20210508_Makoto Marketing

สรุปหนังสือ Mokoto Marketing : 4 ข้อการตลาดแบบจริงใจ

เล่มที่ 16

Makoto Marketing
หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

เรียนรู้วิธีทำการตลาดของธุรกิจญี่ปุ่นที่มาจากใจ ทำให้ทุกคนมีความสุข

ซิสเป็นแฟนหนังสือของอาจารย์เกด หรือเกตุวดี Marumura ตั้งแต่ได้ไปฟังอาจารย์พูดที่งาน Creative Talk Conference 2020 ชอบวิธีการเล่าเรื่อง ท่าทางนุ่มนวล อ่อนโยน แต่ชัดเจนและตรงประเด็น ประทับใจจนไปหาหนังสือของอาจารย์มาอ่าน ถึงวันนี้ได้อ่านรวมแล้ว 4 เล่ม จนมาถึงคราว Makoto Marketing อาจารย์เกดยังคงทำให้ซิสหลงรักการตลาดและวิธีการทำธุรกิจของชาวญี่ปุ่นได้ทุกครั้ง

คำว่า Makoto หมายถึง จริงแท้ ไม่ปรุงแต่ง — วิธีทำการตลาดที่มาจากใจ จริงใจ ใส่ใจ ยั่งยืนและทำให้ผู้คนรวมถึงตนเองมีความสุข ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าของธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 20 แบรนด์ในเล่มนี้ ยังมีแบบฝึกหัดดีๆ เปิดโอกาสให้เราได้คิดวิเคราะห์ตาม จุดประกายไอเดีย มีเฉลยเป็นแนวทางเอาไปปรับใช้ได้ เหมือนได้เป็นนักเรียนในคลาสอาจารย์เกดเลยค่ะ 😊

ธุรกิจที่ถูกหยิบมาเล่ามีหลากหลาย ตั้งแต่แบรนด์เครื่องสำอาง รองเท้า ร้านอาหาร บริษัทเอเจนซี ไปยันโรงงานรีไซเคิลขยะ เกือบครบทุกหมวดหมู่ มีธุรกิจอายุน้อยไปจนถึงอายุ 500 ปี! มีวิธีทำการตลาดต่างกันไป บ้างก็ปรับตัวไวตามกระแส นำกระแส บ้างก็มั่นคงในหลักการ ไม่โอนเอนตามกระแส แต่ทุกธุรกิจล้วนประสบความสำเร็จและเป็นที่รักของคนรอบข้าง สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือ “ความใส่ใจ” โดยซิสขอสรุป 4 ข้อการตลาดแบบจริงใจที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในเล่มนี้มีร่วมกันค่ะ

1. รู้ถึงคุณค่าธุรกิจ

คำถามแรกๆ เวลามีคนมาคุยกับซิสเรื่องไอเดียธุรกิจ เปิดร้าน ทำเพจ เว็บไซต์คือ ขายอะไรถึงรวย เปิดเพจอะไรให้คนติดตามเยอะๆ คุยกันไปตั้งมากมาย แต่ลืมนึกเรื่องสำคัญอย่าง “คุณค่าของธุรกิจ” เราจะสร้างประโยชน์อะไร เพื่อใคร ช่วยผู้คนแก้ปัญหาอะไร เจ้าของธุรกิจญี่ปุ่นในหนังสือต่างรู้ซึ้งถึงคุณค่าในงานที่ทำอยู่ กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการตลาดที่สร้างสรรค์

บริษัท Omatsuri Japan สร้างความสุขโดยการจัดงานเทศกาล Online Festival ที่ทุกคนเข้าร่วมได้ที่บ้าน ในช่วงโควิด-19 (เครดิต Omatsuri Japan)

ยกตัวอย่างเช่น หญิงสาวคนหนึ่งชอบเที่ยวงานเทศกาลญี่ปุ่นเสมอ ทำให้มองเห็นอุปสรรคที่หลายฝ่ายเผชิญ เธอจึงสร้างบริษัทรับจัดงานเทศกาลที่เข้ามาช่วยทุกคนแก้ปัญหา ช่วยผู้จัดงานหาสปอนเซอร์ เช่าอุปกรณ์ จัดหาสตาฟ ช่วยสปอนเซอร์เลือกงานเทศกาลที่เหมาะ และเก็บแบบสอบถามลูกค้าในงาน เธอยังคอยออกไอเดีย จัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยว Passion ของหญิงสาวทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานเทศกาลมีความสุข

