You are currently viewing รีวิวหนัง The Internship (2013) เรียนรู้ชีวิตผ่านการฝึกงานใน Google

รีวิวหนัง The Internship (2013) เรียนรู้ชีวิตผ่านการฝึกงานใน Google

เรื่องที่ 10

The Internship (2013)

เมื่อเซลส์แมนตกงานที่ไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีใดๆ ได้มาฝึกงานที่ Google พวกเขาต้องปรับตัวขนานใหญ่เมื่ออยู่ท่ามกลางเด็กวัยรุ่นไฟแรงยอดหัวกะทิของโลก ถึงจะถูกมองเป็นตัวตลก แต่การมองโลกในแง่บวก ความขยันตั้งใจเรียนรู้ สเน่ห์ในการเข้าหาคน และไม่ยอมแพ้ ทำให้พวกเขาฝ่าฟันอุปสรรคไปได้

หากพูดถึงสถานที่ทำงานที่ ‘สนุกที่สุด’ และเต็มไปด้วย ‘คนที่เก่งที่สุด’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก จะต้องมีชื่อของ Google โผล่ขึ้นมาเสมอ ที่นี่คือบริษัทในฝันของใครหลายคน คุณไม่ต้องใส่สูทผูกไทมาทำงาน มีสนามเด็กเล่น ยังมีอาหารให้ทานฟรีไม่อั้นที่คุณสามารถพาพ่อแม่ ญาติพี่น้องมากินข้าวเช้า กลางวัน เย็นด้วยกันก็ได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ที่นี่เต็มไปด้วย ‘กูเกลอ (Googler)’ กลุ่มคนที่เก่งที่สุดของโลกที่สร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้ผู้คน และมีความสนุกสนานอยู่ในดีเอนเอ

สำหรับคนที่อยากรู้เคล็ดลับของกูเกิล ทำงานยังไงให้สนุกและมีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมองค์กร และทำยังไงถึงจะเป็นกูเกลอได้ ซิสขอแนะนำให้อ่านหนังสือ Work Rules! กฎการทำงานของ Google เขียนโดย Laszlo Bock หัวหน้าทีมพัฒนาคนของกูเกิล เผยหมดเปลือกถึงวิธีการเลือกคนเข้ามาทำงานแบบละเอียดยิบ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้เวลาสัมภาษณ์นานถึง 8 เดือน บางคนก็ถูกกูเกิลตามตื้อถึง 10 ปี!

นอกจากนี้ยังมีหนังเรื่อง The Internship (2013) ที่จำลองสถานการณ์การฝึกงานในสำนักงานใหญ่ของกูเกิลหรือ Googleplex ที่ Mountain View รัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา หนังเรื่องนี้แสดงความเป็นกูเกิลออกมาได้ค่อนข้างตรงกับที่เล่าในหนังสือของคุณลาสซ์โล นั้นคือ Work smart, Work hard and Play harder!

เรื่องย่อ The Internship

บิลลี่ (Vince Vaughn) และนิค (Owen Wilson) สองหนุ่มเซลส์แมนขายนาฬิกาเพิ่งตกงาน เพราะผู้คนหันไปดูเวลาจากมือถือแทนนาฬิกาข้อมือแล้ว โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอล แต่สองหนุ่มกลับไม่มีความรู้ใดๆ เรื่องเทคโนโลยีเลย

บิลลี่ได้ชักชวนให้นิคเข้าร่วมโปรแกรมฝึกงานของ Google ทีมที่ชนะเพียงหนึ่งทีมจะได้โอกาสเข้าทำงานกับกูเกิล ทั้งสองคนต้องร่วมทีมกับเด็กฝึกงานที่เหลืออยู่ เรียกว่าเป็นทีม underdog ของการแข่งขันครั้งนี้ พวกเขาจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไร ต้องติดตามชมใน The Internship

*รีวิวต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนัง

บทเรียนจากหนัง

1. ไม่มีคำว่าแก่เกินไปสำหรับความฝันและการเรียนรู้

บิลลี่และนิคตกงานในวัย 30 กว่าเพราะโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิตอล บางคนอาจรู้สึกตื่นตระหนกและสิ้นหวัง บางคนอาจมองหางานอื่นที่คุ้นเคยทำเพราะมันง่ายกว่า แต่บิลลี่กับนิคไม่อยากจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พวกเขาไม่รอที่จะให้ใครมาจูงมือเขาเดินไปข้างหน้า พวกเขาเลือกที่จะวิ่งเข้าสู่โลกใหม่ด้วยตัวเอง

