือหากจะใช้แนะนำเป็น _ (underscore) เพราะ username ของ Twitter ใช้สัญลักษณ์ได้แค่ _ เพียงอย่างเดียว
  • ควรมีโพสต์อย่างน้อย 10 โพสต์ก่อนแชร์เพจสู่ภายนอก เพื่อให้คนที่เข้ามาเห็นเข้าใจมากขึ้นว่าเพจของคุณทำอะไร มีเนื้อหาแบบไหน โดยแชร์โพสต์มาจากเพจอื่นมาบ้างก็ได้
  • ใส่ hashtag เพื่อเพิ่มโอกาสที่คนจะมาเจอโพสต์คุณผ่าน hashtag โดยดู hashtag ติดเทรนด์ได้ทาง hashtags.org
  • เขียนโพสต์แนะนำตัวว่าเพจของคุณทำอะไรแล้ว pin ไว้ เมื่อมีคนเข้ามาติดตามใหม่จะได้เห็นโพสต์นี้
  • หากต้องการไอเดียเริ่มต้น ลองดูตัวอย่างจากเพจคู่แข่งหรือเพจที่คุณชื่นชอบ

สร้าง SEO บน Facebook Page

Search Engine Optimization (SEO) เป็นวิธีสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์รวมถึง Facebook Page ปรากฏบนอันดับแรกๆ ของ Search Engine เช่น Google, Yahoo เป็นต้น โดยเทคนิคต่อไปนี้ขอเน้นวิธีทำ SEO บน Google เป็นหลักค่ะ

สำหรับ Facebook และโซเชียลมีเดียอื่นๆ ข้อมูลเพจและโพสต์จะถูกดึงมาเป็น Meta Description (คำอธิบาย) ที่ปรากฎ Google ดังนั้นหนึ่งในเทคนิคหลักของ SEO คือ การใส่คีย์เวิร์ดที่คนค้นหาเยอะบนคำอธิบายเพจและแคปชั่นโพสต์

เครื่องมือค้นหา SEO Keywords ที่แนะนำมีดังนี้

  1. Google Keywords Planner
  2. Longtail Pro
  3. Google Trends
  4. ดูจากคำค้นหาแนะนำบน Google, Youtube หรือ Amazon

★ คำแนะนำ

  1. ใช้ Long-tail keywords คือคีย์เวิร์ดที่ประกอบด้วย 3 คำขึ้นไป เพราะการแข่งน้อยกว่า Short-tail keywords ทำให้ติดอันดับดีๆ บน Google ได้ง่ายกว่า ตัวอย่างเช่น 
  • Short-tail keywords: “รองเท้าผู้หญิง”
  • Long-tail keywords: “รองเท้าผ้าใบ ผู้หญิง สีขาว”
  1. ชื่อเพจ : ตั้งเป็นชื่อแบรนด์ + 2-3 คีย์เวิร์ด เช่น Bob’s Bakery – Muffins, Catering & Event
  2. คำอธิบายเพจ : 156 ตัวอักษรแรกจะปรากฎตรง Meta Description ของ Google แนะนำให้ใส่ 3 คีย์เวิร์ด เช่น Coursenvy: Our ads manager team at Coursenvy is the top rated digital marketing agency! We have taught over 300,000 students in our online courses! Our mission at Coursenvy is to promote and provide lifelong learning!
  3. แชร์ลิงค์เพจหรือโพสต์ในช่องทางอื่นๆ : วิธีนี้เรียกว่า Backlink คือการที่ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ชี้กลับมายังเว็บไซต์ของเรา เหมือนกับได้รับคะแนนโหวตจากเว็บอื่นๆ ซึ่งทำให้คะแนน SEO ของเราสูงขึ้น แต่อย่าสแปม! ทาง Google สามารถตรวจจับสแปมได้และจะส่งผลย้อนกลับทันทีคือทำให้คะแนน SEO ต่ำลงหรืออาจถึงขั้นโดนแบล็กลิสต์ได้
  4. แคปชั่นโพสต์ : 18 ตัวอักษรแรกจะถูกดึงเป็น Meta Description แนะนำให้ใส่ 3-4 คีย์เวิร์ด รวมถึงลิงค์ที่เกี่ยวข้องกลับมายังเว็บไซต์ของเรา แม้ว่าลิงค์ที่แปะในโพสต์จะนับเป็น Backlink ประเภท no follow หมายถึงไม่ได้ส่งผลต่อคะแนน SEO แต่การแปะลิงค์ในโพสต์จะได้ผลในแง่สร้าง Brand Awareness และดึงคนเข้าเว็บไซต์

