สรุปหนังสือบทเรียนชีวิตจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Life Lessons Harry Potter Taught Me)

สรุปหนังสือบทเรียนชีวิตจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Life Lessons Harry Potter Taught Me)

📚 #ReadersGarden เล่มที่ 48

เชื่อว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) คงจะเป็นหนึ่งในหนังและวรรณกรรมที่ดีที่สุดตลอดกาลในใจหลายๆ คน รวมถึงซิสด้วย ยังจำได้ดีว่าแฮร์รี่พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ ที่เข้าฉายปี 2001 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ซิสได้ดูในโรงหนัง สมัยนั้นหนังฮิตติดชาร์ทซะจนต้องนั่งดูด้วยเก้าอี้เสริมซึ่งเป็นเก้าอี้พลาสติกแข็งๆ ซึ่งก็ต้องยอม 😂 ยังจำความรู้สึกมหัศจรรย์และตื่นเต้นไปกับโลกแห่งเวทมนตร์ได้

แฮร์รี่ พอตเตอร์และพ้องเพื่อนชาวฮอกวอตส์ (Hogwarts) กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการเติบโตของใครหลายๆ คน จิลล์ โคลอนกอวสกี (Jill Kolongowski) ผู้เขียนหนังสือบทเรียนชีวิตจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ (Life Lessons Harry Potter Taught Me) เล่มนี้ก็เช่นกัน จากเด็กสาวที่หลงใหลในหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ สู่อาจารย์สอนวิชาการเขียนและวรรณคดีที่วิทยาลัยแซนแมเทโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย และยังเป็นบรรณาธิการอาวุโสที่สำนักพิมพ์เยสเยสบุ๊กส์

ตลอดเวลากว่า 20 ปี จิลล์เติบโตและเรียนรู้บทเรียนชีวิตหลายสิ่งจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ เธอค้นพบความหมายที่ซ่อนไว้ในเวทมนตร์ มิตรภาพ ครอบครัว ความกล้าหาญ และความรัก โดยเฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า แม้ว่าเธอจะไม่ใช่เด็กสาวตัวน้อยอีกต่อไปแล้ว แต่ยังคงหยิบหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์มาอ่านทุกปี หนังสือเล่มเดิม ข้อความเดิม แต่เมื่อได้อ่านตอนโตขึ้น ก็ทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ได้เสมอ

จิลล์ได้แบ่งปันบทเรียนชีวิตผ่านคาถาเวทมนตร์ไว้ทั้งหมด 16 คาถา 16 บทเรียน โดยซิสขอหยิบยก 3 คาถาที่ชอบที่สุดมาเล่าให้ฟังกันค่ะ



ลูมอส: การค้นพบ ความมหัศจรรย์ และการมองโลกในแง่ร้าย

ลูมอส (Lumos) คือคาถาสำหรับเสกแสงสว่างเสมือนไฟฉาย ในชีวิตของเราย่อมมีวันที่พบเจอกับหนทางที่มืดมิด จิลล์มองว่าเมื่อถึงเวลานั้น ‘ความกระตือรือร้น’ จะเป็นดั่งคาถาลูมอสที่ส่องสว่างนำทาง ให้เราได้พบเจอคำตอบในช่วงเวลาที่เรามีคำถาม ให้เราได้พบโอกาสใหม่ๆ หรือมองเห็นสิ่งเดิมในมุมที่แตกต่างราวกับเป็นเพิ่งค้นพบครั้งแรก

สำหรับคนบางคน ยิ่งเราโตขึ้น ปริมาณความสุขกลับสวนทางกับอายุ โลกที่เคยสดใสกลายเป็นมืดมิดลงเรื่อยๆ ประสบการณ์ที่ไม่ดีสอนให้เราหวาดระแวง ความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาที่เคยหาได้ทั่วไปตอนเป็นเด็กกลับกลายเป็นเหมือนยูนิคอร์นที่ไม่มีอยู่จริง

คนที่สอนเรื่องนี้ได้ดีที่สุด จิลล์ขอยกให้อาเธอร์ วีสลีย์ (Arthur Weasley) คุณพ่อแสนดีของตระกูลวิสลีย์ที่เชื่อว่าบนโลกนี้ยังมีสิ่งมากมายที่เรายังไม่รู้และรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ค้นพบ โดยเฉพาะเรื่องของมักเกิ้ล แม้จะเป็นสิ่งที่ธรรมดาอย่างตู้โทรศัพท์หรือประตูเข้าสถานีรถไฟก็ตาม 

มันเป็นเรื่องปกติที่เมื่อเราเริ่มคุ้นเคยกับโลก ความสามารถในการดื่มด่ำสิ่งใหม่ๆ จะเริ่มจางหายไป ความกระตือรือร้นที่แทนที่ด้วยความเฉื่อยชา แต่หากเราอยากจะพัฒนาตัวเองและอยากมีความสุขในวันแสนธรรมดา จงมองโลกด้วยสายตาเดียวกับอาเธอร์ ที่มี ‘ลูมอส’ หรือ ‘ความกระตือรือร้น’ อยู่เสมอ ซึ่งทำให้เราสามารถค้นพบความวิเศษในเรื่องธรรมดาได้

