You are currently viewing คริสต์มาสนี้ที่โกเบ (Kobe) เมืองทางผ่านที่ตกหลุมรัก

คริสต์มาสนี้ที่โกเบ (Kobe) เมืองทางผ่านที่ตกหลุมรัก

  • Reading time:2 mins read
  • Post category:Wonderland

เดิมทีโกเบ (Kobe) เป็นเพียงเมืองทางผ่านที่เราตั้งใจใช้แวะพักนอนก่อนออกเดินทางไปยังเมืองหลวงเก่า ‘เกียวโต (Kyoto)’ ในวันรุ่งขึ้น ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโกเบไปมากกว่าเนื้อโกเบรสเลิศและแพงหูฉี่ สุดท้ายที่นี่ก็กลายมาเป็นเมืองที่ 7 ในทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง และเป็นเมืองที่ตกหลุมรักมากที่สุด

จากเมืองแห่งทรายสู่เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ (ปี 2021) โกเบเพิ่งได้ครองแชมป์ตำแหน่งเมืองที่คนญี่ปุ่นคิดว่าน่าอยู่มากที่สุด เมื่อได้มาเห็นกับตาก็ไม่แปลกใจเลย ความงามของเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาและทะเล ผู้คนอัธยาศัยดีและยิ้มแย้มแจ่มใส เพียงเท่านี้ก็ตกหลุมรักจนไม่อยากจะไปไหน

หลังจากฝนหยุดตกแล้ว เราออกเดินทางจากสถานีทตโตริ (Tottori) เวลาห้าโมงเย็น รถไฟด่วน Super Hakuto หมายเลข 12 ค่อยๆ วิ่งห่างจากเมืองแห่งทราย พระอาทิตย์กำลังโบกมือลาลงทะเลญี่ปุ่น เผลอแปปเดียวสองข้างหน้าต่างมืดสนิทจนเห็นแค่ใบหน้าอ่อนเพลียที่สะท้อนกลับมา เพราะช่วงเช้าตะลุยเที่ยวรอบเมืองโคนัน ส่วนช่วงบ่ายเที่ยวชมเมืองทตโตริ จนไอศกรีมเมล่อนของขึ้นชื่อเมืองทตโตริที่ทานเข้าไปก็แทบไม่เหลือพลังงานแล้ว ถึงจะง่วงแค่ไหนก็หลับไม่ลง เพราะเกรงจะเลยจุดหมายไปซะก่อน ปลายทางสุดท้ายของค่ำคืนนี้คือ โฮสเทลหลังเล็กๆ ที่อยู่ติดกับสถานีชินโกเบ (ShinKobe)

ชินคันเซนมาจอดที่สถานีชินโกเบตอนเวลาทุ่มกว่าๆ เราเดินลงเนินมาไม่นานก็ถึง Galo Hostel ที่ตั้งใจจะฝากกายไว้ในคืนนี้ ประตูบ้านถูกเปิดออกพร้อมสีหน้ายิ้มแย้มต้อนรับจากหนุ่มใหญ่ใจดีเจ้าของบ้าน เขาสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก ได้แนะนำอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงทางลัดจากบ้านพักไปยังสถานีรถไฟในเวลาไม่ถึง 3 นาที ซึ่งขามาเราเดินอ้อม เดินหลง เลยใช้เวลาเกือบ 10 นาที 😂

ก่อนจะแยกย้ายกัน โฮสต์แนะนำด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นให้ไปดูงานประดับไฟอันเลื่องชื่อของเมืองที่จัดเฉพาะช่วงคริสต์มาสอย่าง ‘โกเบ ลูมินาริเอะ (Kobe Luminarie)’ เราเพียงแค่บอกว่าน่าสนใจดี คิดในใจว่าเอาช้างมาฉุดฉันก็ไม่ไปไหนแล้วทั้งนั้น ถ้าไม่ติดว่าลุยฝนมา ก็คงจะทิ้งตัวลงเตียง ซุกผ้าห่มอุ่นๆ แล้ว 🥱

