31_the $5 challenge

The $5 Challenge : เปลี่ยนเงิน 150.- ให้เป็น 20,000.- ใน 2 ชั่วโมง

  • Reading time:1 mins read
  • Post category:Classroom / MARKETING

The $5 Challenge คุณจะหาเงินจากเงินทุนห้าดอลล่าร์กับเวลาสองชั่วโมงได้อย่างไร? นี้เป็นเรื่องที่ซิสอ่านเจอใน หนังสือน่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 (What I Wish I Knew When I Was 20) เขียนโดย ดร.ทิน่า ซีลิ่ง (Tina Seelig Ph.D.) ผู้อำนวยการบริหารของหลักสูตรการลงทุนทางเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

“คุณจะหาเงินด้วยวิธีไหน หากคุณมีเงินทุนอยู่ 5 ดอลล่าร์สหรัฐ (~150 บาท) กับเวลาเพียง 2 ชั่วโมง” นี้คือโจทย์ที่นักศึกษาแสตนฟอร์ดในคลาสเรียนของดอกเตอร์ซีลิ่งได้รับ พวกเขาจะวางแผนนานแค่ไหนก็ได้ แต่ทันทีที่เปิดซองเงิน 5 ดอลล่าร์ พวกเขามีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงในการทำเงินให้มากที่สุด โดยมีเวลาทำโปรเจคนี้ 4 วัน เมื่อถึงชั่วโมงเรียนในสัปดาห์ถัดไป ทุกทีมจะต้องออกมาพรีเซนต์ 3 นาทีว่าไปทำอะไรกันมาบ้าง มาดูกรณีศึกษาของแต่ละทีมกันค่ะ

ทีมที่ 1 ขายร่มในหน้าฝน

บทเรียน 5 ดอลล่าร์ (The $5 Challenge)

เนื่องจากช่วงนั้นเป็นฤดูฝน ทีมแรกจึงนำเงินทุนทั้งหมดไปซื้อร่มมาขาย โดยวางแผนจะนำกำไรที่ได้ไปซื้อของอย่างอื่นมาขายเพิ่มเพื่อทำกำไรมากขึ้น แต่ทว่า! ฟ้าฝนกลับไม่เป็นใจ เพราะช่วงที่ทำภารกิจท้องฟ้าดันแจ่มใสทุกวัน ทีมนี้เลยสูญเงินไปทั้งหมด

ทีมที่ 2 ตั้งซุ้มขายน้ำมะนาว

บทเรียน 5 ดอลล่าร์ (The $5 Challenge)

ทีมถัดมาเลือกวิธีการเรียบง่ายแต่หาเงินได้จริงอย่างตั้งซุ้มขายน้ำมะนาวภายในมหาวิทยาลัย แม้จะขายได้เรื่อยๆ แต่ด้วยเวลาจำกัด ทำให้กำไรของทีมนี้ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทีมทั้งหมดพอสมควร

ทีมที่ 3 ให้บริการเติมลมรถจักรยาน

บทเรียน 5 ดอลล่าร์ (The $5 Challenge)

นักศึกษาส่วนใหญ่ใช้จักรยานเดินทางในมหาวิทยาลัย ทีมนี้จึงจัดตั้งซุ้มให้บริการตรวจเช็คลมยางฟรีหน้าสโมสรนักศึกษาที่มีจักรยานจอดอยู่เยอะ บริการตรวจเช็คให้ฟรี แล้วถ้าคันไหนจำเป็นต้องเติมลม พวกเขาจะเติมให้ในราคา 1 ดอลล่าร์ แม้ว่าจะมีปั้มน้ำมันใกล้ๆ ให้เติมลมยางได้ฟรี แต่ก็ยังมีคนมาใช้บริการเติมลมยางกับทีมนี้ เพราะพวกเขาขายบริการที่สะดวกสบายและมีประโยชน์

ที่น่าสนใจคือ เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งทางพวกเขาก็เปลี่ยนมาเป็นขอรับบริจาคเท่าไหร่ก็ได้แทน ปรากฏว่ารายได้พุ่งพรวดทันที เพราะมีหลายคนที่เต็มใจจ่ายให้มากกว่า 1 ดอลล่าร์เพื่อตอบแทนน้ำใจและบริการที่สะดวกสบาย บทเรียนจากทีมนี้คือ การรู้จักปรับกลยุทธ์ระหว่างทางเพื่อหาวิธีการที่ลงตัวที่สุด

