รีวิวหนัง Marie Antoinette (2006)_4_

รีวิวหนัง Marie Antoinette (2006) : โลกหลงของคนเหงา

#โรงหนังพันราตรี เรื่องที่ 44

Marie Antoinette (2006)


พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ ถือเป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ราชินีผู้ฟุ่มเฟือยจนพาประเทศฝรั่งเศสสู่ความล่มจม พร้อมกับประโยคดังก้องโลกอย่าง “ถ้าราษฎรไม่มีขนมปังจะกิน ก็ให้พวกเขากินเค้กสิ”

ซิสเพิ่งมีโอกาสได้อ่านหนังสือ The French Revolution ที่บอกเล่าข้อเท็จจริงการปฏิวัติฝรั่งเศสปี 1789 แล้วได้ไขความเข้าใจผิดหลายๆ เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ พระนางมารีไม่เคยพูดประโยคเค้กอันโด่งดัง รวมถึงได้รู้เรื่องราวมากขึ้น อย่างพระนางเป็นเจ้าหญิงแห่งออสเตรีย ประเทศศัตรูตลอดกาลของฝรั่งเศส และถูกจับแต่งงานกับ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 องค์รัชทายาทของฝรั่งเศสตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี

นั้นทำให้อยากรู้จักพระนางมารี อังตัวเน็ตต์มากขึ้น เจ้าหญิงวัยรุ่นที่ถูกเลี้ยงมาอย่างอิสระ ต้องกลายมาเป็นว่าที่ราชินีของประเทศศัตรู ทำไมพระนางถึงเพิกเฉยต้องความอดอยากของประชาชน จนท้ายที่สุดต้องพบจุดจบบนเครื่องประหารกิโยติน

Marie Antoinette (2006) ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ ‘เจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์’ ตั้งแต่วันแรกในประเทศฝรั่งเศส กลายเป็นพระชายาขององค์รัชทายาทฝรั่งเศส จนกลายเป็นราชินีที่ประชาชนและเหล่าขุนนางชิงชัง ไปจนถึงวันสุดท้ายที่ต้องบอกลาบัลลังก์ไปตลอดกาล

เรื่องนี้มีนักแสดงหน้าคุ้นหลายคนเลย ทั้งเจมี่ (Jamie Dornan) พระเอก Fifty Shades of Grey, พี่ทอม (Tom Hardy) หนุ่มบริติชที่ทำซิสใจละลายทุกเรื่อง, และ คริสเตน ดันสท์ (Kirsten Dunst) สาวสวยจากความทรงจำในวัยเด็กของซิส ‘แมรี่ เจน’ คนแรกของสไปเดอร์แมน ซึ่งคริสเตนในบทพระนางมารีทำให้เราอินจนน้ำตาคลอ ทั้งที่เป็นตัวร้ายในหน้าประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส แต่ก็ยังทำให้รู้สึกเห็นใจ

เรื่องราวในหนังค่อนข้างตรงกับหนังสือ The French Revolution ที่เคยอ่านมา ซึ่งการรู้ประวัติศาสตร์มาก่อนช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ในหนังขึ้นเยอะ โดยเฉพาะสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดการปฏิวัติ เข้าใจความโกรธแค้นของราษฎรฝรั่งเศส ซึ่งถ้าดูแค่หนังเรื่องนี้ อาจจะไม่เข้าใจถึงความทุกข์ทนของประชาชนมากนัก เพราะตามหนังชื่อ Marie Antoinette จะถ่ายทอดแต่มุมมองของพระนางมารีที่ไม่เคยออกไปเห็นโลกแห่งความจริงนอกวังเลย

ตลอดเกือบ 2 ชั่วโมงเราจะเห็นแต่พระราชวังแวร์ซายที่ยิ่งใหญ่อลังการ งานเลี้ยงหรูหรา เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องเพชร มีอาหารสดใหม่อยู่ทุกที่ ชีวิตของเหล่าชนชั้นสูงที่เล่นวิ่งไล่จับกันในวัง เล่นพนัน ปาร์ตี้ยันเช้า ชีวิตหรูหราจนทำเอาเราเกือบลืมไปเลยว่า นี่เป็นยุคเดียวกันกับที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสกำลังอดตาย ไม่มีแม้แต่ขนมปังจะกิน