หลังจากอาบน้ำจนสดชื่นขึ้นนิดหน่อย ท้องก็ร้องขึ้นมา เลยจัดการโซ้ยสปาเกตตี้ผัดเผ็ดจาก Lawson ฝั่งตรงข้ามโฮสเทล พร้อมวางแผนเที่ยวในพรุ่งนี้ จู่ๆ ใบหน้าเป็นประกายของโฮสต์ตอนพูดถึงงานประดับไฟก็เกิดสะกิดใจขึ้นมา ลองหาข้อมูลสักหน่อยแล้วกัน

กูเกิลโชว์ภาพไฟประดับขนาดใหญ่เท่าตึก เรียงรายตามถนน อลังการแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ไฟงานวัดแถวบ้านที่เคยจินตนาการหายวับไปทันที ฉันจะต้องไปดูงานนี้ให้ได้! นาฬิกาบอกเวลา 20:40 น. แล้ว งานประดับไฟมีจนถึง 21:30 น. นั้นคือเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมง กว่าจะนั่งรถไฟไปอีก 3 สถานี จะคุ้มมั้ยนะ? 🤨

พอคิดดูดีๆ ถ้าไม่ลุกขึ้นไปตอนนี้ เราอาจจะไม่ได้เห็นงานประดับไฟโกเบอีกตลอดชีวิตก็ได้ เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินทางไปเมืองอื่นต่อและไม่รู้ว่าอีกกี่เดือน กี่ปี หรือชีวิตนี้จะได้กลับมาโกเบอีกหรือเปล่า โอกาสมีแค่ตอนนี้เท่านั้น! คิดได้ปั๊บก็รีบยัดเส้นสปาเกตตี้เข้าปาก หยิบเสื้อโค้ทมาคลุมชุดนอน ใช้ทางลัดที่โฮสต์แนะนำวิ่งไปสถานีรถไฟ ไม่ถึง 3 นาทีจริงๆ ด้วย


เวทมนตร์อันอบอุ่นของงานประดับไฟโกเบ ลูมินาริเอะ

การตัดสินใจวิ่งฝ่าความหนาวห้าองศามางานประดับไฟโกเบ (Kobe Luminarie) ในชุดนอน… เป็นหนึ่งในความทรงจำดีที่สุด

งานประดับไฟโกเบจัดตามเส้นทางระหว่างสถานีโมโตมาจิ (Motomachi) และสถานีซันโนมิยะ (Sannomiya) เราใช้เวลาเพียง 10 นาทีจากสถานีรถไฟชินโกเบมาถึงสถานีโมโตมาจิ เมื่อมาถึงสถานีนี้ได้ ก็ไม่ต้องกลัวหลงทางแล้ว เพียงแค่ลงจากรถไฟก็เจอเหล่าคุณลุงมายืนถือป้ายบอกทางอยู่ที่สถานีใต้ดิน พอออกมาบนถนนก็จะพบกับหนุ่มสาวอาสาสมัครถือป้ายบอกทาง ช่วยโบกรถและพาทุกคนข้ามถนนอย่างปลอดภัย เมื่อถึงในงาน สองข้างทางจะมีเต้นท์คอยให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตลอดทาง มีเด็กๆ ในชุดนักเรียนยิ้มแย้มยืนถือกล่องรับบริจาค ราวกับว่าคนทั้งเมืองออกมาช่วยกันร่ายเวทมนตร์ บรรยากาศอบอุ่นหัวใจจนลืมความหนาวไปสนิท