ปล. ลูมอส เป็นหนึ่งในคาถาสนุกๆ ที่ซิสชอบเล่นกับ Google Assistance บนสมาร์ทโฟน โดยพูดว่า “ลูมอส!” แล้วไฟฉายจะเปิดค่ะ 💡ในเวลาว่างๆ ลองเสกคาถาอื่นๆ เล่นได้ด้วย เช่น คาถาปลดไม้กายสิทธิ์ Expelliarmus, คาถาเสกให้ของลอย Wingardium Leviosa แล้วลองดูว่า Google Assistance จะตอบอะไรกลับมาค่ะ 😝

เอกซ์เปกโต พาโตรนุม : ว่าด้วยความโดดเดี่ยว มิตรภาพ และสังคม

เอกซ์เปกโต พาโตรนุม (Expecto Patronum) หรือคาถาผู้พิทักษ์ หนึ่งในฉากที่ยังคงตราตรึงทุกครั้งที่นึกถึงคือตอนที่แฮร์รี่สอนเพื่อนๆ ในกองทัพดัมเบิลดอร์เสกคาถาผู้พิทักษ์เพื่อป้องกันตัวเอง โดยการจะเสกคาถานี้ได้ จะต้องนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขหรือมิตรภาพที่มีต่อใครสักคน

มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่กลับเกิดขึ้นในช่วงเวลาเล็กๆ สะสมกันไปในชีวิตประจำวัน เช่น ตอนที่รอนเข้ามาทักทายแฮร์รี่เป็นครั้งแรกและแฮร์รี่แบ่งปันขนมให้กับรอนระหว่างนั่งรถไฟไปฮอกวอตส์ หรือตอนที่เฮอร์ไมโอนี่ห่อขนมปังปิ้งมาให้แฮร์รี่ตอนที่เขาไม่อยากเจอหน้ารอนหรือไปที่ห้องโถงใหญ่ให้กลายเป็นจุดสนใจ แต่ร่างกายยังต้องการอาหาร เป็นต้น

พวกเรามีเพื่อนรักมากมาย ขณะเดียวกันก็สูญเสียเพื่อนรักไปมากมาย บางคนก็จากกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเรื่องของเวลาและระยะทาง แฮร์รี่เกิดความรู้สึกนี้ตอนที่รอนกับเฮอร์ไมโอนี่ต้องแยกไปนั่งตู้รถไฟของพวกพรีเฟ็คเป็นครั้งแรก เขาคิดว่า “รู้สึกใจหายอย่างประหลาด เขาไม่เคยเดินทางบนรถด่วนฮอกวอตส์โดยไม่มีรอนมาก่อนเลย” เมื่อรถไฟมาถึงสถานีฮอกส์มี้ด เป็นครั้งแรกที่แฮกริดไม่มารอรับเขาที่สถานี ท่ามกลางความเงียบที่ไร้เงาเพื่อนๆ แฮร์รี่ต้องเติบโตขึ้นและเดินต่อไปตามลำพัง ความห่างเหินที่ค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการห่างหายขณะที่เขาโตขึ้น

แม้มิตรภาพของทั้งสามเกลอจะแน่นแฟ้น แต่ก็ต้องมีช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวและต้องเติบโตตามลำพัง ชื่อเสียงที่มาพร้อมกับอดีตอันขมขื่นของแฮร์รี่ ไม่มีใครเข้าใจว่าเขาเคยผ่านอะไรมาบ้าง บ่อยครั้งแฮร์รี่จึงแสดงความโกรธเกรี้ยวหรือเศร้าสร้อยเมื่อต้องอยู่เพียงลำพัง

ซื้อหนังสือบทเรียนชีวิต จากแฮร์รี่ พอตเตอร์ : นายอินทร์ | SE-ED | Kinokuniya

รอนที่มาจากครอบครัวใหญ่ก็ยังต้องเผชิญความโดดเดี่ยว บางครั้งเขาก็รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ซึ่งต่างจากเหล่าพี่ชายและน้องสาว เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ใต้เงาอันยิ่งใหญ่ของชาลีและบิลที่มีชีวิตน่าสนใจกว่า เพอร์ซี่ผู้มีความทะเยอะทะยาน เฟร็ดกับจอร์จซึ่งเป็นที่รักของทุกคน จินนี่ก็เป็นตัวท็อปของรุ่น ในแฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต ฮอร์ครักซ์ในคราบเฮอร์ไมโอนี่พูดแทงใจรอนว่า “แม่แกรักแกน้อยที่สุด ตอนนี้แกยังได้รับความรักน้อยที่สุดจากสาวที่ชอบเพื่อนของแกมากกว่า… เป็นรองเสมอเลยนะ” แต่เราก็ได้เรียนรู้ความอ่อน้อมถ่อมตนผ่านความโดดเดี่ยวของรอน สุดท้ายเขายอมรับถึงความไม่สมดุลของมิตรภาพได้และไม่ปล่อยให้ความโดดเดี่ยวครอบงำเขา

