รีวิวหนัง Once upon a time in Hollywood_8

รีวิวหนัง Once Upon A Time In Hollywood : กาลครั้งหนึ่งที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนในหนัง

#โรงหนังพันราตรี เรื่องที่ 40

 Once Upon A Time In Hollywood (2019)

มาย้อนเวลากลับไปสู่ฮอลลีวู้ดในปี 1969 ด้วยกันในภาพยนตร์เรื่อง Once Upon A Time In Hollywood (2019) มาสเตอร์พีซเรื่องที่ 9 ของผู้กำกับชื่อดัง เควนติน ทารันติโน (Quentin Tarantino) คราวนี้จะพาเราเข้าสู่เมืองแห่งความบันเทิง ฮอลลีวู้ด ที่นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับถ่ายภาพยนตร์ ที่นั่นเป็นที่อยู่อาศัยของดารา นักร้อง ผู้กำกับ และเซเลบริตี้อีกมากมาย

เรื่องย่อ Once Upon A Time In Hollywood

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองฮอลลีวู้ดในปี 1969 มีนักแสดงหนุ่มวัยกลางคน ริค ดาลตัน (ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) อดีตพระเอกดาวรุ่งจากซีรีส์ดังอย่าง Bounty Law ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงขาลง จนต้องมารับบทเป็นตัวประกอบหนัง เพื่อเป็นฐานให้พระเอกรุ่นน้องหน้าใหม่เหยียบเขาขึ้นไป

มีสตันท์แมน คลิฟฟ์ บูธ (แบรด พิธ) ที่ทำหน้าจิปาถะทั้งเป็นคนขับรถ ช่างซ่อมทีวี คนจ่ายตลาด และเป็นเพื่อนซี้เพียงคนเดียวของริค ที่คอยสนับสนุนให้กำลังใจริค คลิฟฟ์มีอดีตอันดำมืดที่ทำให้ผู้คนรังเกียจ

และยังมี ชารอน เทต (มาร์โก้ ร็อบบี้) นักแสดงสาวที่กำลังรุ่ง เธอเป็นภรรยาของผู้กำกับชื่อดังแห่งยุค ซึ่งพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านของริค

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากเรื่องราวชีวิตประจำวันธรรมดาๆ ของ อดีตพระเอกดาวรุ่งที่กำลังตกอับ กับสตันท์แมนคู่ใจของเขา และนักแสดงสาวสวยเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะนำไปสู่เหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั้งวงการฮอลลีวู้ด

ฮอลลีวู้ดที่ไม่ธรรมดาของเควนติน

หนังอัดแน่นไปด้วยเอกลักษณ์ของเควนติน ที่เห็นชัดอย่างหนึ่งคือ บทสนทนาอันยาวยืดดดดด~ มีเนื้ออยู่ 10% ที่เหลือน้ำล้วนๆ จนทำให้หนังยาวไปเกือบสามชั่วโมง อย่างฉากหนึ่งในตัวอย่างหนัง ที่ ชวอร์ตซ์ (อัล ปาชิโน่) ผู้สร้างหนังคุยกับริคในบาร์ ฉากเดียวปาไป 10 กว่านาทีแล้ว ซึ่งใจความสำคัญมีไม่ถึง 3 นาที คือชวอร์ตซ์ถูกใจการแสดงของริคและอยากชวนเขามาเล่นหนังคาวบอยอิตาลี ที่เหลือคุยสัพเพเหระล้วนๆ แต่รายละเอียดเล็กน้อยในบทสนทนาเหล่านี้แหละ ที่ทำให้หนังสมจริงจนเราอิน

ดำเนินบทเรื่อยเปื่อยสโลว์ไลฟ์เหมือนคนดูมีเวลาว่างมากเช่นเคย หนังตัดสลับไปมาระหว่างชีวิตประจำวันแสนธรรมดาของริค คลิฟฟ์ และชารอนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มันดูธรรมดา แต่สนุก ชวนติดตาม ทั้งหมดนี้เป็นสไตล์ของเควนตินที่ถ้าไม่ชอบสุดๆ ไปเลย ก็คงหลับไปเลย

ให้ออสการ์นักแสดงนำชายลีโออีกอันได้ไหม?