โปรแกรมฝึกงานมีแต่เด็กวัยรุ่นไฟแรง สองหนุ่มวัยอาวุโสจึงถูกมองเป็นตัวตลก แต่บิลลี่กับนิคก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่เกินจะเป็นเด็กฝึกงาน พวกเขาพร้อมเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ตั้งใจเรียนรู้จากเพื่อนร่วมทีมที่เด็กกว่า พร้อมแบ่งปันประสบการณ์เพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างของทีม

อีกสิ่งที่ซิสชอบคือ การลงมือทำตามฝันทันที บิลลี่กับนิคไม่ได้แค่คิดฝันเฉยๆ แต่ลองทำมันทันที แม้รู้ว่ายาก ผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่พวกเขาก็เรียนรู้จากมันและลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง

2. การเปลี่ยนแปลงมันยากและน่ากลัว แต่คุ้มค่า

ทีมของบิลลี่และนิคพยายามโน้มน้าวให้ร้านพิซซ่าชื่อดังของเมืองเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และขยายสาขา ทีแรกเจ้าของร้านไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าคุณภาพจะด้อยลง แต่ทีมของเขาก็โน้มน้าวด้วยข้อมูล ชี้ให้เห็นประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง

บิลลี่กับนิครู้ดีกว่าใครๆ ว่าการเปลี่ยนแปลและปรับตัวให้เข้ากับโลกที่พวกเขาไม่มีความรู้มาก่อน มันน่ากลัวและเหนื่อยแค่ไหน เพราะไม่รู้เลยว่ามันจะพาไปสู่ผลลัพธ์แบบไหน แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรเลย เราก็จะย้ำอยู่กับที่และไม่มีวันเติบโตขึ้น

3. มองโลกในแง่ดีและทำดี ย่อมนำสิ่งดีๆ มาให้ในท้ายที่สุด

บิลลี่กับนิคมักทำพลาดอยู่บ่อยๆ จนถูกต่อว่าและถูกจับผิดจากคุณเชตตี้ หัวหน้าโปรแกรมฝึกงาน แต่บิลลี่ก็ไม่เคยรู้สึกแย่กับคุณเชตตี้ ซ้ำยังพูดเสมอว่า “ถึงคุณจะไม่ชอบผม แต่ขอโทษนะ ผมก็ยังชอบคุณอยู่ดี” เขาขอบคุณสำหรับคำต่อว่าตรงๆ ของเชตตี้ที่พูดเพื่อให้เขาเห็นถึงข้อผิดพลาดและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีตอนที่บิลลี่กับนิคมานั่งทานข้าวกลางวันกับชายที่ใส่หูฟัง แม้ชายหูฟังจะไม่เงยหน้ามาสนใจ แต่ทั้งสองคนก็ชื่นชมว่าชายคนนี้ตั้งใจทำงานมาก ในขณะที่เด็กฝึกงานตัวท็อปพูดดูถูกเขาเพียงเพราะเขาไม่พูดโต้ตอบอะไร หนังได้มาเฉลยทีหลังว่า ชายหูฟังเป็นหัวหน้าทีม Google Search คนที่มีอำนาจมากที่สุด ซึ่งมีส่วนช่วยให้บิลลี่และนิคผ่านการฝึกงาน เพราะเขาเห็นถึงความตั้งใจจริง และการทำดีกับผู้คนรอบข้างเสมอแม้ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

4. ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในทุกด้าน ไม่ให้มองกลับมาแล้วเสียดาย

โอกาสในชีวิตไม่ได้มีมาบ่อยๆ ทั้งเรื่องงาน ความรัก มิตรภาพ และใช้ชีวิตให้สนุก ดังนั้นถ้าโอกาสมาแล้วก็คว้าไว้และลุยให้เต็มที่! เหมือนอย่างเหล่าเพื่อนร่วมทีมของบิลลี่และนิค แม้พวกเขาจะเป็นอัจฉริยะด้านการถอดรหัส เขียนโปรแกรม แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสความสวยงามของการดูพระอาทิตย์ขึ้น การออกไปสนุกสุดเหวี่ยงในคลับ และการมีความรัก

เพื่อนร่วมทีมได้พาบิลลี่และนิคเข้าสู่โลกแห่งเทคโนโลยี บิลลี่และนิคก็ได้พาเหล่าเพื่อนวัยรุ่นเปิดประตูสู่การใช้ชีวิตให้สนุกแบบที่มองกลับมาแล้วไม่ต้องเสียดาย เป็นการเติมเต็มชีวิตของกันและกันที่สวยงาม

Leave a Reply