ชอบการที่หนังใช้เพลงป็อปสมัยใหม่เป็นเพลงประกอบ ทีแรกก็แปลกใจ แต่ไปๆ มาๆ มันดูลงตัวดี สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์ในหนังซึ่งเกิดในช่วง 1770s – 1790s กับยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้เรามองเจ้าหญิงมารีในมุมของเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งมากขึ้น



⚠️ รีวิวต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง

หนังเปิดเรื่องมาที่ชีวิตวันสุดท้ายในออสเตรียของเจ้าหญิงมาเรีย แอนโทเนียแห่งออสเตรีย ก่อนที่พระองค์จะออกเดินทางไปเริ่มชีวิตใหม่ในฝรั่งเศสในฐานะพระชายาของ เจ้าชายหลุยส์ออกุสต์ (พระนามเดิมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) องค์รัชทายาทแห่งฝรั่งเศส

พระนางเป็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉมที่สุดพระองค์หนึ่ง ยิ้มแย้มสดใส อัธยาศัยดี ชอบกอดทักทาย มีท่าทีสบายๆ ไม่หวงตัว อีกทั้งยังมีเสียงอันไพเราะและปรีชาสามารถทางด้านดนตรี ถ้ามองจากยุคปัจจุบัน พระนางคงได้เป็นไอดอลชื่อดังอย่างแน่นอน

แต่ไม่ใช่กับยุคสมัยที่พระองค์มีชีวิตอยู่ ความเป็นกันเองของเจ้าหญิงมาเรียถูกมองว่าเป็นมารยาทที่ไม่เหมาะสม ท่าทีสดใสร่าเริงของเจ้าหญิงวัย 14 ปีคนนี้ถูกตำหนิว่า ‘ดูเด็ก’ ซึ่งเป็นกิริยาที่น่าแปลกสำหรับเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงของประเทศมหาอำนาจ

นั้นอาจเพราะพระนางเป็นองค์หญิงลำดับที่ 14 จาก 16 คนของจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จึงถูกเลี้ยงดูมาแบบอิสระจนแทบจะเหมือนสามัญชน  อบรมสั่งสอนแบบปล่อยปะละเลยโดยเฉพาะด้านการศึกษา ซึ่งเพิ่งจะได้รับการใส่ใจและเข้มงวดก่อนหน้าที่จะแต่งงานเพียง 1 ปี

เมื่อเจ้าหญิงมาถึงฝรั่งเศส นางถูกบอกให้บอกลาทุกอย่างที่เป็นออสเตรีย ทั้งเพื่อน เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ กิริยามารยาท สุนัขทรงเลี้ยงแสนรัก (โดยถูกบอกว่าให้เลี้ยงสุนัขฝรั่งเศสแทน) รวมถึงชื่อก็ถูกเปลี่ยนเป็นภาษาฝรั่งเศส จาก ‘มาเรีย แอนโทเนีย’ เป็น ‘มารี อังตัวเน็ตต์’

หลังจากพบหน้าพระคู่หมั้นเป็นครั้งแรก ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเจ้าหญิงวัย 14 และเจ้าชายวัย 15 ปีก็เข้าพิธีอภิเษกสมรส  และในคืนนั้นทุกคน (กษัตริย์, บาทหลวง, เชื้อพระวงศ์, ข้าราชบริพารอีกหลายสิบชีวิต) ต่างมารวมกันที่ห้องนอนเพื่ออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีรัชทายาทที่แข็งแรง

‘So awkward! So awkward! So awkward!’

