You are currently viewing คริสต์มาสนี้ที่โอซาก้า (Osaka) วันเดย์ทริป

คริสต์มาสนี้ที่โอซาก้า (Osaka) วันเดย์ทริป

ทริปคริสต์มาสนี้ที่ญี่ปุ่น 7 วัน 9 เมือง

เมืองที่ 9 โอซาก้า

ตะลุยกินย่านโดทงโบริ • หนังคริสต์มาสรอบดึก • โลกสัตว์น้ำที่อควาเรียมไคยูคัง • กินดื่มย่านนานิวะในยุคโชวะ • พรหมลิขิตบันดาลชักพา One Ok Rock มาทันใด • ปราสาทโอซาก้า • ร้านซูชิ 100 เยน • ล่าไฟคริสต์มาส • กลับบ้าน

จากเกียวโตมาโอซาก้าใช้เวลาเพียง 30 นาที เรามาถึงสถานีนัมบะ (Namba) เวลาทุ่มกว่าๆ หากเป็นเมืองอื่นที่ผ่านมา บนถนนคงจะเริ่มเงียบเหงาแล้ว ตรงกันข้ามกับโอซาก้าที่ดูเหมือนว่ายิ่งดึกยิ่งคึกคัก ทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเดินขวักไขว่กันเต็มฟุตบาท จากเดิมที่คิดว่าจะเช็คอินและเข้านอนเพื่อเก็บไว้ผจญภัยในวันพรุ่งนี้ แต่ในเมื่อเมืองทั้งเมืองยังตื่นอยู่ เราจะหลับได้อย่างไร! เลยเปลี่ยนแผน (อีกครั้ง) เก็บกระเป๋าเข้าที่พักแล้วไปตะลุยค่ำคืนแรกในโอซาก้าเลย

สองค่ำคืนสุดท้ายที่ญี่ปุ่น เราพักที่โฮสเทล Khaosan World Namba ซึ่งเดินจากสถานีนัมบะไปเพียง 5 นาที ราคาคืนละเกือบ 400 บาท ถูกมากสำหรับการจองที่พักล่วงหน้าเพียง 1 สัปดาห์ แต่เพราะแบบนั้น เราเลยได้นอนห้องรวมชายหญิงเป็นครั้งแรก เราได้นอนเตียงข้างบนชายหนุ่มชาวอังกฤษซึ่งเป็น Solo Traveler เหมือนกัน พ่อหนุ่มอัธยาศัยดีได้ชวนเราไปท่องยามค่ำคืนด้วยกัน โดยเขานัดเพื่อนใหม่ไว้ว่าจะไปตะลุยคลับย่านโดทงโบริ (Dōtonbori) หรือย่านป้ายกูลิโกะกัน น่าเสียดายที่การเที่ยวคลับไม่ใช่สไตล์สาวน้อยอ่อนต่อโลกอย่างเรา จึงต้องโบกมือลาและขอออกไปผจญภัยคนเดียว

เรายืนมองซ้ายมองขวาอยู่โฮสเทลพักใหญ่ๆ จะไปไหนดีนะ? โอซาก้าเป็นที่เดียวที่เราไม่ได้วางแผนเที่ยวมาเลย นอกจากจะขึ้นเครื่องบินกลับไทยที่สนามบินโอซาก้าเท่านั้น (หากใครพลาดจุดเริ่มต้นทริป เราบินจากไทยมาลงสนามบินฟุกุโอกะ แล้วเที่ยวขึ้นเหนือมาเรื่อยๆ จนมาถึงโอซก้านี่แหละ) เพราะโอซาก้าเป็นเมืองใหญ่ จึงมั่นใจระดับหนึ่งว่าต่อให้หลงทาง ก็หาทางกลับที่พักได้สบาย เลยตัดสินใจเดินตามฝูงคนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง

กินจนตัวแตกที่ย่านโดทงโบริ

เดินมาไม่นาน เราก็มาโผล่ในย่านที่คึกคักสุดๆ แม้อุณหภูมิจะ 5 องศาเท่ากับเมืองอื่นๆ แต่ไม่ค่อยรู้สึกหนาวมาก อาจเพราะร่างกายเริ่มปรับตัวได้ หรืออาจเพราะผู้คนมากมายเดินเบียดเสียดกันไปมาช่วยเพิ่มความอบอุ่น