งานประดับไฟโกเบ ลูมินาริเอะ มีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องน่าเศร้าในปี 1995 ต้นปีนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ฮันชินหรือแผ่นดินไหวโกเบ ระยะเวลาการสั่นสะเทือนเพียง 20 วินาที ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6,434 คน แสดงให้เห็นอานุภาพอันน่ากลัวของภัยธรรมชาติ ดังนั้นในปลายปีเดียวกัน เมืองโกเบจึงจัดงานประดับไฟโกเบ ลูมินาริเอะขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อรำลึกถึงผู้ที่จากไปและปลอบขวัญผู้ที่ยังอยู่ จนกลายมาเป็นงานที่แสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของคนทั้งเมือง มอบรอยยิ้มและความอบอุ่นให้นักท่องเที่ยว สืบทอดกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากวันแรกในญี่ปุ่นที่เมืองฟุกุโอกะแล้ว เราไม่เคยปีกกล้าขาแข็งออกมาเดินเที่ยวญี่ปุ่นตอนกลางคืนอีกเลย เพราะขาแข็งจนก้าวไม่ออกจริงๆ 🥶 น่าแปลกที่แม้อุณหภูมิยามค่ำคืนที่โกเบจะหนาวพอๆ กับเมืองอื่น แต่เราเดินเที่ยวได้สบาย อาจเพราะเริ่มปรับตัวได้ หรือเพราะผู้คนมากมายหลายร้อยคนที่มารวมตัวกัน หรือเพราะใบหน้าที่ยิ้มแย้มของอาสาสมัคร หรือเพราะทุกอย่างรวมกัน ทำให้เกิดเวทมนตร์อันอบอุ่นของงานประดับไฟโกเบขึ้นมา ❤️


Galo Hostel อุ่นใจเหมือนมานอนค้างบ้านเพื่อน

หลังจากอิ่มเอมใจจากงานประดับไฟ เราก็กลับมายังที่พัก ตลอดการเดินทาง 7 วัน 6 คืนในญี่ปุ่น เราพักโฮสเทล 5 แห่งใน 5 เมือง จากบรรดาทั้งหมดนั้น ขอยกให้ Galo Hostel เป็นอันดับหนึ่งในใจ ชอบถึงขนาดอยากกลับไปโกเบเพื่อไปพักที่นี่อีก 🛌 ชายหนุ่มเจ้าของบ้านเฟรนด์ลีมาก คุยเก่งแต่ไม่อึดอัด ปกติคนอินโทรเวิร์ตอย่างเราจะมีความเคอะเขิน ตะขวิดตะขวงใจบ้างเมื่อไปสถานที่แปลกใหม่ แต่กาโลโฮสเทลแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกอุ่นใจเหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน

ภายในห้องนั่งเล่นจะมีแฟ้มรวมสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองโกเบพร้อมวิธีเดินทางจากบ้านพัก หนาปึกจนแฟ้มสะสมผลงานสมัยประถมยังสู้ไม่ได้ แค่เปิดดูก็เห็นถึงความใส่ใจของคนทำแล้ว แฟ้มนี้แหละที่ทำให้เราตัดสินใจเปลี่ยนแผนจากเที่ยวเกียวโต 1 วันเต็ม เหลือแค่ครึ่งวัน เพราะเปลี่ยนใจมาเที่ยวโกเบครึ่งวันเช้าแทน โฮสต์ยังช่วยแนะนำวิธีเดินทางที่สะดวกและเร็วที่สุดให้อีกด้วย พ่วงตำแหน่งโฮสต์และไกด์ท่องเที่ยวไปในเวลาเดียวกันเลย

ที่บ้านพักมีคุณยายชาวญี่ปุ่นที่พูดภาษาไทยได้ด้วย คุณยายนอนอยู่เตียงชั้นล่างของเราเอง ดูท่าทางแล้วไม่น่าใช่นักท่องเที่ยว อาจจะเป็นคุณยายของเจ้าของบ้านหรือเปล่านะ?​ คุณยายเล่าว่าเคยอยู่เมืองไทยเกือบยี่สิบปี จึงพูดภาษาไทยได้คล่อง ชัดเจนจนนึกว่าเป็นคนไทย

Instagram ของ Galo Hostel เต็มไปด้วยรูปของนักท่องเที่ยวที่มาพัก พร้อมเรื่องราวสั้นๆ ว่าแต่ละคนมาจากที่ไหนบ้าง (ด้านบนคือเราเอง ☺️) อีกสิ่งตอกย้ำฟีลมาเที่ยวบ้านเพื่อนคือ ระหว่างที่เราไถอินสตาแกรมของกาโลไปเรื่อยๆ ก็เจอใบหน้าที่คุ้นเคย เอ้า! เพื่อนฉันนี่ เรารีบชี้ให้โฮสต์ดูว่า ‘Oh! This is my friend from university. What a small world!’ โฮสต์จำได้ทันทีแม้จะผ่านมาหลายเดือนแล้วว่า ‘อ่อ ผู้ชายคนนี้จำได้ว่าตอนนั้นเค้ากำลังจะไปปราสาทฮิเมจิ’ ดูจากเส้นทางแล้ว เที่ยวสวนทางกับเรานั่นเอง เป็นเรื่องบังเอิญเล็กๆ ที่ทำให้มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

