รีวิวหนัง The Current War_0

รีวิวหนัง The Current War (2017) : สงครามกระแสไฟฟ้า

#โรงหนังพันราตรี เรื่องที่ 38

The Current War (2017)

คงไม่มีใครไม่รู้จักนักธุรกิจชาวอเมริกันผู้เปลี่ยนโลกคนนี้ ทอมัส เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ผู้อยู่ในตำราเรียนสมัยประถมของเราว่า ‘บิดาแห่งหลอดไฟ’ เป็นผู้คิดค้นหลอดไฟฟ้าที่เปลี่ยนโลกที่มืดมิดให้สว่างสไว ซึ่งต่อพบว่าเขาไม่ได้เป็นคนคิดค้นเป็นคนแรก แต่เป็นบุคคลแรกที่จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟต่างหาก

หลายปีถัดมาชื่อของนักประดิษฐ์อีกคนหนึ่งก็โผล่มาให้เห็นบ่อยขึ้น… นิโคลา เทสล่า (Nikola Tesla) ชาวเซอร์เบียน-อเมริกัน ผู้ซึ่งถูกมองว่าเขาตางหากที่เป็นอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ตัวจริงและสมควรได้รับคำยกย่องมากกว่าเอดิสัน

ถ้างั้นทำไมก่อนหน้านี้เราถึงไม่เคยได้ยินชื่อของนิโคลา เทสล่ามาก่อนเลยล่ะ? แล้วทำไมคนที่ปัจจุบันถูกกล่าวหาว่าแย่งไอเดียคนอื่นมาเป็นของตัวเองอย่างทอมัส เอดิสันถึงมีชื่อเสียงถูกยกย่องจากคนทั่วโลก? คำตอบทั้งหมดอยู่ในหนัง The Current War สงครามไฟฟ้า คนขั้วอัจฉริยะ

เรื่องย่อ The Current War

หนังเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่หลังจากทอมัส เอดิสัน (Benedict Cumberbatch) ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้ากระแสตรงให้ใช้งานได้ และมีแผนที่จะมอบแสงสว่างให้ทั่วประเทศอเมริกา แต่แล้วก็มีคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญปรากฏตัว จอร์จ เวสติงเฮาส์ (Michael Shannon) สามารถประดิษฐ์หลอดไฟด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ แม้มาทีหลังแต่ต้นทุนถูกกว่ามาก ทำให้ทอมัสและจอร์จต้องแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้มอบแสงสว่างให้ชาวอเมริกันและชนะในสงครามกระแสไฟฟ้าครั้งนี้

⚠️ รีวิวต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง

ไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติ แต่ผู้กำกับ Alfonso Gomez-Rejon รวมสงครามทางนวัตกรรม ธุรกิจ และจิตวิทยาไว้ในเรื่องเดียว! สนุกตื่นเต้นตั้งแต่ต้นจนจบ

รวมนักแสดงยอดฝีมือจากหนังฮีโร่

ขอเริ่มต้นที่นักแสดง เพราะเป็นส่วนสำคัญมากที่ทำให้เรื่องนี้สนุก เข้าถึงอารมณ์ตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เราอินไปกับหนังและลุ้นอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือการที่นักแสดงนำส่วนใหญ่มาจากหนังซุปเปอร์ฮีโร่ ตั้งแต่ Benedict Cumberbatch จาก Dr. Strange, Tom Holland จาก Spideman, Katherine Waterston จาก Fantastic Beast (พ่อมดแม่มดก็นับเป็นฮีโร่นะ อิอิ), Nicholas Hoult จาก X-Men และ Michael Shannon จาก Batman vs Superman

สุดยอดซีน สามนาทีที่ทำให้หลั่งน้ำตา

ฉากที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับเราคือ ฉากงานแฟร์ Chicaco ตัดสลับกับฉากประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเข้าสู่โลกสมัยใหม่ ไฟฟ้าถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงในงานเทศกาลให้กับผู้คน ในขณะเดียวกัน ไฟฟ้าก็ถูกนำมาใช้ฆ่าคนได้ ดนตรีประกอบดีจนน้ำตาไหล อยากจะซื้อตั๋วกลับเข้าไปดูอีกรอบเพื่อดูฉากนี้แค่ฉากเดียว เป็นสามนาทีที่กลับมาดูทีไรก็น้ำตาคลอ

ไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เลยจะงงไหม?