ในที่สุดก็เข้ามาในเขตชินไซบาชิ (Shinsaibashi) นี่มันย่านละลายทรัพย์ชัดๆ! สองข้างทางเต็มไปร้านค้ามากมาย ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเล่นอยู่ในสำเพ็งที่ขายส่งของราคาถูก ทั้งเครื่องสำอาง สกินแคร์ เครื่องประดับ ของกุ๊กกิ๊กน่ารัก แถมเดินไปทางไหน เข้าร้านไหน ก็ต้องได้ยินเสียงภาษาไทยอยู่ร่ำไป นึกว่าอยู่ในสำเพ็งจริงๆ 😂 สินค้าราคาถูกจนแม้แต่คนไม่สนใจจะช้อปอย่างเรา ยังเผลอใจอยากซื้อกลับบ้านมาเยอะๆ เลย ไม่ได้อยากได้ แต่มันถูกซะจนรู้สึกว่าถ้าไม่ช้อปจะเสียมารยาท ฮ่าๆ

เราเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ไปเรื่อยๆ จนมาทะลุออกย่านโดทงโบริที่พ่อหนุ่มอังกฤษชวนมาได้ยังไงก็ไม่รู้ สิ่งแรกที่โดดเด่นมาเลยคือ ชายหนุ่มใส่เสื้อกล้ามชูสองมือเรืองแสง ใช่แล้ว… ป้ายกูลิโกะ ตำนานเมืองของโอซาก้า! เราแหงนหน้ามองอยู่เกือบห้านาทีเผื่อจะได้คำตอบว่าทำไมผู้คนถึงได้ตื่นเต้นที่จะมาถ่ายรูปกับป้ายนี้กัน สุดท้ายก็ได้รู้แค่ว่า การตลาดช่างน่าพิศวงจริงๆ

เราชอบย่านนี้มากกกกก สองข้างทางเต็มไปด้วยสตรีทฟู้ด จนสุดท้ายเราลงเอยมากินข้าวเย็นที่นี่ตลอดสองคืนในโอซาก้า ทั้งยังเป็นสองคืนสุดท้ายในญี่ปุ่นเลยกินเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต 😂 เมลอนปัง เครปทาโกะยากิ ซูชิ ราเม็ง เค้กชาเขียว พุดดิ้งสตอเบอร์รี ถามว่าแนะนำเมนูไหน กินไปให้หมดเลย! อร่อยมาก ให้เยอะมาก ยิ่งซดซุปราเม็งร้อนๆ ในอากาศหนาว มันฟินมาก~

เดินตะลุยสตรีทฟู้ดเรื่อยๆ ก็เห็นเจ้ามาสคอตเพนกวินสีฟ้าที่คุ้นเคย ร้านดองกี้! (Don kihōte) ตาเป็นประกายทันที สองขารีบวิ่งข้ามคลอง แม้ร้านดองกี้จะโด่งดังเรื่องสินค้าครอบจักรวาลราคาประหยัด แต่เราไม่ได้มาเพราะสิ่งนั้น แต่เพราะชิงช้าสวรรค์ดองกี้! ไม่อยากจะเชื่อว่ามีชิงช้าสวรรค์ใจกลางเมือง ที่นั่งเป็นแคปซูล หน้าตาน่ารักมาก ค่าขึ้นราคา 600 เยน (~175 บาท) ใช้เวลา 15 นาทีต่อหนึ่งรอบ

ประสบการณ์บนชิงช้าสวรรค์ค่อนข้างตื่นเต้นทีเดียว ทีแรกไม่ได้คาดหวังมาก มองจากข้างนอกรู้สึกว่าไม่สูงเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงหวาดเสียวไม่เบา เพราะที่นั่งห่างจากกระจกกั้นไม่กี่ฟุต กระจกก็ใสมาก จนเหมือนจะหลุดออกไปได้ทุกเมื่อ แค่นึกถึงมือก็เหงื่อท่วมแล้ว ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะได้ทั่วเมืองโอซาก้ายามค่ำคืน ถึงแสงไฟจากตึกราบ้านช่องจะไม่ได้สวยงามมาก แต่บรรยากาศโรแมนติกมาก ขอแนะนำเป็นสถานที่เดทสำหรับคู่รักเลย ถ้ามาคนเดียวอย่างเราก็จะเหงาๆ หน่อย แต่ก็ได้ผ่อนคลายความคิด ถ้าไม่ติดว่าเราจองตั๋วดูหนังรอบดึกไว้ และหนังกำลังจะเริ่มในอีกไม่ช้า!