แม้จะยังอยากอยู่คุยเล่นต่ออีกสักหน่อย แต่เพราะยังมีการผจญภัยและหมีแพนด้าอุ้ยอ้ายรออยู่ เราจึงโบกมือลาโฮสต์ตอน 8:30 น. เพื่อมุ่งหน้าไปดูเหล่าหมีๆ ที่สวนสัตว์โอจิ


ดูแพนด้าขาวดำ แพนด้าแดง สารพัดสัตว์ร่าเริงที่สวนสัตว์โอจิ

สวนสัตว์โอจิ (Oji Zoo) ไม่ได้อยู่ในแพลน ที่จริงสวนสัตว์ไม่ได้อยู่แผนเที่ยวเลย หลังจากอกหักจากสวนสัตว์ไทเป (Taipei zoo) ไปเมื่อปีก่อน มันเลวร้ายถึงขนาดบอกตัวเองว่าฉันจะไม่ได้เที่ยวสวนสัตว์อีกตลอดชีวิต! 😭 ขอบคุณสวนสัตว์โอจิที่ทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในสวนสัตว์อีกครั้ง

เราตัดสินใจมาสวนสัตว์โอจิเพราะ 1) มีหมีแพนด้า และ 2) นั่งรถเมล์จากบ้านพักไปเพียง 5 นาที

เราตัดสินใจเดินไปสวนสัตว์เพราะ หาป้ายรถเมล์ไม่เจอ อยากเดินชมบรรยากาศยามเช้าในเมืองโกเบ เนื่องจากสวนสัตว์โอจิรายล้อมไปด้วยโรงเรียนมัธยมหลายแห่ง จึงเจอเด็กนักเรียนคึกคักกำลังเดินทางไปโรงเรียน บริเวณนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ที่น่าสนใจอีกมากมาย แต่น่าเสียดายที่เป็นวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่จึงปิดทำการอยู่

เรามาถึงหน้าทางเข้าสวนสัตว์เวลา 9 โมงเป๊ะ สวนสัตว์เปิดพอดีเลย ค่าเข้า 600 เยน (~170 บาท) เนื่องจากเป็นเช้าตรู่วันจันทร์จึงไม่ค่อยมีคน เราเห็นเพียงคุณลุงคุณป้ากลุ่มหนึ่งแบกกล้องตัวใหญ่แบบที่ช่างภาพมือโปรใช้กันยืนรอประตูรั้วเปิด พอสวนสัตว์เปิดปุ๊บก็กรูไปทางเดียวกัน ไม่รู้ทำไม แต่สัญชาตญาณมันบอกว่า ‘อ่อ เจ้าแพนด้าอยู่ทางนั่นสินะ’

ปีก่อนหน้านั้น เราไปเที่ยวไทเป ประเทศไต้หวันและเมืองรอบๆ ไฮไลท์ของทริปคือ ไปดูหมีแพนด้าที่ฉันหลงรักมาทั้งชีวิต ถึงขนาดตั้งชื่อทริปว่า ‘หนีงานไปดูหมี 🐼’ แค่ได้เห็นแพนด้าตัวจริงก็บรรลุเป้าหมายชีวิตแล้ว 😂 ปรากฏว่าสวนสัตว์ไทเปเละเทะมาก เจอสัตว์น้อยกว่าสวนสนุกกึ่งซาฟารีที่ไปวันถัดไปอีก มีป้ายบอกชื่อสัตว์เรียงรายแต่ไม่มีสัตว์ หมีโคอาล่าขนร่วงเป็นกระจุก หน้าตาซึมเศร้าเหมือนโคอาลาที่เจอไฟป่าในออสเตรเลียเลย ส่วนหมีแพนด้ายักษ์สองตัวถูกเลี้ยงในห้องกระจก มีต้นไม้จริงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นธรรมชาติพลาสติก น้องไม่กิน ไม่หลับ ไม่เล่น แค่นั่งนิ่งหันก้นให้คนดู ถอนหายใจเฮือกใหญ่เนืองๆ ราวกับคนอมทุกข์ เป็นสวนสัตว์ที่ได้ความเศร้ากลับมา เราเป็นส่วนหนึ่งในการทรมานสัตว์หรือเปล่า?​ สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือฟีดแบคไปยังสวนสัตว์และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ส่งภาพหมีขนร่วงไปให้ และขอร้องให้ดูแลน้องๆ ให้ดี ไม่รู้ว่าตอนนี้บรรดาสัตว์ที่สวนสัตว์ไทเปจะเป็นยังไงบ้าง