ตั้งแต่ที่ทั้งคู่พบกันในป่าจนถึงฉากบนเตียงนี้ ซิสได้แต่ตะโกน ‘So awkward’ ในใจซ้ำไปมา อึดอัดแทนจริงๆ เด็กวัยรุ่นแปลกหน้าสองคนที่เพิ่งพบกันวันแรก ก็ถูกคาดหวังให้มีรัชทายาทสืบสกุลโดยเร็วที่สุด แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติในยุคสมัยนั้นก็ตาม

แต่ในช่วงปีแรกๆ ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาเพียงในนามเท่านั้น อาจเพราะยังเด็กทั้งคู่และมีนิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงจะนอนอยู่ข้างๆ กันทุกคืน แต่ก็เหมือนอยู่คนละโลก

เจ้าชายหลุยส์ออกุสต์ เป็นคน introvert ทรงปรีชาสามารถในด้านการเรียน รักการอ่าน ชอบการล่าสัตว์ และติดเพื่อน เป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นชายทั่วไปที่ชอบใช้เวลาอยู่กับแก็งเพื่อนผู้ชาย ทำอะไรห่ามๆ สนุกๆ ด้วยกัน

ในขณะที่เจ้าหญิงมารี เป็นสาว extrovert ไม่ถนัดด้านการเรียนก็จริง แต่ทรงปรีชาสามารถในด้านดนตรีอย่างมาก ชอบแต่งตัวสวยๆ นำเทรนด์แฟชั่น โปรดปรานมหรสรรพและงานเลี้ยง เป็นเหมือนเด็กสาววัยรุ่นสายตี้นั่นเอง

พระสวามีตื่นเช้า ส่วนพระชายานอนเช้า

นิสัยแทบจะตรงกันข้าม แล้วด้วยความที่ยังเยาว์วัยทั้งคู่ จึงต่างคนต่างสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่ได้พยายามปรับตัวเข้าหากัน

นั่นยิ่งทำให้เจ้าหญิงวัยเยาว์พระองค์นี้ถูกซุบซิบนินทาหนักขึ้น เพราะไม่ให้ประสูตรทายาทสักที ชาวฝรั่งเศสมักใช้คำว่า “ผู้หญิงออสเตรียคนนั้น” เป็นคำเหยียดพระนาง พระสวามีก็ไม่สนใจ แล้วยิ่งเมื่อน้องสะใภ้ (ภรรยาของน้องชายสามี) ให้ประสูติองค์ชายองค์แรกก่อน จากที่เคยยิ้มแย้มตลอด พระนางมารีก็เก็บตัวร้องไห้อย่างหนักคนเดียว เพราะทำหน้าที่ล้มเหลวในฐานะพระชายา

แต่พระนางก็กลับมาร่าเริงอย่างรวดเร็ว รับมือความเศร้าด้วยการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เหมือนกับเวลาเราเศร้าแล้วต้องช้อปปิ้ง ซึ่งคงเป็นความสุขไม่กี่อย่างของพระองค์ และอาจจะอยากประกาศศักดาถึงความเป็นเจ้าหญิงจากประเทศมหาอำนาจในถิ่น(อดีต)ศัตรูด้วย

นั่นเป็นอีกหนึ่งความลำบากใจที่พระนางมารีต้องเผชิญ คือการอยู่ตรงกลางระหว่าสองประเทศ อย่างเมื่อคราวโปแลนด์จะทำสงครามกับรัสเซียและออสเตรีย มีข่าวลือว่าฝรั่งเศสจะร่วมมือกับโปแลนด์ หมายความว่า ประเทศบ้านเกิดและประเทศบ้านใหม่จะเป็นศัตรูกันในศึกนั้น

“ข้าควรจะเป็นออสเตรียหรือพระชายาแห่งฝรั่งเศส?”

พระนางมารีถามเอกอัครราชทูตแมร์ซี ที่ปรึกษาคนสนิท ซึ่งเขาตอบกลับอย่างอึกอักว่า “ท่านต้องเป็นทั้งสอง”

ตามหน้าประวัติศาสตร์แล้ว มีครั้งหนึ่งที่พระนางแทรกแซงสงครามเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นประเทศของเสด็จแม่ ในขณะที่ฝรั่งเศสไม่ได้อะไรเลย จึงทำให้ “ผู้หญิงออสเตรียคนนั้น” ยิ่งถูกเกลียดชังโดยประชาชนและขุนนาง เพราะเลือกประเทศบ้านเกิดมากกว่าประเทศที่ตัวเองปกครอง