สิ่งที่ทำให้หนังสนุกสุดๆ คือ การได้เห็นซิคแพคล้ำๆ ของลุงแบรด 😎 ความเซ็กซี่ขี้เล่นของมาร์โก้ 😘 และสุดยอดการแสดงของเจ้าของออสการ์นักแสดงนำชายปี 2016 ลุงลีโอ 🤴

นี่เป็นการกลับมาในรอบ 4 ปีของลีโอนาร์โดนับจากเรื่อง The Revenant (2015) ที่ทำให้ลีโอชนะรางวัลออสการ์นักแสดงนำชายแห่งปีไป ลีโอโลดแล่นในวงการหนังมากว่า 40 ปีแล้ว ฝีมือการแสดงยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับมาคราวนี้ซิสว่าว้าวกว่าเดิมมากๆ ได้เห็นลีโอในบทนักแสดงตกอับที่พยายามฟื้นกลับมาเป็นดาวรุ่งอีกครั้ง สวมหลายบทบาท ทั้งดาวรุ่ง ดาวร่วงที่ยอมแพ้ ดาวร่วงที่ดิ้นรน ดูล้ำลึกมาก

ความมันส์พุ่งกระฉูดในสิบห้านาทีสุดท้าย

สำหรับคนที่ไม่ชอบการดำเนินเรื่องสโลว์ไลฟ์สไตล์เควนติน อาจจะผล็อยหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง ตอนซิสไปดูครั้งแรกในโรงหนังก็มีคนทยอยออกจากโรงไปก่อน 2-3 คน น่าเสียดายมาก! ตอนจบมันส์สะใจกว่าหนังแอคชั่นบางเรื่องอีก ถ้าเทียบกับ Hobb & Shaw ที่ซิสไปดูมาก่อนหน้านี้ บทแอคชั่นใน Once Upon A Time In Hollywood ยังสนุกกว่าหลายเท่าเลย

กราฟหนังของเควนตินมักจะดำเนินเรื่องแบบแฟลต ราบเรียบ แล้วมาพีคพุ่งกระฉุดเป็นเอกซ์โพเนนเชียลในตอนสุดท้าย เหมือนเส้นด้ายชีวิตของแต่ละคนที่อยู่คนเส้นทาง แล้วมาผูกบรรจบกันตอนท้ายเรื่อง ขมวดเป็นปม จนเกิดเรื่องวุ่นวาย ตู้มเป็นโกโก้ครั้นช์ใน 15 นาทีสุดท้าย

⚠️ พาร์ทต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาในหนัง

กาลครั้งหนึ่งที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนในหนัง

นี่เป็นหนังที่อยากให้ไปดูรอบแรกแบบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหนังมาก่อนเลย มันจะว้าวมากๆ อย่างตอนซิสดูรอบแรกก็ไม่รู้ background ของหนังมาก่อน ไม่รู้เรื่องย่อด้วยซ้ำ รู้แค่เป็นหนังเควนตินเลยไปดู ความรู้สึกหลังดูรอบแรกคือ สนุก มันส์สะใจ! แต่มีบางอย่างที่ทำให้เราสะกิดใจบทของมาร์โก้ที่แสดงเป็น ชารอน เทต นักแสดงสาวสวยเพื่อนบ้าน ที่ดูผิวเผินเหมือนมาเป็นตัวประกอบ ดอกไม้ประดับของหนัง

พอกลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติมก็ช็อกไปเลย 😱 OMG! ท่านเทพเควนติน ที่แท้หนังเรื่องนี้มีความหมายแบบนี้เองหรอ…

ย้อนกลับไปในยุค 60s มีนักแสดงสาวสวยชื่อ ชารอน เทต อยู่จริงๆ เธอเป็นภรรยาของผู้กำกับชื่อดังซึ่งอาศัยอยู่ในฮอลลีวู้ด ในวันหนึ่งที่สามีออกไปทำธุระนอกเมือง ชารอนซึ่งกำลังท้องแก่ก็ชวนกลุ่มเพื่อนสนิทสี่คนมาสังสรรค์กันที่บ้าน เรื่องราวความจริงทั้งหมดนี้เป็นไปตามในหนังของเควนติน 