สวนสัตว์โอจิทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นในสวนสัตว์อีกครั้ง ทำให้การเที่ยวสวนสัตว์เต็มไปด้วยความสุขอีกครั้ง เราอาจไม่รู้ถึงความคิดในใจของสัตว์ การได้อยู่นอกกรงอย่างอิสระอาจจะมีความสุขกว่า แต่หากดูแค่ลักษณะภายนอก สวนสัตว์โอจิเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดที่เราเคยไปมา บรรดาสัตว์ดูขนฟูนุ่มนิ่ม กระฉับกระเฉงแข็งแรง ส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงในสภาพเปิดโล่ง ออกมาสูดอากาศ รับแดดได้ มีห้องปิดสำหรับหลบแดด หลบฝน หลบหนาวได้เช่นกัน

แพนด้าแดงปีนต้นไม้ วิ่งเล่นไปมา แพนด้าขาวดำกลิ้งตัวเองลงหลุม ปีนกลับขึ้นมาและกลิ้งลงไปใหม่ เหมือนเด็กเล่นสไลเดอร์ 🐼 หมีขาวตะกุยเล่นกับหิมะปลอม หมีโคอาล่าดูหลับสบาย 🐨 แมวน้ำตัวหนึ่งนอนอาบแดด แมวน้ำอีกตัวก็พ่นน้ำใส่ตัวที่นอนอาบแดด ตัวเดียวที่อารมณ์บูดก็คือ เจ้าแมวพัลลัส แอบซ่อนอยู่มุมบนสุดของกรงจนเกือบหาไม่เจอ 😾 จริงๆ แล้วน้องอาจจะไม่ได้โกรธ น้องแค่เป็น Grumpy Cat แมวหน้าบึ้งตลอดเวลา บางคนก็ว่าน้องขี้อายเท่านั้นเอง

ภายในสวนสัตว์ยังมีลานสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นสำหรับเด็กๆ ด้วย ความสนุกครบวงจร

แม้ใจเราจะยังก่ำกึ่งว่าสวนสัตว์เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ใจนึงก็อยากให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่อีกใจเราเองก็อยากมาดูสัตว์หายากในสวนสัตว์ ดูสัตว์และผู้คนเป็นมิตรต่อกันซึ่งอาจจะหาได้ยากกว่าในธรรมชาติ อย่างไรก็ตามสวนสัตว์โอจิช่วยล้างความรู้สึกไม่ดีจากสวนสัตว์ไทเปออกไปได้บ้าง ยิ่งทำให้อยากผลักดันให้สวนสัตว์อื่นๆ ดูแลสัตว์ให้ดีที่สุด


ขึ้นกระเช้า เข้าป่า ชมสวนสมุนไพรนุโนะบิกิ

มานั่งกระเช้าลอยฟ้าชมเมืองโกเบ ภูเขาและทะเลกัน! หลังจากออกจากสวนสัตว์โอจิ เรานั่งรถเมล์กลับมายังสถานีรถไฟชินโกเบ จากนั้นเดินไปยังทางขึ้นกระเช้าลอยฟ้าเพียง 3 นาทีก็ถึงแล้ว

สวนสมุนไพรนุโนะบิกิและกระเช้าลอยฟ้า (Nunobiki Herb Gardens & Ropeway) ตั้งอยู่บนเขาร็อคโค (Mount Rokkō) เป็นสถานที่สำหรับคนรักการผจญภัยสายธรรมชาติ มีสวนดอกไม้ ใบไม้ผลิ น้ำตก และเส้นทางปีนเขาหลากหลายเส้นทาง