คลิกเพื่อดูภาพเต็มจากแหล่งที่มา Giroux Electric

อาจมีงงบ้าง คนที่เรียนวิทยาศาสตร์มาและเคยอ่านเรื่องราวของทอมัส เอดิสันกับนิโคลา เทสล่ามาหลายเวอร์ชั่นก็ยังมีส่วนที่งงเลย เพราะบางเรื่องก็ไม่เหมือนกับเวอร์ชั่นไหนที่เคยอ่านมาเลย แต่ดูได้สบายๆ เพราะหนังไม่ได้เน้นความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ซับซ้อน มีเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจมากกว่า ดำเนินเรื่องได้อย่างสนุกเร้าใจจนมองข้ามความงงไปเลย

ทำไมคะแนนใน imdb ถึงน้อยสำหรับหนังสนุกแบบนี้?

ซิสสังเกตจากรีวิวและบทความต่างๆ ปัจจุบันหลายคนมองว่า เอดิสันเป็นคนโกงที่ไปขโมยไอเดียเทสล่ามา ซึ่งหนังสื่อเรื่องราวของเอดิสันกับเทสล่าอย่างตรงไปตรงมา แต่ก็ยังมองว่าเขาเป็นตัวร้ายไม่ลง เอ้า! แค่เอาคุณพี่เบเนดิกซ์มาเล่นเป็นเอดิสันก็รู้แล้วว่าสปอตไลท์จะไปลงที่ใคร ฮ่าๆ คนเลยมองกันว่าหนังทำมาสรรเสริญเอดิสัน ในขณะที่บทของคนที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างเทสล่าจืดจางมาก ทั้งที่ตัวอย่างทำออกมาเหมือนเทสล่าเป็นคนสำคัญในหนัง

ส่วนซิสมองว่าหนังทำมาได้ค่อนข้างตรงกับความจริงนะ ถึงความจริงนั้นจะขัดใจก็เถอะ เช่น แม้เอดิสันเป็นนักธุรกิจที่ร้ายกาจเมื่อเทียบกับเวสติงเฮาส์ แต่ก็อยู่ในแวดวงชนชั้นสูงมานานเลยมีคนเชิดชูเสมอ ตอนสุดท้ายที่เอดิสันแพ้งานประมูลไฟฟ้าของชิคาโกเวิร์ลด์แฟร์ ยังมีคนมาขอลายเซ็นอยู่เลย ในขณะที่ผู้ชนะอย่างเวสติงเฮาส์กับเทสล่าไม่มีใครสนใจ เรียกว่าเอดิสัน PR ตัวเองดีแหละ ฮ่าๆ

นิโคลา เทสล่า ผู้มาก่อนกาล

เรื่องราวของอัจฉริยะอีกคน นิโคลา เทสล่า ตามในหนังแล้ว เขาเป็นยอดอัจฉริยะทางด้านวิศกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่เก่งที่สุดในเรื่องอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้อเสียเปรียบคือ เขาเป็นอัจฉริยะทางทฤษฎี เช่น รู้ว่าสร้างไฟฟ้าให้ได้ปริมาณมากที่สุดโดยต้นทุนน้อยที่สุดต้องทำยังไง รู้ว่าจะสร้างเครื่องยนต์ได้ยังไง แต่เขาไม่เคยลงมือสร้างได้สำเร็จจริง เพราะไม่มีเงินและเขาอาจจะไม่เหมาะกับเป็นคนลงมือสร้าง คนในยุคนั้นจึงมองว่าเทสล่าเป็นนักวิทยาศาสตร์จอมฝันเฟื่อง น่าสะเทือนที่เขาตายอย่างโดดเดี่ยวและยากจนในห้องพักโรงแรม

หลายปีหลังจากเขาเสียชีวิต มีคนเอาทฤษฏีของเทสล่าไปสานต่อจนสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมาได้สำเร็จ ชื่อของเขาจึงได้ถูกยอมรับและยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุค ทฤษฏีมากมายของเขาเป็นจริงทั้งที่ไม่เคยลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง น่าทึ่งมากใช่มั้ยล่ะ! น่าเศร้าที่เขาไม่ได้อยู่เห็นว่าผลงานของเขาเปลี่ยนทั้งโลกให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่ดีกว่าเดิม

ตกลงแล้วเอดิสันเป็นคนร้ายกาจ? 

