รีวิวหนังสือ Harshtag

รีวิวหนังสือ #HARSHTAG : ให้ไซเบอร์บูลลี่จบที่รุ่นเราได้มั้ย?

#ReadersGarden เล่มที่ 51

#HARSHTAG

ตอนที่ซิสไปเดินงานหนังสือ Books & Beers 2022 📚🍻 หนังสือที่สะดุดตาที่สุดในงานคือ หนังสือ HARSHTAG สีฟ้าสดใสเล่มนี้ หน้าปกเป็นรูปอิโมจิผสมรวมกัน 💩😎💋📱💔 (เจ้าอุนจิใส่แว่นกันแดดที่มีหัวใจแตกสลายล้อมรอบกำลังทำปากจู๋เซลฟี่) ราวกับจะสื่อถึงคนที่หัวใจแตกสลาย รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า (มองตัวเองเป็นก้อนอุนจิ) แต่ก็ปกปิดความเจ็บปวดไว้ ทำตัวเหมือนสบายดีและมีชีวิตเลิศๆ บนโลกโซเชียลมีเดีย

หนังสือเล่มนี้ยังมีหน้าปกอีกแบบหนึ่งคือ รูปอิโมจิหมูที่มีสิวเต็มหน้า เหมือนจะสื่อถึงคนที่ไม่มั่นใจหรือถูกบูลลี่เพราะรูปลักษณ์ภายนอก แค่สตอรี่บนปกหนังสือก็น่าสนใจแล้ว เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องภายในหนังสือก็น่าสนใจไม่แพ้กัน มีทั้งเรื่องที่ซิสอ่านแล้วต้องกำหมัด น้ำตาคลอเบ้าและได้มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับโลกโซเชียล

เรื่องสั้นแต่ละเรื่องมีเนื้อหาเกี่ยวกับ #ไซเบอร์บูลลี่, #แอบอ้างเป็นคนอื่น,​ #เฟคนิวส์, #เหยียดเพศ, #สงครามคู่จิ้น, #หน้าสด vs. #ฟิลเตอร์ ต่างก็เป็นประเด็นเด่นๆ บนโลกออนไลน์ที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนชาวเน็ต บางครั้งตัวอักษรที่ถูกพิมพ์ด้วยความคึกคะนองก็กลายเป็นอาวุธที่พรากชีวิตคนได้ด้วย

ทั้ง 9 เรื่องต่างมีเสน่ห์และให้ข้อคิดแตกต่างกันไป โดยซิสขอหยิบ 3 เรื่องที่อ่านแล้วอินมากที่สุดมารีวิวค่ะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

1. Family Narakk

เรื่องสั้นเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียของคนในครอบครัว เขียนโดยคุณนริศพงศ์ รักวัฒนานนท์ เป็นเรื่องที่อ่านแล้วอินจนหงุดหงิด และเป็นสาเหตุที่สมัยเด็กซิสไม่ยอมกดรับเพื่อน Facebook คุณแม่ด้วย

เรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งที่คุณแม่ของเธอโพสต์รูปครอบครัวน่ารัก(ในสายตาแม่) ในรูปประกอบด้วยพ่อแม่และตัวเธอในชุดว่ายน้ำ ซึ่งเด็กสาวไม่ชอบรูปนั้นและเคยบอกแม่แล้วว่าอย่าโพสต์ แล้วสิ่งที่เธอกังวลก็เกิดขึ้นจริง เมื่อญาติผู้ใหญ่ต่างมาแซวเรื่องรูปลักษณ์ของเธอในคอมเมนท์ว่า “ลูกหมู”, “เด็กสมบูรณ์”, “มั่นใจเกินไป หุ่นยังไม่ได้นะ” หรือแม้แต่ “ใส่ชุดว่ายน้ำโป๊ ดูเป็นผู้หญิงไม่ดี”

เมื่อเด็กสาวยืนกรานให้ลบโพสต์ พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ต่างมองว่า

  • มันเป็นเรื่องเล็กน้อย จะโวยวายทำไม
  • เด็กสาวอ่อนไหวเกินไป
  • เป็นความผิดของเธอเอง เพราะเธออ้วนจริงๆ
  • ลูกเป็นลูกของแม่ ทำไมแม่ต้องขออนุญาตก่อนลงรูปลูกด้วย
  • ผู้ใหญ่ต่อว่าลูกหลานได้ แต่ถ้าลูกหลานเถียงกลับถือว่าไร้มารยาท

อีกสารพัดคำพูดชวนกำหมัดที่เกิดจากมุมมองที่ต่างกันของคนสองรุ่น รวมถึงต่างฝ่ายต่างไม่พยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

นี่เป็นเรื่องที่ซิสอินมากที่สุดเพราะเคยพบเจอเหตุการณ์ทำนองนี้บ่อยๆ เมื่อคุณแม่อยากจะอวดลูกสาวน่ารักๆ ให้เพื่อนชาวเน็ตดู แต่รูปที่คุณแม่โพสต์มันไม่น่ารักในสายตาเราเอาซะเลย เมื่อขอให้เอารูปมาให้เราตรวจก่อนโพสต์ ก็ได้เสียงตอบรับกลับมาไม่ต่างจากที่เด็กสาวโดน กว่าจะปรับจูนกันได้ต้องใช้เวลาหลายปีจนเข้าใจว่า รูปแบบไหนโพสต์ได้ รูปแบบไหนไม่อยากให้โพสต์ เพราะไม่มีใครอยากเห็นรูปตัวเองในสภาพที่ไม่มั่นใจหรอกนะ