ค่าขึ้นกระเช้าลอยฟ้าราคา 1,500 เยน (~425 บาท) ขึ้นลงได้ทั้งหมด 3 สถานีได้แก่ Lower (ล่างสุด), Middle (ตรงกลาง) และ Upper (บนสุด) – หากใครอยากฝึกพลังกล้ามขา จะเดินขึ้นเนินฝืนแรงโน้มถ่วงจากสถานี Middle ขึ้นไปยัง Upper ก็ได้ บรรยากาศสองข้างทางสวยงามด้วยทุ่งสมุนไพรและดอกไม้ อาจช่วยให้คลายเหนื่อยได้บ้าง แต่เราใช้วิธีนั่งกระเช้าไปลงสถานี Upper แล้วค่อยเดินลงเนินมายังสถานี Middle แทน

วิวจากกระเช้าลอยฟ้าทำให้ได้เห็นความมหัศจรรย์ของเมืองโกเบ ภูเขา-เมือง-ทะเล แบ่งเขตจากกันอย่างชัดเจนในวิวเดียว ภูเขาเต็มด้วยต้นไม้เขียวและแดงแซมกันไป เข้ากับบรรยากาศคริสต์มาส ทะเลเต็มด้วยเรือเล็กใหญ่ สมกับเป็นเมืองท่าที่สำคัญของญี่ปุ่น ส่วนตึกราบ้านเมืองแม้จะมองจากด้านบนแล้วไม่เข้ากับธรรมชาติ แต่การได้ไปสัมผัสภายในเมืองด้วยตัวเอง บ้านเมืองสะอาดสอ้าน ผู้คนเป็นมิตรและอบอุ่น ทำให้รู้สึกว่าป่าคอนกรีตเหล่านี้ดูสวยงามขึ้นมา

เมื่อออกจากสถานี Upper จะพบกับเมืองในฝันสไตล์ยุโรป มีคาเฟ่ตกแต่งด้วยสีเขียวแดง เปิดเพลงคริสต์มาส เหมือนได้มาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในฝรั่งเศสเลย รอบเมืองเล็กๆ แห่งนี้ถูกตกแต่งด้วยสมุนไพรหลากสีสันและหลากสรรพคุณ เช่น rosemarry, silver dollar, lavender และอีกร้อยชนิดที่เราไม่อาจจำชื่อได้หมด ได้เที่ยวและเรียนรู้ไปด้วย จนเผลอใจอยากจะเป็นนักสมุนไพร นักจัดดอกไม้ ชาวสวนดอกไม้ และนักทำน้ำหอมเลย

พิพิธภัณฑ์น้ำหอม (Fragrance Museum)

ดอกไม้และสมุนไพรส่วนใหญ่ถูกนำไปสกัดเป็นน้ำหอมและสมุนไพรหอมระเหย ดังนั้นจึงมีพิพิธภัณฑ์น้ำหอมจัดแสดงน้ำหอมจากสมุนไพรกว่า 100 ชนิด สาธิตวิธีการทำ ให้ทดลองดม ซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝากได้

สำหรับคนเป็นภูมิแพ้ไม่ต้องกังวลไป เราเป็นภูมิแพ้เกสรดอกไม้และน้ำหอมบางชนิด แต่เราไม่มีอาการคัดจมูกที่สวนสมุนไพรแห่งนี้เลย แทบไม่ได้กลิ่นฉุนหรือรู้สึกถึงละอองเกสร เดินเที่ยวได้สบาย แต่หากใครกังวล แนะนำให้มาเที่ยวฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวเหมือนเรา เพราะละอองเกสรไม่ฟุ้งเท่าฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อน

ปีนยอดเขาร็อคโคเพื่อไปดู…!