ไม่จำเป็นต้องค้นหา Passion ก่อน คุณค่าธุรกิจอาจจะเริ่มมาจาก Purpose ก่อนก็ได้ เช่น ทายาทหนุ่มร้านเต้าหู้ที่จำใจสานต่อธุรกิจครอบครัว เขาได้พบกับลูกค้าสูงวัยที่บอกว่า ‘คิดถึงรสชาติเต้าหู้สมัยก่อน’ ซึ่งหาทานที่ไหนก็ไม่ได้แล้ว คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ไม่เคยชอบงานทำเต้าหู้ ตั้งใจศึกษาและคิดค้นวิธีทำเต้าหู้โบราณ เพียงเพราะอยากช่วยให้คุณยายท่านนั้นได้ทานเต้าหู้อร่อยแบบดั่งเดิม เขาทำสำเร็จ กิจการร้านเต้าหู้เติบโตอย่างมาก ทายาทหนุ่มคนนี้ไม่ได้มี Passion ตั้งแต่แรก แต่ Purpose ที่อยากช่วยลูกค้าจากใจจริง ทำให้รู้ถึงคุณค่าในงานที่ทำและอยากพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น


2. สร้างพนักงานให้มีหัวใจการตลาด

ทุกคนในบริษัทล้วนมีบทบาทสำคัญ หากทำให้ทุกคนมีหัวใจการตลาดแบบจริงใจได้ ไม่ใช่แค่ทีมมาร์เกตติ้ง ธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคง การทำให้พนักงานหลายร้อยคนมีความรู้สึกอยากทำเพื่อลูกค้าด้วยความจริงใจ ทำงานเพื่อบริษัทด้วยความใส่ใจ โดยที่ตัวเองไม่ใช่เจ้าของธุรกิจ มันน่าทึ่งมากนะ

รถเดลิเวอรีสุดน่ารักของบริษัทเบนโตะ Tamagoya ขับเคลื่อนโดยเหล่าพนักงานอดีตจิ๊กโก๋ ซึ่งมีหัวใจการตลาดเต็มเปี่ยม (เครดิต Facebook: お弁当の玉子屋)

เจ้าของธุรกิจต้องทำเป็นตัวอย่าง หมั่นส่งต่อวิสัยทัศน์อย่างทั่วถึง หนึ่งในวิธีดีๆ คือ ให้พนักงานได้รับพลังของคำขอบคุณจากลูกค้าเสมอ เช่น พนักงานที่เป็นอดีตจิ๊กโก๋ของบริษัทเบนโตะคอยทำหน้าที่ส่งข้าวให้ลูกค้า เมื่อได้รับคำขอบคุณ คำชมว่ากับข้าวอร่อย ก็ดีใจและยิ่งอยากทำงานให้ดีขึ้น หรือบริษัทก่อสร้างที่แขวนรูปเจ้าของบ้านถ่ายคู่กับบ้านที่พวกเขาเป็นคนสร้าง แม้พนักงานก่อสร้างจะไม่เคยได้พบหน้าผู้อยู่อาศัย แต่การได้เห็นสีหน้าเจ้าของบ้านมีความสุขก็ทำให้ดีใจแล้ว

เมื่อได้รับรู้ว่าพวกเขาเป็นคนสำคัญ งานที่ทำกำลังสร้างคุณค่าให้คนอื่น พวกเขาจะยิ่งทำให้ดีและอยากพัฒนางานเพื่อผู้อื่น เป็นการค่อยๆ ฟูมฟักหัวใจการตลาดในตัวทุกคน


3. เติบโตอย่างยั่งยืนดีกว่ารวดเร็วหวือหวา

“ลูกค้า 1 คนซื้อของ 100 ครั้ง ดีกว่าลูกค้า 100 คนซื้อของแค่ครั้งเดียว” ประโยคนี้เจอบ่อยมากในหนังสือเล่มนี้ เพราะหลายบริษัทมีความคิดเหมือนกัน พวกเขาไม่เร่งรีบ ลดต้นทุน เพื่อคิดจะสร้างยอดขายเพียงอย่างเดียว เช่น ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ช่วยลูกค้าแก้ปัญหาสารพัดอย่างด้วยความจริงใจและรวดเร็ว ตั้งแต่ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ขับรถไปส่งที่สถานี หรือแม้แต่ช่วยรับฝากสัตว์เลี้ยงเมื่อเจ้าของไปต่างจังหวัด บริการเหมือนเพื่อนนี้เอง ที่เปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นแฟนคลับร้านได้