เมื่อคิดดีๆ ทางออสเตรียและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ดีกับพระนางมาตลอด จึงไม่แปลกใจที่พระนางจะเข้าข้างประเทศของสายเลือดตัวเอง เมื่อเทียบกันแล้ว ฝรั่งเศสแทบไม่เคยดีกับพระนางเลย คงเป็นอารมณ์ ‘เธอไม่ดีกับฉัน ทำไมฉันต้องดีกับเธอ’ เป็นการถือทิฐิที่ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่ผิดอะไร แต่ในสถานะราชินีคงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องนัก และไม่ถูกใจราษฎรในการปกครองของพระองค์อย่างแน่นอน แล้วคนที่ต้องรับเคราะห์กรรมก็คือ ประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลย

พระนางมารีเองรับทราบถึงความอดอยากของประชาชน แม้พระนางจะไม่ได้พูดประโยคเค้กอันโด่งดัง แต่พระนางก็ให้ความเห็นเพียงว่า ‘เดี๋ยวพระสวามีก็แก้ไขปัญหาเอง’ ถ้าดูจากหนัง เหมือนว่าพระนางจะเข้าใจว่า หน้าที่ของราชินีมีเพียงแค่การให้ประสูตรและเลี้ยงดูรัชทายาท ส่วนหน้าที่การบริหารบ้านเมือง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นของกษัตริย์และขุนนนาง

มีฉากหนึ่งที่พระนางสร้าง fairy tale village ไว้ในพื้นที่วังส่วนพระองค์ เป็นการจำลองหมู่บ้านชนบทที่อุดมสมบูรณ์ ที่พระนางและพระสหายจะสวมบทบาทเป็นชาวไร่ชาวนา เลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก รีดนมวัว เหมือนเล่นบ้านตุ๊กตา โดยไม่เคยออกไปเห็นชีวิตจริงในชนบทฝรั่งเศสที่แห้งแล้ง พืชผลขาดแคลน ผู้คนหิวตายเลย

“ไม่ใช่พะย่ะค่ะ นี่ไม่ใช่การก่อความไม่สงบ นี่การปฏิวัติ”

ดยุคแห่งโรเชอร์ฟูโคลด์ ขุนนางฝ่ายเสรีนิยม ทูลตอบพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เรื่องเหตุการณ์ทลายคุกบัสตีย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัติ

ท้ายที่สุด กองทัพปฏิวัติและประชาชนที่สิ้นศรัทธาในราชวงศ์ก็ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อชีวิตตัวเอง พวกเขาเคลื่อนพลมายังพระราชวังแวร์ซาย พระนางมารีออกมายืนที่ระเบียง มองดูประชาชนที่กราดเกรี้ยวถือคบเพลิงและอาวุธครบมืออยู่เต็มลานพระราชวัง นั่นคงเป็นครั้งแรกที่พระนางได้มองเห็นราษฎรของพระนางอย่างแท้จริง เหล่าชีวิตที่พระนางและราชสำนักควรจะรับผิดชอบ

เชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ลี้ภัยออกนอกประเทศไปแล้ว ส่วนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ พระโอรสและพระธิดาต่างยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี อยู่จนวินาทีสุดท้ายที่บัลลังก์ถูกพรากไป

ราชอาณาจักรฝรั่งเศสล่มแล้ว สาธารณรัฐฝรั่งเศสจงเจริญ!


สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นพระนางมารี อังตัวเน็ตต์ในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวร้ายในหนังสือประวัติศาสตร์ — เป็นเด็กสาวขี้เหงาที่ต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง(ที่ไม่ค่อยต้อนรับตัวเอง) เป็นลูกที่จงรักภักดีต่อแม่ เป็นเจ้าหญิงที่เพิกเฉยต่อสถานการณ์บ้านเมือง เป็นเจ้านายที่ใจกว้าง เป็นราชวงศ์ที่ไม่รับผิดชอบต่อราษฎร เป็นแม่ที่รักและดูแลลูกๆ อย่างดีที่สุด เป็นภรรยาที่ร่วมหัวจมท้ายกับสามี เป็นราชินีที่ล้มเหลว และเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังสืบต่อไป

  • 1
    Share
  • 1
    Share

Leave a Reply