เฮอร์ไมโอนี่ก็ต้องเผชิญความโดดเดี่ยวเช่นกัน เธอเกิดจากพ่อแม่มักเกิ้ลจึงถูกมองว่าเป็นคนนอกจากคนบางกลุ่ม เธอไม่มีพี่น้องและมีเพื่อนสนิทน้อยมากหากไม่นับแฮร์รี่กับรอน เธอไม่กลัวที่จะแสดงความเป็นตัวเองและความฉลาดออกมา ซึ่งทำให้เธอไม่เป็นที่รักสำหรับคนบางกลุ่มอีก แต่เราก็ได้เรียนรู้จากเฮอร์ไมโอนี่ว่า ไม่ว่าจะโดดเดี่ยวสักเพียงใด จงอย่าละทิ้งตัวตนของเราเพียงเพราะคนอื่นไม่ชอบ

นอกจากตัวละครหลักอย่างสามสหายแล้ว ตัวละครอื่นๆ ก็ยังต้องเผชิญความโดดเดี่ยวในรูปแบบแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น เนวิลล์, ลูน่า, จินนี่ เป็นต้น แต่ทุกคนต่างรับมือกับความโดดเดี่ยวและให้ความสำคัญกับมิตรภาพที่มีอยู่ได้

การจะยับยั้งไม่ให้มิตรภาพจางหายไปตามกาลเวลา ต้องเกิดจากความใส่ใจของทุกฝ่าย เมื่อดั่งที่แฮร์รี่กับเพื่อนๆ ยังคงให้ความสำคัญกับมิตรภาพไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

มิตรภาพในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์นั่นงดงามเพราะว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ แฮร์รี่อาจใจร้ายในบางครั้ง เฮอร์ไมโอนี่อาจเข้มงวดในบางหน และรอนอาจทิ้งทุกคนในช่วงเวลายากลำบาก แต่สุดท้ายทุกคนก็เลือกที่จะกลับมาเสมอ กล้าที่จะไว้ใจเพื่อน กล้าที่จะร้องขอการให้อภัย และกล้าที่จะให้อภัย 



ริดดิคูลัส : ว่าด้วยเสียงหัวเราะในช่วงเวลาเลวร้าย

เมื่อเราต้องพบเจอสิ่งที่ทำให้เราหวาดกลัว เช่นเดียวกับการเผชิญหน้ากับบ็อกการ์ต ลองนึกถึงสิ่งที่น่าขันแล้วตะโกนออกไปว่า ริดดิคูลัส (Riddikulus) ดูสิ! มันอาจจะน่ากลัวน้อยลงก็ได้ 

หนังสือ 2-3 เล่มแรกอบอวลไปด้วยอารมณ์ขัน เมื่อเราได้ค้นพบโลกใบใหม่ของแฮร์รี่ ทุกสิ่งแปลกใหม่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจและขบขัน เมื่อหนังสือพัฒนาจากวัยเด็กที่รื่นรมย์ของตัวละครสู่วัยรุ่นที่เผชิญความจริงอันโหดร้าย อารมณ์ขบขันก็ดูจะน้อยลงไปด้วย

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มหลังๆ คือ บางครั้งในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ แค่มีเสียงหัวเราะก็ช่วยให้จิตใจแจ่มใสขึ้นได้แล้ว ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะมีอารมณ์ขัน แต่หัวใจคือการเรียนรู้ว่าอารมณ์ทำอะไรได้บ้าง มันชักนำทุกคนมารวมกัน ไม่ใช่การเบี่ยงเบนความสนใจหรือหลบเลี่ยง แต่มันคือความอุ่นใจ เป็นเกราะป้องกันชีวิต เป็นอาวุธที่เอาไว้สู้กับบทเรียนต่างๆ ที่ชีวิตหยิบยื่นให้เราบ่อยครั้งเหลือเกิน เสียงหัวเราะคือการบอกว่าเราเข้าใจกันและเราจำเป็นต้องพักผ่อนคลายบ้าง


สำหรับแฟนๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ซิสแนะนำเลยค่ะ จิลล์ได้หยิบยกฉากและถ้อยคำชวนคิดถึงมากมายจากหนังสือทั้ง 7 เล่มมาแบ่งปันบทเรียนชีวิตให้กับเรา ทำให้อยากกลับไปอ่านและดูหนังแฮร์รี่ พอตเตอร์อีกครั้งจริงๆ และเชื่อว่าหากได้กลับไปอ่านหรือดู เราจะมุมมองใหม่ๆ บทเรียนชีวิตดีๆ เพิ่มกลับมา แบบที่เราในวัยเด็กไม่เคยคิดถึงมาก่อนค่ะ