แบรนด์ Domohorn Wrinkle ของบริษัท Saishunkan ที่มีสินค้าเพียง 8 ตัว เน้นขายทางโทรศัพท์ (เครดิต Domohorn Wrinkle Thailand)

อีกเจ้าหนึ่งคือ แบรนด์สกินแคร์ที่เน้นขายทางโทรศัพท์ ฝ่ายบริการลูกค้าที่นี่ถูกเรียกว่า Customer Pleaser พวกเขาจะให้คำปรึกษาเหมือนเพื่อน เพราะลูกค้าแต่ละคนมีผิวและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน พวกเขาจึงใช้เวลาทำความเข้าใจ ไม่รีบร้อน ไม่ยัดเยียดสินค้า มีบริการส่งสินค้าทดลองให้ใช้ฟรีถึงบ้านก่อนซื้อจริง ยังคอยส่งต่อความคิดเห็นของลูกค้าไปให้ฝ่ายพัฒนาสินค้าด้วย เซตในภาพข้างบนราคาสองหมื่นกว่าบาท! แม้จะแพงเมื่อเทียบกับราคาตลาด ยังขายดิบขายดีเสมอเพราะลูกค้าต่างติดใจจนกลับมาซื้อซ้ำ


4. เติบโตไปพร้อมกันทุกคน

การตลาดแบบจริงใจ ใส่ใจดูแลทุกคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจให้มีความสุข ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ พนักงาน ครอบครัวพนักงาน ลูกค้า ชุมชน คู่ค้า รวมถึงคู่แข่ง! เมื่อพนักงานและครอบครัวมีความสุข พวกเขาจะยิ่งตั้งใจทำงาน เมื่อลูกค้ามีความสุข สิ่งที่สะท้อนออกมาคือผลตอบแทน ตัวเลขยอดขาย เมื่อคู่ค้ามีความสุข บริษัทก็เติบโตไปด้วยกัน เมื่อชุมชนมีความสุข บริษัทก็ทำงานได้อย่างราบรื่น แล้วคู่แข่งล่ะ?

ในบรรดาเรื่องเล่าทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้ ซิสชอบเรื่องราวของ ร้านไข่ปลาที่ยอมให้คนอื่น “เรียนแบบ” มากที่สุด เปลี่ยนมุมมองเรื่อง Competitor ไปเลยค่ะ เรื่องราวมีอยู่ว่า ร้านไข่ปลาต้นตำรับของญี่ปุ่นเปิดสอนวิธีทำไข่ปลาให้กับร้านอื่นๆ เพื่อให้นำไปทำขายเองได้ คือยอมสอนให้เปิดมาขายแข่งกับตัวเองได้ ขอแค่ขายรสชาติต่างกัน ปรากฏว่าไข่ปลากลายเป็นที่นิยมในตลาดและโด่งดังไปทั่วประเทศ เจ้าของร้านต้นตำรับกล่าวอย่างใจกว้างว่า ถ้าเขาผูกขาดไว้คนเดียว ไข่ปลาคงไม่กลายเป็นที่รู้จักแบบนี้ ลูกค้าคงไม่มีตัวเลือกไข่ปลาอร่อยๆ เยอะแบบนี้ วงการนี้เติบโตได้เพราะร้านคู่แข่งช่วยกันพัฒนาไข่ปลาที่อร่อยแข่งกัน พวกเขาแข่งกันที่รสชาติ แต่เรื่องอื่นๆ ก็เป็นพันธมิตร มีนัดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน เป็นความสัมพันธ์แบบ Cooperative Competition เป็นการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ภายใต้ความร่วมมือ


สรุปแล้ว นอกจากจะได้ความรู้ด้านการตลาด ไอเดียธุรกิจ ยังได้ความรู้สึกดีๆ ที่อยากทำเพื่อคนอื่นจากใจ อยากเป็นคนหนึ่งที่ส่งต่อความสุขเล็กๆ ให้คนรอบข้าง Makoto Marketing เป็นอีกเล่มที่เชียร์ให้เพื่อนๆ ค่ะ ไม่เฉพาะนักการตลาดหรือคนที่ทำธุรกิจเท่านั้นนะคะ คนที่อยากได้แรงบันดาลใจในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ก็อ่านได้ แม้ตอนนี้จะยังไม่มีความคิดอยากทำธุรกิจ แต่หากวันข้างหน้าคิดจะสร้างแบรนด์ขึ้นมา Makoto Marketing จะเป็นคัมภีร์เล่มแรกๆ ที่ซิสหยิบขึ้นมาช่วยวางแผนธุรกิจค่ะ 😊

Leave a Reply