อีกไฮไลท์หนึ่งบนภูเขาร็อคโคที่ตั้งของสวนสมุนไพรนุโนะบิกิคือ เส้นทางปีนเขา (Hiking Trail) และน้ำตกนุโนะบิกิ (Nunobiki Waterfall) เส้นทางในป่าค่อนข้างชันและลื่น แต่ทำทางไว้อย่างดี ใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดาก็เดินได้

ที่นี่ค่อนข้างปลี่ยว ต่างกับเส้นทางเดินเขามิเซนบนเกาะมิยาจิม่าที่มีนักท่องเที่ยวคึกคักอย่างสิ้นเชิง เราจึงยืนลังเลอยู่ที่จุดเริ่มต้นทางเข้าป่าอยู่พักใหญ่เพื่อรอดูว่าจะมีใครอยากไปดูน้ำตกด้วยกันมั้ยนะ? สักพักก็เห็นคุณป้า 4 คนที่เพิ่งเดินลงเขามาจากซ้ายมือ เลยอุ่นใจว่าเส้นทางคงปลอดภัยและเดินเข้าป่าทันที ตอนสวนทางกันเหล่าคุณป้าทักอย่างร่าเริง “คอนนิจิวะ!” เราโค้งตอบกลับ “Hello~” อยากจะถามจังเลยว่าน้ำตกอยู่อีกไกลมั้ยคะ?​ แต่ไม่รู้จะถามยังไงดี เลยแค่ยิ้มโบกมือลากลุ่มคุณป้าที่น่ารัก พลางคิดไปว่า… ถ้าอายุมากขึ้น อยากจะมีเพื่อนมาปีนเขาผจญภัยแบบนี้บ้างจัง

🌲 ยิ่งเข้าป่ามาลึกเท่าไหร่ เสียงน้ำตกยิ่งห่างออกไป มาถูกทางมั้ยนะ? ถึงไม่มีป้ายบอกทาง แต่ก็มีเส้นทางให้เดินอยู่ทางเดียว เชื่อมั่นและเดินต่อไป!

เราเข้าป่ามาไกลแค่ไหนแล้วไม่รู้ แต่ไม่ได้ยินเสียงน้ำตกแล้ว ไม่มีแม้แต่เสียงลม รอบข้างเงียบสนิท มีแต่เสียงจินตนาการในหัวที่ดังก้อง… อังกอร์กระโดดลงมาจากต้นไม้ฝั่งซ้าย 🐯 ซอมบี้ออกมาจากหลังต้นไม้ฝั่งขวา 🧟‍♂️ ฮ่าๆ บ้า…

สวบ~ สวบ~ มีเสียงฝีเท้ามาจากอีกเส้นทางที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีทางเดินได้ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ คงไม่คิดอะไร แต่เราเดินอยู่ในป่าท่ามกลางความเงียบมาเกือบครึ่งชั่วโมง นอกจากคุณป้ากลุ่มนั่นแล้วก็ยังไม่เจอใครสักคน เลยเริ่มระแวงจินตนาการตัวเอง ระหว่างที่คิดอยู่ว่าจะเดินต่อทำเป็นไม่ได้ยินหรือรอดูว่าเป็นเสียงอะไร เจ้าของเสียงก็ปรากฏตัว…

\(; ‘o’)/ \(; ‘o’)/ \(; ‘o’)/ 🌲🌲🌲 \(‘o’ ;)/

กลุ่มเด็กชายหญิง 3 คนรุ่นราวคราวมัธยมปลายสะพายเป้เดินป่าหยุดชะงักด้วยความตกใจก่อนจะหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เราก็เลยทักออกไป “ไฮ~ 👋” เด็กๆ ยิ้มออกและไฮตอบกลับมา ก่อนจะเดินไปยังทางกลับไปสวนสมุนไพรที่เราเดินมา เรามารู้ทีหลังว่าเส้นทางที่เด็กๆ เดินมาเป็นทางมาจากภูเขามายา (Mount Maya) ซึ่งเชื่อมกับภูเขาร็อคโคแห่งนี้

หลังจากนั้นเราก็เดินขึ้นเขาต่อไป ทางเริ่มชันขึ้น จนทางเดินเรียบๆ เปลี่ยนเป็นบันได สำหรับคนกลัวสูงบอกเลยว่าขาลงต้องมีวิงเวียงกันบ้างล่ะ แค่นึกภาพตอนนั้น มือเราก็เหงื่อท่วมแล้ว หลังจากเดินขึ้นเขาอย่างมุ่งมั่น มั่นหน้า มั่นใจมา 30 นาที ในที่สุดเราก็เจอ…

ผ่าง~ เสาไฟฟ้าแรงสูงตระการตา สง่างามและเอิ่ม… อันตราย? ไม่มีคำบรรยายและคำแก้ตัวใดๆ นอกจาก หลงทางค่ะ จบ! แยก!