ทีมที่ 4 ขายคิวจองจากร้านอาหารชื่อดัง

บทเรียน 5 ดอลล่าร์ (The $5 Challenge)

ทีมนี้มองเห็นถึงปัญหาของลูกค้าที่ต้องต่อคิวรอหน้าร้านอาหารชื่อดังนานในคืนวันเสาร์ พวกเขาจึงตัดสินใจช่วยเหลือคนที่ไม่อยากเสียเวลาต่อแถว โดยไปจองคิวร้านอาหารไว้ล่วงหน้าและขายคิวนั้นให้กับคนที่เต็มใจจ่ายในราคา 20 ดอลล่าร์

ระหว่างที่ธุรกิจกำลังดำเนินไป พวกเขาก็สังเกตเห็นอินไซต์หลายๆ อย่าง เช่น ผู้หญิงจะขายคิวได้ดีกว่า อาจเพราะลูกค้าสบายใจมากกว่าที่คนเข้ามาหาเป็นหญิงสาว พวกเขาเลยเปลี่ยนแผนให้นักศึกษาหญิงรับหน้าที่ขายคิว ส่วนนักศึกษาชายรับหน้าที่จองคิว นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า ร้านอาหารที่ให้เครื่องส่งสัญญาณเตือนแบบพกพามาตอนจองคิวจะขายได้ดีกว่า เพราะลูกค้าได้สิ่งที่จับต้องได้สำหรับเงินที่จ่ายไป จึงน่าเชื่อถือกว่า

ทีมนี้เองก็มีการปรับกลยุทธ์ระหว่างทาง แถมมีการวางแผนอย่างดี พวกเขาเลือกทำงานคืนวันเสาร์ที่ร้านอาหารขายดีที่สุด เลือกแต่ร้านอาหารชื่อดังที่ปกติต้องรอคิวนานเป็นชั่วโมง ดังนั้นการขายคิวที่จองไว้จึงเหมือนขายเวลา ลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับประหยัดเวลาที่ต้องเสียไปนั้นเอง

ทีมที่ 5 ขายเวลา 3 นาที

บทเรียน 5 ดอลล่าร์ (The $5 Challenge)

ทีมสุดท้ายเป็นทีมที่ทำเงินได้มากที่สุดถึง 650 ดอลล่าร์ (~20,000 บาท) โดยที่ไม่ได้แตะต้องเงินทุน 5 ดอลล่าร์แม้แต่น้อย พวกเขาตีโจทย์แตกว่าสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในตอนนั้นไม่ใช่เงินทุน 5 ดอลล่าร์ หรือเวลา 2 ชั่วโมง แต่เป็นเวลาพรีเซนต์งาน 3 นาที

พวกเขาขายเวลา 3 นาทีนี้ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่กำลังเปิดรับนักศึกษาเข้ามาทำงาน โดยทีมนี้รับจ้างผลิต “โฆษณายาว 3 นาที” ให้กับบริษัทนั้น แล้วนำมาเปิดให้เพื่อนๆ ในชั้นเรียนดูตอนพรีเซนต์งานเพื่อแลกกับเงิน 650 ดอลล่าร์


บทเรียนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการหาเงินได้มากหรือน้อย แต่รู้สึกทึ่งในการมองเห็นความเป็นไปได้อย่างสร้างสรรค์ของแต่ละทีม หาโอกาสจากสิ่งต่างๆ รอบตัว และการคิดนอกกรอบ นอกเหนือจากโจทย์ที่อาจารย์ให้มา แม้แต่ตัวดอกเตอร์ซีลิ่งก็ยังประทับใจในลูกศิษย์

นี้เป็นแค่เรื่องราว 5 หน้าแรกของหนังสือน่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 เท่านั้นค่ะ เล่มนี้ดีมาก เปิดโลกทัศน์ มองเห็นความเป็นไปได้แม้ในช่วงเวลาที่มืดมน อายุเท่าไหร่ก็อ่านได้ไม่เสียดายเลยค่ะ

Leave a Reply