หลังจากดูจบแล้วไปส่องกระทู้ Pantip หลายคอมเม้นท์ที่บอกว่าไม่เคยรู้เรื่องราวของเทสล่ามาก่อน แต่จดจำเอดิสันได้ในหนังสือเรียนสมัยประถมว่าเป็น ‘สุดยอดนักประดิษฐ์ผู้เปลี่ยนโลก’ (เราคงเรียนมาเล่มเดียวกัน 😂) เมื่อดูหนังจบก็ผิดหวังอย่างแรงในความร้ายกาจ เล่นสกปรกทางธุรกิจของเอดิสัน

ส่วนตัวซิสเคยชื่นชมเอดิสันตามแบบเรียนสมัยประถม เมื่อขึ้นมัธยมชื่อของ ‘นิโคลา เทสล่า’ ก็เริ่มโผล่มาให้เห็นว่าเขาคือบิดาแห่งไฟฟ้าตัวจริงตางหาก เอดิสันเป็นผู้ขโมยไอเดีย สมัยนั้นเรายังเด็กและไม่รู้จักคำว่า ‘ธุรกิจ’, ‘PR’, ‘การตลาด’ แม้แต่น้อย ก็มองว่าเอดิสันเป็นหัวขโมยจอมร้ายกาจ แต่ตอนนี้มองว่าเขาก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แม้จะไม่ได้ชื่นชมที่เขาเล่นสกปรก แต่ก็ยอมรับว่าเป็นนักธุรกิจที่เก่งจริงๆ

ตัวอย่างที่ยังมีลมหายใจในปัจจุบันก็มีนะ หากพูดถึงบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla ที่ตั้งชื่อตามนิโคลา เทสล่า หลายคนคงนึกถึง Elon Musk แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักชื่อของ Martin Eberhard และ Marc Tarpenning สองวิศวกรผู้ก่อตั้งบริษัทเทสล่าก่อนที่อีลอน มัสก์จะเข้ามา ทั้งสองคนเสกให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเกิดขึ้นได้ ส่วนมัสก์ก็เสกให้ธุรกิจก็เติบโตได้ แต่ละคนมีบทบาทที่ตัวเองถนัด ด้วยความที่มัสก์เป็นหน้าเป็นตา โปรโมท PR บ่อย ทำให้คนจดจำและมีชื่อเสียงมากกว่า คงเหมือนกับเอดิสันในด้านของการเป็นที่จดจำ

อย่างไรก็ตาม ความดีงามของสมัยนี้คือ เราอยู่ในยุคที่แม้แต่คนเก่งๆ ที่ไม่ถนัดเข้าสังคมก็ถูกโปรโมทให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ง่ายและรวดเร็ว คนสมัยนี้เองก็ชอบคนเก่งโดยไม่ได้ใส่ใจว่าเขาจะโปรโมทตัวเองเก่งหรือไม่ก็ตาม นั้นทำให้พวกเราได้มีโอกาสรู้จักกับสองผู้ก่อตั้งดั่งเดิมของบริษัทเทสล่า รวมถึงตัวนิโคลา เทสลาเองด้วย

เอดิสัน vs เทสล่า ใครคือตัวจริง?

จะยกย่องชื่นชมหรือเกลียดชังก็ขึ้นอยู่กับพิจารณาของแต่ละคน แต่ซิสอยากให้รู้ว่าอย่าด่วนตัดสินใจจากหนังเพียงเรื่องเดียวหรือบทความที่อ่านมาไม่กี่ครั้ง เพราะเชื่อเถอะ! ซิสอ่านเรื่องของสองคนนี้มาเยอะมาก เล่าไม่ตรงกันซักแบบ อย่างน้อยก็ดีใจที่โลกออนไลน์ที่รักนี้ได้เผยแพร่เรื่องราวของอัจฉริยะบุคคลอย่างนิโคลา เทสล่าให้เขาได้เป็นตำนานอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับเอดิสัน บ้างว่าเขาเป็นนักธุรกิจจอมขโมยไอเดีย บ้างก็ว่าเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่เก่งจริงๆ และเป็นจอมเคี่ยวในวงการธุรกิจ บ้างก็ว่าเขาเก่งเรื่องการนำของที่คนสร้างค้างไว้มาสานต่อให้สำเร็จและทำให้โด่งดัง

I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work

Thomas Alva Edison

เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเอดิสันเป็นคนพูดคำคมอันโด่งดังนี้จริงหรือเปล่า แต่แล้วยังไง? แน่นอนว่าถ้าเรามีหลักฐานพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่… ยังไงซะเรื่องราวและคำพูดของพวกเขาที่ฝากไว้ก็ได้ให้ข้อคิดและแรงบันดาลใจหลายอย่างแก่คนรุ่นหลัง อย่างน้อยก็สอนเรื่องการทำ PR ตัวเอง 😂

สุดท้ายแล้ว สงครามแห่งการสร้างสรรค์นี้กลายเป็นชัยชนะของคนทั้งโลก ของรางวัลเหล่านักประดิษฐ์อัจฉริยะมอบให้พวกเราคือ โลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วย ‘แสงสว่าง’ และ ‘ไฟฟ้า’ ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมสำคัญอีกนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, 5G ของฉันและอีกหลายล้านอย่าง ขอบคุณสงครามกระแสไฟฟ้า

Leave a Reply