ชมหนังคริสต์มาสรอบดึก

เพราะชิงช้าสวรรค์ใช้เวลานานกว่าที่คิด เราจึงต้องรีบวิ่งไปยังห้างนัมบะมารูอิ (Namba Marui) เพื่อให้ทันดูหนังรอบดึกที่จองไว้ ที่จริงก่อนมาถึงย่านโดทงโบริ เราเจอป้ายโฆษณาหนัง เลยเกิดอยากลองประสบการณ์ดูหนังในโรงหนังญี่ปุ่นขึ้นมา โชคดีที่ห้างมิรูอิซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเราเพียง 8 นาทีมีโรงหนังโทโฮ (Toho cinema)

ตอนดูโปรแกรมหนังเข้าฉายไม่รู้จักเรื่องไหนเลย โชคดีมีหนังฝรั่งฉายอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นหนังคริสต์มาสเข้ากับบรรยากาศคริสต์มาสด้วย แถมแม่มังกร Emilia Clarke แสดงนำอีก เลยตัดสินใจเลือกดู ‘Last Christmas’ เห็นชื่อก็เตรียมซับน้ำตาแล้ว 😂 วิธีซื้อตั๋วง่ายมาก มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติอยู่เหมือนกับของบ้านเราเลย แต่เราก็งงๆ และรีบด้วย เลยขอให้น้องสตาฟช่วยซื้อให้ แค่ชี้ๆ ว่าอยากดูเรื่องนี้ รอบนี้ เขาจัดการกดให้หมด เราแค่สอดเงินจ่ายตู้อัตโนมัติราคา 1,300 เยน (~380 บาท) ราคาตั๋วแบ่งตามอายุ ได้แก่เด็กต่ำกว่า 18, นักเรียน/นักศึกษาที่อายุมากกว่า 18 และผู้ใหญ่ จะไม่มีแบ่งตามที่นั่ง

ถ้าคุณมาดูหนังในโรงที่ญี่ปุ่น โปรดมาตรงเวลา สายไปเพียงไม่กี่นาทีอาจพลาดตอนเริ่มต้นหนังได้ เข้ามานั่งในโรงแปปเดียว กระพริบตาอีกทีหนังเริ่มแล้ว โฆษณาสั้นมาก แอบตกใจเพราะชินกับโรงหนังไทยที่ก้มหน้าไถฟีดไอจี เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์รวมกันไปจนหมดหนังก็ยังไม่เริ่ม 😂 อาจเพราะเป็นหนังรอบดึกและไม่ใช่หนังในกระแส คนเลยน้อย รู้สึกได้ถึงความสะอาดของโรงหนัง ปกติคนเป็นภูมิแพ้อย่างเรามักจะรู้สึกได้ถึงฝุ่นบนเบาะเวลาอยู่ในโรงหนังที่ไม่ค่อยทำความสะอาด แต่ที่นี่เข้าไปแล้วจมูกโล่ง สดชื่น แถมเบาะนุ่มนิ่มสบายจนเกือบหลับไปหลายรอบ (ไม่ใช่เพราะหนังน่าเบื่อหรอกนะ ฮ่าๆ)

สรุปแล้วประทับใจโรงหนังมากกว่าตัวหนัง เป็นการปิดท้ายค่ำคืนแรกในโอซาก้าอย่างแฮปปี้


ลุยโลกสัตว์น้ำที่อควาเรียมไคยูคัง

เมื่อคืนหลังจากนอนกลิ้งไล่ดูโบรชัวร์สำหรับนักท่องเที่ยวที่แจกฟรีอยู่ที่สถานีโอซาก้า ภาพเจ้าพะยูนน้อยและกระเบนโดดเด่นออกมาท่ามกลางภาพอื่นๆ เช้าวันนี้เราเลยตัดสินใจไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) โดยนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีโอซากาโกะ (Osakako) จากสถานีเดินต่อไปเพียง 10 นาทีก็ถึงพิพิธภัณฑ์แล้ว