คอนเทนต์บน Facebook Page

หากคุณกำลังวางแผนคอนเทนต์โพสต์ ทาง Coursenvy แนะนำสูตรคอนเทนต์ 70 : 20 : 10 ดังนี้

  • 70% เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าต่อลูกค้า เช่น โพสต์ความรู้, เทรนด์ข่าวสาร, บทความ เป็นต้น โดยเป็นโพสต์ต้นฉบับของเพจเรา พยายามสอดแทรกอารมณ์ขันหรือความบันเทิง เพราะ ‘ตลก = แชร์ต่อ’
  • 20% เป็นโพสต์ที่แชร์มาจากเพจอื่นโดยเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเพจเรา เช่น โพสต์ที่กำลังติดเทรนด์, มีมตลก เป็นต้น
  • 10% เป็นโพสต์เกี่ยวกับแคมเปญโปรโมชั่น

สูตรนี้เป็นเพียงแนวทาง ควรทดลองโพสต์คอนเทนต์หลายๆ แบบจนเจอเนื้อหาและสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพจของเรา

จัดตารางโพสต์ล่วงหน้า

กุญแจสำคัญในการทำให้เพจเติบโตคือ การโพสต์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกเพจ

Meta Business Suite ช่วยให้เราจัดตารางและตั้งค่าโพสต์ล่วงหน้าได้ แถมยังแนะนำวันและเวลาโพสต์ที่ดีที่สุดหรับเพจของเรา โดยอิงจากช่วงเวลาที่ผู้ติดตามใช้งานมากที่สุด

หากยังไม่มีข้อมูลว่าควรโพสต์เวลากี่โมงดี แนะนำช่วงเวลาดังนี้ค่ะ

  1. 7:30 น. – 10:30 น. : ก่อนไปทำงานหรือก่อนไปเรียน เป็นช่วงเวลาที่คนใช้งานสูงทุกโซเชียลมีเดีย
  2. 15:30 น. – 17:30 น. : ช่วงเวลาที่ยอด retweet เยอะที่สุด
  3. 19:30 น. – 21:30 น. : หลังเลิกงานและหลังเลิกเรียน เป็นช่วงเวลาที่คนเข้าใช้งานสูงทุกโซเชียลมีเดีย

นอกจากใช้ Meta Business Suite ตั้งโพสต์ล่วงหน้าได้แล้ว ยังสามารถใช้เครื่องมือจากเว็บอื่นๆ อย่าง Everypost, Hootsuite, later.com, IFTTT หรือ buffer จัดการโพสต์ได้ ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถจัดตารางโพสต์ของแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ในที่เดียว เช่น LinkedIn, Twitter เป็นต้น


สรุปส่งท้าย! มินิรีวิวคอร์สเรียน

คอร์สนี้คุ้มค่า 300 บาทสุดๆ! อัพเดตเนื้อหาใหม่ทุกปี เรียนจบแล้วรู้สึกมั่นใจในการเลือกกลุ่มเป้าหมายเพื่อยิงโฆษณา Facebook มากขึ้น รวมถึงได้รู้จักเครื่องมือ Facebook Marketing ครอบจักรวาล บางเครื่องมือมีมานานแล้วแต่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน (อย่าง Ad Library) ต่อไปนี้ได้ใช้บ่อยแน่นอน ชอบที่สอนละเอียด Step-by-step และมีข้อมูลเชิงลึกจากประสบการณ์ลงโฆษณาให้ลูกค้าหลากหลายแบรนด์

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำแคมเปญโฆษณา Facebook หรือผู้ที่เคยใช้งาน Facebook Ads เมื่อนานมาแล้วและต้องการอัพเดตความรู้ใหม่ให้ทันระบบ แนะนำคอร์สนี้อย่างยิ่งค่ะ!



Leave a Reply

Your email address will not be published.