เรื่องสั้นนี้ยังทำให้คิดได้ว่า ที่ผ่านมาเราอยากให้พ่อแม่มาบอกเราก่อนลงรูปเรา แต่เราเองกลับไม่เคยขออนุญาตคนอื่นเวลาลงรูปเขาเลย เพราะเราคิดว่าเราเลือกรูปที่ทุกคนดูดีแล้ว แต่ลืมคิดไปว่าดูดีในสายตาเรากับสายตาเขาอาจไม่เหมือนกัน หรือบางครั้งเราลงรูปตลกๆ ของเพื่อนซึ่งปกติเพื่อนก็สนุกไปกับมัน แต่ลืมคิดไปว่าแต่ละคนก็มีช่วงเวลาที่เปราะบาง วันนี้เขาอาจสนุกกับรูปนั้น แต่บางวันเขาอาจไม่โอเคก็ได้

ดังนั้นก่อนลงรูปของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อน ควรจะสอบถามพวกเขาก่อนว่า “ขอลงรูปนี้ได้มั้ย?” ประโยคสั้นๆ ที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขในการใช้โซเชียลขึ้นเยอะ

ซื้อหนังสือ #HARSHTAG : นายอินทร์

2. It’s a Match!

คุณจะรู้สึกยังไงเมื่อได้แมทช์กับคนคนหนึ่งในแอปหาคู่ ทว่ารูปโปรไฟล์ของคนคนนั้นดันเป็นรูปของคุณเอง! It’s a Match! เขียนโดยคุณโชติกา ปริณานายก เป็นเรื่องราวของไหม หญิงสาวที่แอบอ้างเอารูปแฟนเก่าของแฟนมาเล่นแอปหาคู่เพียงเพราะความหมั่นไส้ แต่แล้วไหมดันได้มาแมทช์กับคนที่ใช้รูปของเธอซะเอง ผู้ต้องสงสัยคือบรรดาเพื่อนสนิทและแฟนของเธอ งานนี้ใครคือคนร้ายกันแน่!

ในสมัยที่ซิสยังเด็ก การแอบอ้างใช้รูปคนดังหรือเน็ตไอดอลเพื่อหลอกคุยกับคนอื่นเป็นเรื่องราวเตือนภัยที่มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ แต่ความน่ากลัวของสมัยนี้คือ ไม่ว่าใครก็ถูกที่สวมรอยได้ไม่เฉพาะคนดัง อย่างคนรอบข้างซิสก็เจอเหตุการณ์แบบนี้กันอยู่เป็นประจำ โดยถูกแอบอ้างทั้งชื่อ รูปภาพและเรื่องราวในชีวิตที่เคยแชร์ลงโซเชียล ถูกนำไปใช้ในเชิงชู้สาวบ้าง ฉ้อโกงบ้าง หรือทำเพราะความสนุกก็มี

3. หนักซ้าย

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า ‘หนักขวา’ ซึ่งหมายถึงเวลาที่เราส่งข้อความหาคู่สนทนามากกว่าที่อีกฝ่ายตอบกลับมา ข้อความจะปรากฏทางฝั่งขวามากกว่า จึงถูกเรียกว่า ‘หนักขวา’ เป็นการสื่อนัยๆ ว่า เราสนใจเขาแต่เขาไม่สนใจเรา ในทางตรงกันข้าม ‘หนักซ้าย’ หมายถึงการที่คู่สนทนาส่งข้อความหาเรามากกว่าที่เราตอบกลับไป

สำหรับเรื่องสั้นหนักซ้าย เขียนโดยคุณตัวแม่* เป็นเรื่องสั้นในรูปแบบนิยายแชทสุดสะเทือนใจที่ทำเอาซิสน้ำตาคลอ เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ได้รับข้อความรัวๆ จากหลายคน มีทั้งข้อความด่าทอ, ห่วงใย, คิดถึงและผิดหวัง โดยชายหนุ่มไม่ได้โต้ตอบกลับไปเลย สุดท้ายแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

ซิสชอบวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มาก ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเพื่อนส่งแชทดราม่ามาให้เราอ่าน แล้วเราต้องทำตัวเป็นนักสืบโซเชียลประติดประต่อเรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งพอรู้เรื่องทั้งหมดแล้วก็ทำเอาเราจุกในอกเลยทีเดียว


เรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องใน #HARSHTAG ให้ข้อคิดมากมาย รวมถึงเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เราได้หันกลับมาสำรวจตัวเองว่าเราเองก็เผลอเป็นผู้บูลลี่คนอื่นโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า สุดท้ายนี้ไม่ว่าจะเป็นไซเบอร์บูลลี่หรือการบูลลี่ในชีวิตจริงต่างก็มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้ทุกฝ่ายและกระทบคนรอบข้างไปเป็นลูกโซ่ แต่เราทุกคนต่างมีพลังที่จะช่วยหยุดห่วงโซ่ความเจ็บปวดนั้น ทุกอย่างเริ่มได้ที่ตัวเรา