อากาศที่โอซาก้าอุ่นกว่าเมืองอื่นๆ ที่ผ่านมา เราไปถึงก่อนเวลาพิพิธภัณฑ์เปิดเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นก็มีนักท่องเที่ยวมารอต่อคิวซื้อตั๋วกันแล้ว เราเดินสำรวจบริเวณรอบๆ เพื่อฆ่าเวลาพบว่าไคยูคังอยู่ติดกับแม่น้ำอาจิ (Aji) มีท่าเรือ ห้างเทมโปซานและที่โดดเด่นที่สุดคือชิงช้าสววรค์เทมโปซาน (Tempozan) ซึ่งสูงกว่าและจุคนได้มากกว่าชิงช้าสวรรค์ดองกี้เมื่อคืนเกือบ 2 เท่า! ทดไว้ในใจเลยว่าหลังจบทัวร์พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจะต้องมาขึ้นชิงช้านี้ให้ได้

ค่าตั๋วเข้าชมไคยูคังราคา 2,300 เยน (~680 บาท) เข้าไปถึงก็เจอน้องปลามากมายหลากหลายสายพันธ์ุมาต้อนรับ สารภาพว่านอกจากรู้ว่าอาหารทะเลอร่อยแล้ว เราแทบไม่มีความรู้และความสนใจใดๆ ในเรื่องสัตว์ทะเลเลย เราเพียงแค่อยากมาพิสูจน์ว่า ไคยูคังที่ว่าเป็นอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นมันใหญ่ขนาดไหนกัน ดังนั้นคำพรรณนาของเราที่คุณจะได้มีแค่ อุ้ย ปลา! นั่นก็ปลา! ทางโน้นก็ปลา! อ๊ะ เพนกวิน! และนั่นปลา… วนไปแบบนั้น จึงขอให้ภาพเล่าเรื่องแทนน่าจะดีที่สุด


กินดื่มย่านนานิวะในยุคโชวะ

หลังจากเพลิดเพลินไปกับบรรดาสัตว์น้ำจนอิ่มใจ เราก็ไปหาอะไรให้อิ่มท้องกันบ้าง ข้างๆ ไคยูคังมีตลาดเทมโปซาน (Tempozan Marketplace) ตั้งอยู่ เป็นเหมือนห้างเล็กๆ ที่มีร้านอาหาร ร้านค้าทั่วไป รวมถึงทางขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่เราหมายตาไว้ด้วย ระหว่างทางที่ไปชิงช้า เราก็ผ่านย่านที่สะดุดตาสุดๆ เพราะเหมือนได้ย้อนกลับไปญี่ปุ่นยุคประวัติศาสตร์ที่เคยเห็นในการ์ตูน ที่นี่คือย่านกินดื่ม Naniwa Kuishinbo Yokocho คำว่า ‘นานิวะ’ คือชื่อเดิมของโอซาก้า ‘คุอิชินโบ’ คือผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และ ‘โยโกโช’ คือตรอก รวมๆ แล้วหมายถึงย่านกินดื่มนานิวะ

บรรยากาศข้างในเหมือนเราหลุดไปในยุคโชวะของญี่ปุ่นคือช่วง 1926–1989 ร้านค้าตกแต่งด้วยไม้ มีของกิน ของเล่นในยุค 90s ทุกอย่างน่ากินมาก โดยเฉพาะทาโกะยากิของร้าน Aiduya ที่กลิ่นโชยลอยมาเตะจมูกจนอดใจไม่ไหว เราสั่งทาโกะธรรมดาเซตเล็กที่สุดได้มา 10 ลูกพองๆ ร้อนๆ เป็นครั้งแรกที่กินทาโกยากิไม่ใส่ซอส อร่อยที่สุด! ที่สุดของที่สุดทาโกะยากิ! แค่นึกถึงก็น้ำลายสอแล้ว 🤤

น่าเสียดายที่เผลอใช้เวลากับอควาเรียมเพลินไปหน่อย เลยทำให้ไม่มีเวลาขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ เพราะบ่ายนี้มีสถานที่สุดพิเศษที่ทำให้เราใจเต้นรออยู่


พรหมลิขิตบันดาลชักพา One Ok Rock มาทันใด

ทริปนี้มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นหลายอย่างมาก แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า นี่แหละพรหมลิขิต โชคชะตา ปาฏิหาริย์มากที่สุดในทริปคือ One Ok Rock มาจัดคอนเสิร์ตในโอซาก้า ณ วันที่เราไปเที่ยวโอซาก้า!!!!!