เราใช้เวลาครึ่งเดียวในการลงเขาและกลับไปยังสวนสมุนไพรที่เป็นจุดเริ่มต้น ระหว่างทางกลับเราสวนกับกลุ่มเด็กนักเรียน 3 คนนั่นอีกรอบ คราวนี้พวกเขามุ่งหน้าไปทางยอดเขาอันงดงาม(?) ที่เราเพิ่งกลับลงมา เดาว่าอาจจะกำลังหาทางไปน้ำตกอยู่ แต่พอเดินไปเจอสวนสมุนไพร เลยอาจจะคิดว่าเส้นทางที่เราเดินเป็นทางไปน้ำตกหรือเปล่า

อยากสปอยล์เด็กๆ มากว่าบนนั้นมีอะไร แต่คิดอีกที ของดีๆ แบบนี้ต้องแบ่งกันดู ฉันจะไม่ยอม(หลงทาง)เห็นสิ่งนี้คนเดียว 😈

สรุปแล้ว น้ำตกมีจริงหรือไม่? ฉันหลงทางตั้งแต่ตอนไหน? ทั้งที่เส้นทางเดินก็มีอยู่ทางเดียว ระหว่างที่กำลังหอบแฮ่กๆ อยู่ตรงจุดเริ่มต้นทางเข้าป่า พยายามนึกไปว่าเลี้ยวผิดตรงไหนนะ เราก็สังเกตเห็นเสาตั้งอยู่ตรงหน้า เลยค่อยๆ เงยหน้ามองขึ้นไปจนเห็นป้ายบอกทาง

ทางซ้าย ⬅️ เขามายา (Mt. Maya) & แม่น้ำอิจิกาฮาระ (Ichigahara)
ทางขวา ➡️ เส้นทางเดินป่า (Hiking Trail) & น้ำตกนุโนะบิกิ (Nunobiki Waterfall) & สถานีรถไฟ JR ShinKobe (JR ShinKobe Station)

หากย้อนกลับไปอ่านไม่กี่ย่อหน้าก่อนหน้านี้ “…สักพักก็เห็นคุณป้า 4 คนที่เพิ่งเดินลงเขามาจากซ้ายมือ เลยอุ่นใจว่าเส้นทางคงปลอดภัยและเดินเข้าป่าทันที

ใช่ค่ะ เลี้ยวผิดตั้งแต่เริ่มต้น ‼️ ดันคิดไปเองว่าคุณป้าเพิ่งมาจากน้ำตกกัน เราเดินย้อนรอยพวกเขาไปโดยปริยาย กลายเป็นว่า Left is wrong. Right is right! 🥺

เนื่องจากเวลาจำกัด แถมยังเหนื่อยหอบจากการหลงทางเมื่อสักครู่ สุดท้ายเลยอดไปดูน้ำตกนุโนะบิกิอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ได้ประสบการณ์ตื่นเต้นขำๆ และภาพวิวหายาก (เสาไฟฟ้ากลางยอดเขา(?)) มาแทน 😂 เราใช้เวลาที่เหลือในการเดินชมสวนสมุนไพรลงมาจากสถานี Upper มายังเรือนกระจกที่สถานี Middle แม้แดดจะจ้า แต่อุณหภูมิเลขตัวเดียวก็ทำให้เหมาะแก่การเดินเล่นชิลๆ


หลังจากชมธรรมชาติจนชื่นใจ เราขึ้นชินคันเซนจากสถานีชินโกเบเพื่อใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายที่เมืองหลวงเก่า ‘เกียวโต (Kyoto)’ ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมอันน่าหลงใหล เมืองแห่งที่ 8 ในทริปนั่งรถไฟเที่ยวญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง

Leave a Reply