กลับมาสู่เรื่องราวในหนัง ชารอนกับเพื่อนๆ กำลังสนุกสนานโดยไม่รู้ตัวเลยว่า ข้างบ้านกำลังเกิดเรื่องฉิบหายวายป่วง! เมื่อมีกลุ่มสาวกลัทธิคลั่งบุกย่านที่อยู่อาศัยคนดังในฮอลลีวู้ด เดิมทีเป้าหมายของพวกบ้านี้คือ บ้านของชารอน แต่เพราะริคซึ่งอยู่บ้านข้างๆ ดันเมาจนไปมีเรื่องกับกลุ่มนี้ซะก่อน พวกเขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นบุกบ้านริคแทน แต่โชคดีที่เพื่อนซี้อย่างคลิฟฟ์ และแบรนดี้ น้องพิทบูลของคลิฟฟ์ก็อยู่ด้วย จึงบังเกิดเป็นฉากแอคชั่นสุดมันส์ใน 15 นาทีสุดท้ายที่เล่าไปก่อนหน้านี้

น่าเศร้าที่ กาลครั้งหนึ่งที่ไม่ได้สวยหรูเหมือนในหนัง เพราะนี้คือส่วนที่ต่างจากความจริง เรื่องจริงคือ กลุ่มลัทธิคลั่งบุกเข้าในบ้านของชารอนได้สำเร็จ เกิดเป็นฝันร้ายที่เขย่าวงการฮอลลีวู้ด ทำให้ชื่อของ ชาร์ล แมนสัน ฆาตกรเจ้าลัทธิคลั่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

หลังจากได้รู้เรื่องราวของคดีชารอน เทต ก็เปลี่ยนมู้ดแอนด์โทนของหนังไปเลย พอกลับมาดูอีกรอบ หนังยังสนุก มันส์สะใจเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสะเทือนใจในตอนจบ เพราะเรารู้แล้วว่าเรื่องจริงมันจบยังไง เข้าใจแล้วว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงชื่อเรื่องว่า Once Upon A Time In Hollywood… มันจะเป็นชื่ออื่นไปไม่ได้เลย

Fun Fact! จุดเริ่มต้นของ Hollywood เมืองแห่งความบันเทิง

Hollywood Sign แลนด์มาร์กดังของเมืองฮอลลีวู้ดถูกสร้างขึ้นในปี 1923

ไม่คิดมาก่อนว่าจุดเริ่มต้นของเมืองแห่งความบันเทิงนี้ เป็นอิทธิพลมาจากนักประดิษฐ์ชื่อดัง Thomas Edison เจ้าของสิทธิบัตร Kenetograph และ Kinetoscope ซึ่งเป็นเครื่องถ่ายและเครื่องฉายภาพยนตร์อันแรกของโลก

คุณคิดว่าทำไมฮอลลีวู้ดถึงเกิดมาจากเอดิสัน? เขามาสร้างโรงถ่ายหนังที่นี่หรือ? หรือเป็นนักลงทุนในวงการภาพยนตร์? เปล่าเลย! เขาไล่ฟ้องนักทำหนังตางหาก เนื่องจากสิทธิบัตรเครื่องมือถ่ายทำภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นของบริษัท Motion Picture Patents Company ของเอดิสันแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งบริษัทตั้งอยู่ที่เมืองนิวเจอร์ซี

นักทำหนังอิสระหลายคนจึงอพยพจากเมืองนิวเจอร์ซี (ตะวันออกสุด) มายังเมืองลอสแองเจลิส (ตะวันตกสุด) หนีอิทธิพลของเอดิสันข้ามประเทศกันเลย และหากพวกเอดิสันยังตามมา เหล่านักสร้างหนังก็สามารถหนีข้ามพรมแดนไปประเทศเม็กซิโกได้ง่ายๆ

หนึ่งในผู้อพยพคือบริษัททำหนัง The Biograph Company ระหว่างที่พวกเขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์อยู่ ก็บังเอิญได้มาพบดินแดนมหัศจรรย์แห่งการสร้างโลกแห่งภาพยนต์ที่ เนินเขา Hollywood นั้นเอง ตั้งแต่นั้นมาเหล่านักทำหนัง ดารา เซเลบ นักลงทุนภาพยนตร์มากมายต่างย้ายมาอยู่ที่นี่ ถ่ายหนังกันทั้งวัน และปาร์ตี้กันตลอดคืน ฮอลลีวู้ดก็ไม่เคยหลับใหลอีกเลย

Leave a Reply