ย้อนกลับไปตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อยวัยมัธยมต้น ด้วยอิทธิพลของอนิเมะทำให้เราเริ่มเข้าสู่วงการติ่งเพลงญี่ปุ่น เริ่มจากเพลงอนิเมะ,​ Vocaloid, วงไอดอลอย่าง Arashi และ NEWS กับหนุ่มๆ จากค่ายจอห์นนี่ มาจนสู่ J-Rock ในบรรดาทั้งหมดนั้น One Ok Rock หรือวันโอคุร็อกเป็นอันดับหนึ่งในใจเสมอมา เพลงร็อกที่บอกเล่าประสบการณ์และให้ข้อคิดชีวิต ฉุดเราขึ้นมาจากความเศร้าและมอบความหวัง จนถึงวันนี้วันโอคุเป็นวงเดียวที่เราไปดูคอนเสิร์ตและไม่เคยพลาดคอนเสิร์ตเวลาพวกเขามาไทยเลยสักครั้ง เราเจอวันโอคุครั้งล่าสุดใน ONE OK ROCK Ambitions Asia Tour 2018 เพิ่งบ่นกับเพื่อนสาวที่ไปคอนเสิร์ตด้วยกันทุกครั้งว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะกลับมาอีก

ตอนที่เราตัดสินใจจะมาเที่ยวญี่ปุ่น ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงวันโอคุเลย ถ้าย้อนกลับไปอ่านบทเมืองโคนัน เราตัดสินใจมาญี่ปุ่นเพราะฝันไร้สาระถึงโคนัน 😂 สถานที่เที่ยวในใจจึงมีแค่เมืองโคนัน เมืองเที่ยวที่เหลือก็จิ้มๆ เอาที่สะดวก ส่วนวันที่เที่ยวก็จิ้มๆ เอาวันที่ว่าง ได้มาเป็นทริปเที่ยว 1 วันต่อ 1-2 เมือง จู่ๆ ก็คิดได้ว่า เฮ้ย เรากำลังจะไปบ้านเกิดของวงร็อกที่เราเทิดทูนมาตลอด 7 ปี ทำไมไม่ไปดูคอนเสิร์ตล่ะ!? ช่วงปลายปี One Ok Rock มักจะมีทัวร์คอนเสิร์ตทั่วญี่ปุ่นอยู่ประจำ ตอนที่คิดได้คือจองตั๋ว จองที่พักไปเรียบร้อยแล้ว ได้แต่เจ็บใจตัวเองเพราะคิดว่าพลาดแล้ว แต่ก็ขอหาข้อมูลหน่อยเถอะ

ปรากฏว่ากรี๊ด! (กรี๊ดออกมาจริงๆ ระหว่าทำงานในออฟฟิศ 😅) ไม่ได้ตาฝาดไปใช่มั้ย?​ ‘ONE OK ROCK “Eye of the Storm” Japan Tour 2019’ ไลฟ์อินโอซาก้าวันที่ 10 ธันวาคม 2019 หันมาดูแพลนเที่ยวของตัวเอง ‘เที่ยวโอซก้า 1 วัน – 10 ธันวาคม’ พระเจ้า! นี้มันพรหมลิขิตชัดๆ! ถ้าวันโอคุมาเร็วกว่านั้น 1 วัน เราก็คงยังอยู่ที่เมืองอื่น ถ้าช้าไป 1 วัน เราก็กลับไทยแล้ว ถ้าเราเลือกเที่ยวจากเหนือลงใต้ จากโอซก้าลงมาฟุกุโอกะแทน ก็ไม่ได้เจอวันโอคุ ทั้งหมดนี้คือสัญญาณจากพระเจ้าชัดๆ ว่า เธอต้องไปดูคอนเสิร์ต One Ok Rock live in Osaka ให้ได้! ว่าแล้วก็รีบเสิร์ชหาตั๋วและเป็นอย่างที่คิด เนื่องจากเป็นเวลาแค่ 2 สัปดาห์ก่อนคอนเสิร์ต ตั๋วที่ขายอย่างเป็นทางการจึง Sold Out! เหลือแค่ใบเดียวที่ขายในเว็บต่างชาติ ราคากระโดดจาก 3,000 บาทไปเป็น 30,000 บาท! ขุ่นพระ! พรหมลิขิตของฉันราคาแพงกว่าทริปตลอด 6 วันอี๊ก 😱

ต้องขอบคุณเพื่อนสาวที่ไปคอนเสิร์ตด้วยกันตลอด 7 ปีที่ดึงสติกลับมาให้ว่า ปกติแล้วหลังจบทัวร์ญี่ปุ่น One Ok Rock ก็จะประกาศทัวร์รอบโลก ดังนั้นพวกเขาจะต้องมาไทยในเร็วๆ นี้แน่นอน ถ้าต้องเสียสามหมื่นเพื่อบัตรธรรมดา ได้ยืนหลังๆ ราคานั้นซื้อบัตร VIP ที่ไทยได้หลายใบเลยนะ ได้ใกล้ชิด ได้ไปโยกหัวอยู่หน้าเวทีด้วย สุดท้ายก็เป็นตามนั้นจริงๆ หลังจากเรากลับมาไทยไม่กี่วัน One Ok Rock ก็ประกาศทัวร์เอเชีย พวกเขาจะกลับมาไทยในเดือนเมษายน 2020 แน่นอนว่าเราและเพื่อนๆ คว้าบัตรมาได้

ทว่าพรหมลิขิตก็ไม่อาจสู่โควิดได้ ทัวร์ถูกยกเลิกเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้นคอนเสิร์ตที่โอซาก้าในวันนั้นเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้ดูคอนเสิร์ตวันโอคุร็อก อดคิดไม่ได้ว่านั้นมันคือสัญญาณเตือนจากพระเจ้าจริงๆ ด้วย ถึงจะเสียดายที่วันนั้นไม่ได้ดูคอนเสิร์ต แต่ก็ได้ช้อปเสื้อสเวตเตอร์และอัลบั้มใหม่ล่าสุดมาแทน หมดไป 8,800 เยน (~2,600 บาท) แพงที่สุดในทริปแล้ว


ปราสาทโอซาก้า แลนด์มาร์คคู่บ้านคู่เมือง

ที่สถานีโอซาก้าโจ โคเอ็น (Ōsakajō-kōen) นอกจากจะเป็นที่ตั้งของโดม Osaka-jo Hall ที่จัดคอนเสิร์ต One Ok Rock แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของปราสาทโอซาก้าด้วย บริเวณรอบๆ เป็นสวนสาธารณะที่สะอาดและสงบ มีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองอยู่เยอะก็จริง แต่บรรยากาศไม่วุ่นวาย ครึกครื้นกำลังดี ทำให้รู้สึกใจสงบ เนื่องจากก่อนหน้านั้นเราเข้าไปดูในตัวปราสาทฮิโรชิม่ามาแล้ว จึงไม่ได้เข้าไปดูข้างในปราสาทโอซาก้าอีก เพราะคิดว่าคงไม่ต่างกันมากนัก


ร้านซูชิ 100 เยน อร่อยและประหยัด

เดินเที่ยวเพลินๆ ก็หิวอีกแล้ว เราตั้งใจว่าตอนกลางคืนจะไปเดินดูไฟประดับคริสต์มาสตามเส้นทาง Osaka City Hall กับมายังสถานีนัมบะ ที่พักของเรา ดังนั้นเราเลยนั่งรถไฟกลับไปในตัวเมืองที่สถานีอุเมดะ (Umeda) แล้วตัดสินใจว่าจะไปกินร้านซูชิสายพานชื่อดัง Kura Sushi หรือซูชิ 100 เยน ขึ้นชื่อด้านความถูกและอร่อย

ตอนเราไปถึงจะได้บัตรคิวมา ถ้ามาเป็นกลุ่มน่าจะต้องรอโต๊ะนานหน่อย แต่เรานั่งที่เคาท์เตอร์บาร์ จึงไม่ต้องรอคิวเลย ร้านซูชินี้ให้บริการตัวเองได้เลย ตักน้ำเอง กดสั่งเมนูซูชิจากหน้าจอ มีเมนูราคาตั้งแต่ 100 เยนไปจนถึงเซตหลายพันเยน เราเลือกสุ่มมา 6 เมนู รวมแล้ว 10 กว่าชิ้น อร่อยทุกอย่าง (อีกแล้ว ฮ่าๆ) ชิ้นใหญ่จนเกือบยัดเข้าปากในหนึ่งคำไม่หมด แถมชิ้นส่วนเนื้อปลาก็ให้มาเน้นๆ ตรงข้ามกับซูชิไทยที่ข้าวเยอะ เนื้อปลาน้อย สมแล้วที่มาถึงถิ่น ทั้งถูกทั้งอร่อย มื้อนี้จ่ายไป 880 เยน (~260 บาท)


ตามล่าไฟคริสต์มาสในโอซาก้า

เวลาผ่านไปไวมาก รู้ตัวอีกทีก็เย็นซะแล้ว แอบใจหายพอคิดว่านี้จะเป็นคืนสุดท้ายในญี่ปุ่น อยากสัมผัสบรรยากาศบ้านเมืองในต่างประเทศให้มากที่สุด เราเลยเลือกเดินแทนที่จะนั่งรถไฟใต้ดิน

สองข้างถนนถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส เรียกว่า Midosuji Illumination 2019 มิโดสึจิคือถนนที่มีชื่อเสียงของโอซาก้า ทอดยาวจากทางเหนือของอุเมดะจรดทางใต้ของนัมบะ ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงโฮสเทลของเราห่างกัน 5 สถานีรถไฟใต้ดิน เราไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะมีวันที่เรายอมเดินระยะทาง 5 สถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เพราะอาจไปถึงที่หมายโดยไม่สวัสดิภาพได้ 😂 ขณะที่ฟุตบาทโอซาก้าเป็นทางกว้าง เรียบ สะอาด จักรยานขับอยู่ในเลนที่กำหนด คนเดินถนนและผู้ขับรถต่างเคารพสัญญาณไฟจราจร เหล่านี้ทำให้การเดินเล่นเป็นไปอย่างเพลิดเพลินไร้กังวล

สาเหตุหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้เดินออกไปอุดหนุนของกินของใช้จากร้านค้าแถวบ้านมาจาก ปัญหาฟุตบาท ในซอยมีร้านอาหารอร่อยๆ ราคาประหยัดมากมาย แต่หลายเจ้าก็ตั้งแผงขายกันบนฟุตบาท ทำให้คนเดินอย่างเราต้องลงไปเดินริมถนน อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยที่หลายคนบอกควรอะลุ่มอล่วยให้กัน เห็นใจพ่อค้าแม่ค้า แต่มันทำให้การออกไปเดินซื้อของกลายเป็นเรื่องอันตรายมากกว่าเพลิดเพลิน ต้องคอยระวังรถเฉี่ยว น้ำกระเซ็น ต้องรีบเดินเพื่อไม่ให้ขวางคนอื่นหรือรถบนถนน จนสุดท้ายต้องหันไปใช้เดลิเวอรีแม้ร้านจะอยู่ห่างไปไม่กี่นาที หวังว่าสักวันจะมีวันที่ฟุตบาทเมืองไทยกลายเป็นทางเดินเพื่อคนเดินเท้าจริงๆ นะ


กลับบ้าน

ผ่านค่ำคืนสุดท้ายในโอซาก้าไปอย่างสวยงาม วันรุ่งขึ้นเราเช็คเอาท์ออกจากโฮสเทลตั้งแต่ 5:30 น. เดินฝ่าความมืดและความหนาว 4 องศาไปยังสถานีรถไฟนัมบะเพื่อนั่งไปลงสนามบินคันไซ ใช้เวลา 30 นาทีก็มาถึงสนามบินแล้ว

เราเคยบอกตัวเองว่า จะไม่กลับไปเที่ยวประเทศเดิมซ้ำจนกว่าจะไปเยือนทุกประเทศในฝันจนครบ เพราะบนโลกนี้มีวัฒนธรรม ผู้คนและสภาพแวดล้อมแปลกใหม่มากมายรอให้ไปสัมผัสและค้นพบด้วยตัวเองอยู่ แต่ ณ วินาทีที่เครื่องเริ่มบินขึ้น ตัวเราเริ่มห่างจากญี่ปุ่นไปทีละนิด ความรู้สึกโล่งใจและใจหายก็เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เข้าใจแล้วว่าทำไมใครๆ ที่เคยมาญี่ปุ่น ถึงได้กลับมาอีกเรื่อยๆ… คิดถึงญี่ปุ่นซะแล้วสิ

Leave a Reply